|
มารู้จักนโยบายเศรษฐกิจแบบง่าย
ๆ กันเถอะ (2)
สวัสดีอีกครั้งครับเพื่อน ๆ ชาว วิชาการ Magazine หลังจากไปพักผ่อนคลายสมองกันแล้ว
ผมก็ขอโซโล่ต่อภาค 2 เลยนะครับ
เมื่อบทความที่แล้ว
ผมได้พูดถึง ภาคเศรษฐกิจจริง(Real
Sector) และ ภาคการเงิน(Financial
Sector) ส่วนแรก ซึ่งก็คือ นโยบายการคลัง
(Fiscal Policy)ไปแล้ว บทความนี้จะพูดต่อเรื่องภาคการเงินส่วนที่
2 ที่เป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนไปได้ นั่นคือนโยบายการเงิน
(Monetary Policy) นั่นเองครับ ถ้าเปรียบเศรษฐกิจเป็นเหมือนรถยนต์
ภาคเศรษฐกิจจริงก็เหมือนน้ำมันที่ทำให้รถแล่นไปได้ ส่วนภาคการเงินโดยเฉพาะนโยบายการเงิน
ก็เปรียบเหมือนน้ำมันเครื่อง ที่ช่วยหล่อลื่น ทำให้เศรษฐกิจเดินไปได้ไม่สะดุดนั่นเองครับ
ถ้าน้ำมันเครื่องหมด รถก็ขาดการหล่อลื่น ขาดความคล่องตัว เกิดปัญหาได้
ฉะนั้น เมื่อเวลาภาคการเงินมีปัญหาขาดสภาพคล่อง เศรษฐกิจถึงมีปัญหามากไงครับ
เราจะสังเกตได้ว่า เมื่อครั้งเกิดวิกฤตเมื่อปลายปี 1997 นั้น
ในช่วงแรกภาคการเงินมีปัญหาก่อน (เช่นปัญหาสถาบันการเงิน ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน
และปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน) แล้วจึงค่อยลามมาภาคเศรษฐกิจจริง
ซึ่งก็คือปัญหา NPL (Non-Performing Loan)หรือปัญหาหนี้สูญในระบบเศรษฐกิจนั่นเองครับ
เอาล่ะ ก่อนที่จะกล่าวลึกไปถึงปัญหา ผมขอพูดอธิบาย concept
ของนโยบายการเงิน และหน่วยงานรัฐที่รับผิด ชอบด้านนี้นะครับ
อย่างที่กล่าวมาแล้วในภาคแรก นโยบายการคลังเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากหน่อย
ดังนั้นนโยบายการเงิน จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวซักนิด
โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้อยู่ในหน่วยเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคการเงิน
เช่น ธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ เป็นต้น นโยบายการเงินเนี่ยจะเกี่ยวข้องกับปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ,
อัตราดอกเบี้ย, และ อัตราแลกเปลี่ยนครับ เอาล่ะครับ อย่างเพิ่งงง
ทนอ่านต่ออีกนิดแล้วจะเข้าใจขึ้นครับ
นโยบายการเงินเนี่ย หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบหลักคือธนาคารแห่งประเทศไทย
โดยความร่วมมือของกระทรวงการคลังครับ (จริงๆแล้วธนาคารแห่งประเทศไทย
ค่อนข้างจะเป็นหน่วยงานอิสระจากกระทรวง แต่ก็มีการผูกพันกันอย่างใกล้ชิดครับ)
กระทรวงจะเป็นผู้ออกนโยบาย และให้ธนาคารชาติเป็นผู้ปฏิบัติครับ
นโยบายการเงินเนี่ย มี 2 รูปแบบหลัก คือนโยบายการเงินแบบตึงตัว
(Contractionary Monetary policy) กับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
(Expansionary monetary policy)ครับ
Monetary Policy (MP) = Contractionary
MP + Expansionary MP
อธิบายโดยหลักเดิม คือถ้าเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างฝืดเคือง
ธุรกิจขาดสภาพคล่อง ประชาชนไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอย รัฐก็จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
กล่าวคือ รัฐก็จะลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ เพื่อจูงใจให้คนนำเงินที่ฝากในธนาคาร
มาจับจ่ายใช้สอยและนำไปลงทุน (เพราะดีกว่าเก็บเงินไว้ในธนาคารซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำมาก)
พร้อมกันนั้นรัฐก็ควรเพิ่มปริมาณเงินในระบบ โดยการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลที่มีอยู่ในตลาด
เพื่อให้เงินกลับมาอยู่ในมือประชาชนมากขึ้นครับ (แต่ในกรณีหลังเนี่ยจะทำได้ก็ต่อเมื่อ
รัฐมีเงินคงคลังพอสมควรแล้วนะครับ ไม่ใช่รัฐก็ขาดดุลชักหน้าไม่ถึงหลัง
-อย่างกรณีของประเทศไทยตอนนี้ไงครับ) ในทางกลับกัน รัฐจะใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบตึงตัว
ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจ overheat หรือร้อนแรงเกินไป กล่าวคือ ถ้าเศรษฐกิจช่วงก่อนดี
แต่มีแนวโน้มว่าจะดีเกินไป เช่นภาคการผลิตจริงเริ่มค้าขาย และส่งออกได้น้อยลง
แต่ประชาชนกลับใช้จ่ายกันอย่างสนุกมือ การนำเข้าสูงมาก (เกิดปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัด
ดังที่เคยกล่าวไว้ในภาคที่แล้วไงครับ) และภาคเศรษฐกิจที่ไม่ทำให้เกิดรายได้
(เช่นภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น)มีการเติบโตสูง รัฐก็ควรจะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว
เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจครับ ตึงตัวอย่างไรล่ะ ก็เพื่ออัตราดอกเบี้ยเพื่อจูงใจ
ให้คนนำเงินมาฝาก พร้อมออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อลดปริมาณเงินในมือประชาชนไงครับ
มาถึงตรงนี้แล้วเพื่อน ๆ อาจสงสัยว่าแล้วอัตราแลกเปลี่ยนนี่มีความสำคัญอย่างไร
แล้วเกี่ยวอะไรกับนโยบายการเงิน ผมก็ขอบอกเลยครับ ขอบอก ว่ามันเกี่ยวแสนเกี่ยว
แล้วก็ค่อนข้างจะยุ่งยากเสียด้วย (เพราะต้องคำนึงถึงการไหลเข้าออก
ของเงินทุนระหว่างประเทศด้วย) โดยเฉพาะถ้าประเทศใช้นโยบายแลกเปลี่ยนแบบตายตัว
(กรณีของประเทศไทยสมัยก่อน) แต่ถ้าเป็นแบบลอยตัว ซึ่งหมายความว่ารัฐไม่ตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้
แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแล้ว รัฐจะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจง่ายขึ้นครับ
เอาเป็นว่าผมแป๊ไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะครับ
เอาเป็นว่าตอนนี้เราสมมุติว่าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวเหมือนสมัยนี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ
ตอนนี้ใบ้ให้นิดนึงก่อนว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศที่เคยคุยกันไว้ด้วยครับ
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย
มีหน้าที่หลักที่เกี่ยวกับนโยบายการเงิน คือการควบคุมอัตราดอกเบี้ย
ปริมาณเงินในระบบ และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งนั้นเลยนะครับ
ดังนั้น ถ้าผู้ว่าการธนาคารชาติเป็นคนที่ฉลาด และหนักแน่นต่อปัญหาเศรษฐกิจ
และแรงคุกคามจากทางการเมืองแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ
ผมก็หวังว่าหลังจากเมืองไทยได้รับบทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้แล้ว
ผู้ว่าแบงค์ชาติคนต่อ ๆ ไปจะช่วยนำพาให้เศรษฐกิจไทยผ่านไปได้ด้วยดีครับ
เอ๊ ตอนแรกขึ้นมาบอกว่าจะมาอธิบายเศรษฐกิจ ไหงกลายเป็นการเมืองได้หว่า
ยังไงก็ตามก็ขอผ่านตรงจุดนี้ไปเลยแล้วกัน เหลืออีกหน่วยงานนึงที่ยังไม่ได้พูด
ก็คือ สภาพัฒน์ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับ
สภาพัฒน์มีหน้าที่หลักอยู่ที่ การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับ
พูดง่าย ๆ ก็คือ สภาพัฒน์จะมองในแง่รวมของทั้งระบบเศรษฐกิจ มองถึงอนาคตของเศรษฐกิจไทยครับ
เพราะแผนหนึ่ง ๆ ก็กินเวลานานพอสมควร (5-7ปีครับ)ฉะนั้น สภาพัฒน์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายรวมของประเทศ
เพื่อให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ นำนโยบายเหล่านั้นไปปรับใช้อีกต่อหนึ่งครับ
เอาล่ะ ได้เวลาจบภาค 2 ซักที หวังว่าเพื่อน ๆ คงได้รับประโยชน์จากบทความทั้ง
2 ภาคนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ ต่อไปเพื่อน ๆ อ่านข่าวเศรษฐกิจก็คงจะลึกซึ้งขึ้นนะครับ
แล้วถ้ามีโอกาสอีกก็จะกลับมารับใช้เพื่อน ๆ อีกครับ
|