|
ชื่อนั้นสำคัญไฉน
(Does a name matter?)
ผมเองได้รับการขนานนามว่านายฉัตรชัย งามเรียบสกุล ชื่อผมอาจจะแปลได้ว่า
ชัยชนะที่ได้มาเป็นลำดับขั้น (ฉัตร = ฉัตร?, 7 ชั้น, 9 ชั้น..
+ ชัยชนะ) อันนี้ไม่ทราบแปลถูกต้องตามหลักภาษาไทยหรือเปล่า เอาเป็นว่าผมชอบความหมายนี้ก็แล้วกัน
ใครๆก็เรียก, รู้จักผมในชื่อนี้ ถ้าเอ่ยถึงนายฉัตรชัย งามเรียบสกุล
หลายคนจะนึกออกทันทีว่า ผมน่าจะสูงและหนักสักเท่าไร (โดยประมาณ)
และเห็นหน้าผมขึ้นมาในใจทันที จะเห็นได้นะครับว่า ชื่อนั้นสำคัญจริงๆ
ต่อการสื่อความหมาย
เราทุกคนต่างก็มีชื่อประจำต้ว บางคนมีเพียง 1 ชื่อ บางคนมี
2 หรือ 3 ชื่อ หรือมากกว่านี้ ในหลายๆชื่อนี้ก็มีที่มาไม่เหมือนกัน
เช่นที่บ้านเรียกอย่างหนึ่ง ที่โรงเรียนก็มีชื่อเต็มยศ และอาจจะมีชื่อที่เพื่อนๆตั้งให้เป็นกรณีพิเศษอีก
โดยชื่อเหล่านี้อาจจะเป็นคำที่มาจากภาษาไทยหรือไม่ก็ได้ แต่ได้ผ่านการแปลง(เขียน)
เป็นภาษาไทยได้ เมื่อถึงคราวที่ผมต้องมาเรียนต่างประเทศ ผมก็ต้องมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ
ก็ใช้ชื่อเดิมนี่แหละครับ แต่ต้องเขียนด้วยอักษรโรมัน (A,B,C...)
อ้าคราวนี้ฝรั่งขานชื่อผมได้ว่า Mr. Chatchai Ngamriabsakul
ทำไมละครับถึงเราต้องเขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษด้วย คำตอบง่ายๆก็คือว่า
ผมต้องติดต่อกับคนชาติอื่นๆ และภาษาอังกฤษได้รับการยอมรับ ให้เป็นภาษากลาง
(ก็มาเรียนที่อังกฤษนี่น่า) ถ้าหากเราไม่มีภาษากลาง เราก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง
พรรณนามาถึงตรงนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ในโลกวิทยาศาสตร์
(ชีวภาพ) ที่นักวิทย์กลุ่มหนึ่ง ทุ่มเทศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งชนิดใด
หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด นักวิทย์เองก็ต้องมีภาษากลางในการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิต
ก็คล้ายๆภาษาอังกฤษที่เราใช้กันทั่วๆไปนี่แหละครับ ต่างกันที่ว่า
มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ภาษาที่ใช้คือ ภาษาลาติน
ทำไมต้องเป็นภาษาลาตินด้วย เรื่องมันก็มีอยู่ว่า (ตามประวัติศาสตร์)
กลุ่มคนแรกๆที่ศึกษาและจัดจำแนกสิ่งมีชีวิต เป็นชาวยุโรป เขาเองก็มีหลายชาติหลายภาษา
ผมก็คิดไปเองว่า เขาก็ต้องมีภาษากลางในการติดต่อสื่อสารเหมือนกัน
ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่แพร่หลายเหมือนตอนนี้ และแต่ละชาติก็ต้อง
pride ในภาษาของเขาเอง จะไปยอมใช้ภาษาชาติอื่นได้อย่างไร (ถ้าไม่จำเป็น)
แล้วภาษาลาตินนี่เป็นภาษากลางๆ ของคนมีการศึกษา อาจจะคล้ายๆ
ขอม, บาลี เป็นภาษาของคนมีการศึกษาของไทยสมัยก่อน นอกจากภาษาไทย
ไปๆมาๆ (ทางไหนบ้างก็ไม่ทราบ) ลาติน จึงมาเป็นภาษาที่ใช้เรียกชื่อสิ่งมีชีวิต
แล้วเขาใช้กันอย่างไรละ ต้องย้อนกลับมาที่การเรียกชื่อเรา (คน)
นะครับ ระบบที่นิยมใช้กันเกือบทั่วโลก คือการมีชื่อตัวและชื่อสกุล
อย่างเช่น ผมมีชื่อต้วว่า ฉัตรชัย และชื่อสกุลว่า งามเรียบสกุล
ชาติไหนๆในโลกเขาก็ใช้ระบบนี้ แต่ทราบไหมเอ่ยมีอยู่ชาติหนึ่ง
(ที่ผมทราบ) ท่ีไม่ใช้ชื่อสกุล ยังไม่เฉลยครับ แต่บอกได้ว่าอยู่ไม่ใกลจากบ้านเรา
ผมก็เลยคิดไปว่า ระบบที่นักชีววิทยาใช้กันตอนนี้ก็คงจะมีที่มาจากระบบของคนนี่แหละ
เพราะตอนนั้นในยุโรป มีการใช้สองชื่อแล้ว (ชื่อตัวและชื่อสกุล)
คนที่ทำให้ระบบที่ใช้เรียกชื่อสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน ที่เรียกกันว่าระบบสองคำ
(Binomial System of Nomenclature) เป็นที่นิยมแพร่หลาย เขาก็คือคุณ
Carl Linnaes ชาวสวีเดนด้วยผลงานที่ตีพิมพ์ในปี 1753 ชื่อหนังสือคือ
Species Plantarum (The Kinds
of Plants) เขาเป็นคนแรกที่ใช้ระบบสองคำ ในการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิตอย่างคงเส้นคงวา
และการจัดแบ่งกลุ่มพืชในผลงานเล่มนั้นได้รับความนิยม เพราะจัดแบ่งแบบง่ายๆ
นักชีววิทยาในยุคหลังก็ได้ใช้ระบบสองคำนี้กันต่อๆมา
ชื่อของสิ่งมีชีวิตตามกฏ (the International Code of Botanical
Nomenclature, the International Code of Zoological Nomenclature,
กลุ่มอื่นก็มี code ของตัวเอง) ต้องประกอบไปด้วย 1. ชื่อสกุล
(genus) 2. ชื่อตัว (specific epithet for plant, specific name
for animal) ยำ้นะครับว่า ชื่อสิ่งมีชีวิต (species) ต้องประกอบไปด้วยสองคำที่กล่าวมา
มาดูวิธีเขียนกันนะครับ ตัวอย่าง ทราบไหมเอ่ย ไม้อะไรเป็นไม้ประจำชาติไทย
หากใครตอบได้จะได้รับคำชมจากผู้เขียนครับ
ไม้ประจำชาติไทยก็คือ ชัยพฤกษ์
ซึ่งรู้จักกันในนามอื่นๆด้วยเช่น ราชพฤกษ์ คูณ หรือ ลมแล้ง นั้นแน่เห็นไหมครับเฉพาะชาวไทยเราเอง
ยังเรียกไม้ชนิดเดียวตั้งหลายชื่อ ชื่อวิทยาศาสตร์จึงสำคัญตรงนี้
นอกจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวต้องมีเพียงชื่อเดียวแล้ว เพื่อป้องกันการสับสน
พอเอ่ยถึงชื่อนี้ปั้ปไม่ว่านักชีววิทยาจะเป็นคนชาติไหน จะทราบได้ทันทีครับว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตชนิดใด
สำหรับ ชัยพฤกษ์ ที่เป็นไม้ประจำชาติ เป็นพืชท้องถิ่น (native)
ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia fistula
L. Cassia เป็นชื่อสกุล (genus) ครับ เป็นไม้ในวงศ์ (family)
หางนกยูง (Caesalpinaceae) ซึ่งนักวิทย์(นักอนุกรมวิธาน)บางท่าน
อาจจัด Cassia fistula L. ในวงศ์ถั่ว (Leguminosae or Fabaceae)
จะสังเกตุเห็นว่า ถ้ายชื่อของสิ่งมีชีวิตจะมีชื่อของคนที่ศึกษาด้วย
ในที่นี้เขาก็คือคุณ Linnaes คนเดิมครับเพียงแต่ชื่อของเขาตามกฏ
ต้องย่อเหลือแค่ L.
ชื่อวิทยาศาสตร์อาจจะไม่ต้องใส่ชื่อคนศึกษาทุกครั้งไป หากเป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งมีชีวิตนั้นคืออะไร
ในกรณีนี้ fistula ไม่ใช่ชื่อ species นะครับ fistula เป็นตัวบ่งบอกพิเศษ
(specific epithet) ของชื่อ species เท่านั้นที่มีว่า Cassia
fistula บางครั้งมีการจัดแบ่งย่อยอีก เช่นพบว่ากลุ่มประชากรของพืช
ณ ที่แห่งหนึ่งมีความแต่งต่างจากชนิดที่รู้จักแต่ไม่ถึงกับจะเป็นชนิดใหม่
เราอาจจัดให้พืชกลุ่มนี้เป็น subspecies หรือ variety ของชนิดที่เรารู้จักเช่น
Cassia fistula ssp. thailandica อันนี้ยกตัวอย่างนะครับไม่มีจริงๆ
หรือไม่แน่ในอนาคตอาจมีคนค้นพบและตั้งชื่อนี้จริงๆก็ได้ ผมพยายามค้นว่าทำไมถึงต้องเป็นชื่อนี้
ไม่กล่าวถึงครับว่าทำไมเขาถึงเลือกชื่อนี้ ในหนังสือ Species
Plantarum อันเป็นที่มาของชื่อ ค้นไปอีกนิดพบว่า cassia เป็นชื่อที่ใช้ในภาษากรีก
หมายถึง ไม้ชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอม แต่ไม่ใช่ชัยพฤกษ์ที่เรากำลังพูดถึงอย฿ู่
fistula เป็นภาษาลาตินมีความหมายว่า กลวง (hollow) คล้ายท่อ
(pipe-like) และ tubular ผมก็ไม่ทราบครับ ชัยพฤกษ์จริงๆ กลวงหรือเปล่า
หรือคุณ Linnaes อาจหมายถึงลักษณะของผลชัยพฤกษ์ที่ tubular หากใครทราบช่วยเขียนมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ
นี้แค่เป็นตัวอย่างนะครับ ชื่อของพืชอื่นๆ หรือสัตว์อาจจะมีความหมายหรือไม่ก็ได้
ถ้าหากตั้งถูกกฏ ก็เป็นว่าใช้ได้ ชื่อของสิ่งมีชีวิต ก็มีคุณสมบัติคล้ายๆชื่อคนครับ
คือสื่อข้อมูลหลายๆอย่างที่เราทราบแล้วของสิ่งมีชีวิตนั้น เช่นเราทราบแล้วว่า
นอกจากไทยแล้ว Cassia fistula L. ยังพบได้ที่อินเดีย และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และที่กล่าวไปแล้วเรารู้ว่า Cassia fistula L. เป็นลูกหลานในตระกูลถั่ว
หรือหางนกยูง รูปร่างหน้าตาย่อมปรากฏเป็นภาพขึ้นมาทันทีต่อผู้ที่รู้จักพืชนี้
เกร็ดเพิ่มเติม ชื่อวงศ์ของพืชจะลงท้ายด้วย aceae เสมอ เช่น
Fabaceae (ถั่ว), Zingiberaceae (ขิงข่า) และ Rosaceae (กุหลาบ)
ส่วนวงศ์ของสัตว์ จะลงท้ายด้วย idae เช่น Bovidae (วัวควาย)
Hominidae (คนลิง)
ที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์เป็นจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก ผมมีความรู้สึกราวกับว่าต้วเองเป็นนักสืบ
ทั้งสนุกและได้ความรู้ ทุกครั้งที่ต้องทำการสืบค้น และทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า
คนก็คือคนครับไม่ว่าชาติไหน บางครั้งมีอารมณ์ขันในการตั้งชื่อ
บางครั้งให้เกียรติแก่คนที่ศึกษามาก่อน หรือบางครั้งก็ต้องแข่งกันครับว่า
ใครให้ชื่อสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นก่อน มันก็เลยต้องกลายเป็นศาสตร์หนึ่งไป
ในการศึกษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ ก็ต้องขอบอกลากันตรงนี้
คราวหน้าจะมาคุยเรื่องสนุกๆและได้ความรู้ อาจจะต่อเรื่องนี้อีกครับ
สวัดดีครับ
|