CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 


Til Death Do Us Part

จากตอนที่แล้ว

ถ้าจำไม่ได้ว่าเรื่องราวไปถึงไหนแล้ว กลับไปอ่านตอนที่แล้วก่อนนะครับ หรือถ้าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เข้ามาอ่าน ก็ควรอ่านตอนที่ผ่าน ๆ มาก่อน จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร

เอาละครับ เมื่อ Zeus (ซีอุส) และพี่ชายทั้งสองได้โลกทั้งสามไปครอบครองแล้ว ความสงบสุขก็มาเยือน แต่ใช่ว่าจะสุขมากนะครับ ก็มีลุ่ม ๆ ดอน ๆ กันบ้าง เป็นเรื่องราวต่าง ๆ สนุกสนาน ให้มนุษย์ได้เล่าต่อ ๆ กันมา

แต่เนื่องจากเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เรื่องราวหลาย ๆ เรื่องจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือล้ำเหลื่อมกัน ทำให้เกิดภาระในการเล่าเรื่องทั้งหมดให้ต่อเนื่อง ราบเรียบ ผมก็จะตัดปัญหาด้วยการเล่าทีละเรื่อง เฉพาะเรื่องที่น่าสนใจด้วย แต่ก็จะยังพยายามให้เรื่องราวมันต่อกันมากที่สุด ส่วนเนื้อหาส่วนที่บอกว่า ใครเป็นลูกใคร แต่งงานกับใคร ซึ่งผู้แต่งเรื่องราวเหล่านี้กล่าวถึงไว้ประมาณสามหน้ากระดาษนั้น ผมจะขอละเอาไว้ หากเทพหรือคนตนใดสำคัญ เราก็คงจะได้คุยกันถึงเองเมื่อมีโอกาส

เอาละครับ เรามาต่อกันดีกว่า

ต่อด้วยการที่ Zeus แต่งงานกับพี่สาวคนที่สามของตัวเองที่ชื่อ Hera (เฮรา) ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นผู้สุดยอด แห่งการหึงหวง ก็คงไม่เป็นอะไรหรอกครับ หาก Hera จะหึงอยู่ฝ่ายเดียว ทว่า Zeus ของเราก็ดันเป็น สุดยอดแห่งความเจ้าชู้ มันก็เลยมีปัญหา แต่ปัญหาเหล่านั้น มันจะเป็นอย่างไร ก็คอยติดตามต่อไป ก็แล้วกันนะครับ

เมื่อแต่งงานแล้ว Hera ก็ให้กำเนิดลูกสี่คน ได้แก่ Hebe (ฮีบี), Ilithyia (อิลลิเทียยา), Ares (อารีส), และ Hephaestus (เฮ็บพาเอ็สทุส) ผู้หญิงสองคนแรก เป็นเทพีแห่งความหนุ่มสาว และการให้กำเนิดตามลำดับ ส่วนคนที่สามคาดว่าหลาย ๆ คนคงจะรู้จักกันดี เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม คนเดียวกันกับที่ชาวโรมันเรียกว่า Mars (มาร์ส) ส่วนคนที่สี่ ผู้รู้บางท่านก็บอกว่าเป็นลูกของ Hera เพียงคนเดียว เกิดมาโดยปราศจากการปฎิสนธิ อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้ Zeus ไม่ค่อยชอบล฿ูกชายคนนี้นัก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Hephaestus ก็เป็นถึงเทพเจ้าแห่งไฟ และการก่อสร้าง เป็นผู้สร้างปราสาทที่อยู่อาศัย ของเทพทุกคนบนเขา Olympus

แล้วจากนั้น Zeus ก็ไปมีความสัมพันธ์ลับบ้าง ไม่ลับบ้างกับทั้งเทพี ทั้งมนุษย์ มากมาย หนึ่งในเทพีผู้โชคดี (หรือเปล่า) ก็คือ Mnemosyne (เนโมซายนี) เทพีแห่งความจำ และเป็นรากศัพท์ของคำในภาษาอังกฤษ Mnemonic ที่แปลว่าอุปกรณ์หรือวิธีช่วยจำ (ตัวอย่างง่าย ๆ ก็เห็นจะเป็นที่เราจำกันว่า ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง งัยครับ)

แล้ว Mnemosyne ก็มีลูกผู้หญิง เก้าคน เป็นเทพีแห่งการร้องเพลงและบทกวี ถือกันว่าเป็นเทพีแห่งแรงบรรดาลใจของนักร้อง นักแสดง และ กวีทั้งหลายทีเดียว ทั้งเก้าคนนี้ถูกเรียกรวม ๆ กันว่า Muses (ถ้าคนเดียวก็เรียก Muse) เช่นเดียวกันกับชื่อของผู้เป็นแม่ คำว่า muse ในปัจจุบันก็ถูกนำมาใช้ในภาษาอังกฤษ โดยแปลว่า แรงบรรดาลใจของศิลปกร โดยเฉพาะกวี ซึ่งในสมัยก่อนจะใช่วิธีท่องจำเสียเป็นส่วนใหญ่ ความสามารถในการจำของ Mnemosyne ซึ่งถ่ายทอดมาสู่บรรดา Muses จึงช่วยได้มาก และ Muse ผู้เป็นลูกคนแรกของ Mnemosyne ที่มีชื่อว่า Calliope (คาลลิโอปี) ซึ่งหมายถึงเสียงอันไพเราะน่ีแหละครับที่เป็นผู้ให้กำเนิด Orpheus (ออฟีอุส) ผู้มีความสามารถในการร้องเพลงและเป่าขลุ่ยเป็นเลิศ ถึงกับขนาดที่ก้อนหินและต้นไม้ เมื่อได้ยินเพลงจาก Orpheus ก็จะเต้นรำกันทีเดียว ความสามารถมากมายนี้มาจากทั้ง Calliope ผู้เป็นแม่ และ Apollo (อพอลโล) เทพเจ้าแห่งดนตรีผู้เป็นพ่อ คาดว่าหลาย ๆ คนคงรู้จัก Orpheus แต่อาจจะจำชึ่อไม่ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวจะต้องร้องอ๋อกันแน่ ๆ เมึ่อรู้ว่า นาย Orpheus ผู้นี้ มีบทบาทอย่างไรในเรื่อง

แล้ว Orpheus นี่แหละครับ ที่จะเป็นตัวเอกของผมในฉบับนี้ อุตสาห์ร่ายแม่น้ำทั้งห้ามาตั้งนาน

Orpheus มีภรรยา ชื่อ Eurydice (ยูไรดิซี) ผู้ซึ่งต้องมาด่วนตายจากไปเพราะโดนงูกัด ทว่าเนื่องด้วยความรักที่มีให้ Eurydice อย่างเต็มเปี่ยม Orpheus ก็เดินทางไปยังนรกเพื่อที่จะเอา Eurydice กลับคืนมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่เคยมีผู้ใด แม้กระทั้ง Zeus เอง สามารถที่จะทำให้ Hades (ฮาเดส) เทพเจ้าแห่งนรกใจอ่อน ยอมให้คนที่ตายแล้วฝื้นได้

เมื่อถึงนรก Orpheus ก็อ้อนวอนขอ Hades ตามที่ตั้งใจเอาไว้ แน่นอนครับ ว่าขอธรรมดาต้องไม่ได้ผลแน่ Orpheus จึงขอด้วยการร้องเพลง ซึ่งคาดว่าคงจะไพเราะมาก ถึงขนาด Hades ผู้มีจิตใจแข่งแกร่งยังต้องสงสาร ยอมให้ Orpheus พา Eurydice กลับไปได้ แต่ด้วยข้อแม้หนื่งข้อ

Orpheus จะต้องเดินนำ Eurydice ออกไปจากนรก และ เดินไปจนถึงบ้านบนโลกมนุษย์ โดยไม่หันกลับมามอง Eurydice แม้แต่ครั้งเดียว

รับคำแล้วทั้งสองก็ออกเดิน Orpheus ต้องพยายามอย่างมากที่จะไม่หันกลับมามอง ภรรยาของตน ซึ่งเดิมตามมาข้างหลังเงียบ ๆ

แล้วความพยายามที่ทำมาทั้งหมดก็หมดความหมาย เมื่อทั้งสองเดินไปใกล้ถึงทางออกจากนรก Orpheus หันกลับไปมอง Eurydice โดยไม่ทันคิด เพราะความเป็นห่วง

ความตายจะไม่ยกโทษให้ใครเป็นครั้งที่สอง สาเหตุเพราะ Orpheus เกิดลืมตัวชั่ววูบ ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับ Hades Eurydice จึงต้องถูกดึงตัวกลับไปสู่โลกแห่งความตาย เช่นเดิม เสียใจ และน้อยใจในชตาของตัวเอง Eurydice เอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังถูกดึงตัวกลับว่า

What madness destroyed me and you, Orpheus? Farewell, I am carried back to night. Though I stretch my helpless hands to you, I am no longer yours`

ขอไม่แปลนะครับ เพราะคงไม่สามารถแปล ได้อารมณ์ เท่าอันข้างบน

นี่แหละครับ ความรัก ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะความตายได้ ความเศร้าของ Orpheus ถูกกลั่นออกมาเป็นบทเพลงริมแม่น้ำ Styx (สติกซ์) ที่วิญญาณทุกดวงต้องข้ามเมื่อเดินทางไปนรก เศร้าและไพเราะในเวลาเดียวกันจนต้นไม้เกิด และเติบโตขึ้นมาที่ริมแม่น้ำแห่งความตาย เพียงเพื่อที่จะได้ฟังเพลงที่บรรเลงโดย ความเสียใจของ Orpheus

เอาละครับ พอหอมปากหอมคอกันแล้ว ต้องขอจบตรงนี้เลย ก่อนที่จะยาวเกินไป แล้วเจอกันฉบับหน้าครับ

 

   

สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com


สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ใส่ email ในช่องนี้ค่ะ :

Copyright 2000, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย