|
เมื่อแรกเกิดเป็นดาว
(T-Tauri) ... ต่อ
 |
| (ภาพที่ 21) ในภาพบนซ้ายเป็นภาพโปรโตสตาร์ HH-30 ซึ่งอยู่ห่าง
450 ปีแสงจากกลุ่มดาววัว ทอรัส ที่ปกติเราคงจะมองไม่เห็น
แต่บังเอิญมีดาวไม่ไกลนักส่องแสงมาให้กล้อง ฮับเบิล จับภาพได้
ภาพบนขวาเป็นภาพจากโปรโตสตาร์ HH-34 ที่อยู่ห่างจากโลก 1500
ปีแสง ไม่ไกลจากเนบิวล่านายพรานนัก แสดงให้เห็นถึงลำเจ็ทที่ถูกพ่นออกมาเป็นห้วงๆ
เหมือนลูกกระสุนปืน ส่วนภาพล่างสุด แสดงถึงลำกระแสเจ็ท จากโปรโตสตาร์
HH-47 แห่ง Gum Nebula ที่อยู่ห่างจากเรา 1500 ปีแสงเช่นกัน
ซึ่งถูกพ่นออกมาด้วยความเร็วสูง เป็นทางยาวถึง 3 ล้าน ล้านไมล์
สันนิษฐานว่าลำเจ็ทถูกบิดไป ด้วยแรงดึงดูดจากดวงดาวใกล้เคียง
จึงได้มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเช่นนี้ |
|
|
| (ภาพที่ 22) เมื่อแรกเกิดเป็นดาว เรียกว่า T-Tauri
สภาพภายในดวงดาวยังปั่นป่วนรุนแรง มีสนามแม่เหล็กกำลังมหาศาล
จุดดำๆที่เห็น ก็คล้าย จุดดับ บนดวงอาทิตย์ แต่ใหญ่กว่ามาก
เพราะสภาพภายในยังไม่เสถียร กลุ่มฝุ่นก๊าซจาก เนบิวล่าแม่
ยังล้อมรอบอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งคงยังมีส่วนที่ถูกดูดเข้าไป
เพิ่มเติมให้เป็นเชื้อเพลิงของดวงดาวอีก เพราะมันยังอยู่ใต้อิทธิพลแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางของมวลรวม
คือแกนในดวงดาวนั้นเอง แต่ก็มีส่วนที่เริ่มถูกสาดปัดเป่าออกไป
โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้ดวงดาว ผลงานการวิจัยศึกษาและภาพโดย
ผศ Patrick Hartigan แห่ง Rice University |
เมื่อมวลสารจำนวนมากถูกโยนสาดออกไป มวลที่เหลือน้อยลง ก็ทำให้สนามแม่เหล็กมีกำลังอ่อนตัวลง
แรงต้านของสนามแม่เหล็ก ที่คอยบีบมวลที่ถูกสาดให้เป็นลำแคบๆ
จึงอ่อนตัวตามลงไปด้วย กระแสเจ็ทนี้ ก็จะค่อยๆบานออก จนในที่สุด
ก็เป็นการแผ่รังสีรูปกรวยกว้างๆ และในท้ายที่สุด ก็แผ่รังสีออกมาจากทุกทิศทุกทาง
มวลสารที่ยังหลงเหลืออยู่ใกล้ๆได้ ก็เป็นเฉพาะส่วนที่เย็นตัวจับกันเป็นก้อนแข็งแล้ว
ซึ่งก็คือ ดาวเคราะห์บริวาร ที่กำลังจะเกิดมาในภายหลังนั่นเอง
เมื่อกลุ่มเมฆเนบิวล่าที่กลายเป็นแผ่นแบนๆนี้ ค่อยๆเย็นตัวลง
ก็มีกลุ่มก้อน ที่เริ่มจับตัวกันแน่นหนากว่าส่วนอื่น ซึ่งจะแข็งตัวลงเรื่อยๆ
กระแสพายุอันรุนแรงมหาศาลจากดาวดวงใหม่ จะเดือดพล่าน เป่าพ่นมวลสารอันเป็นฝุ่นและก๊าซ
ของ เนบิวล่าแม่ ออกไปทุกทิศทุกทาง ที่คงเหลืออยู่รอดอยู่ได้
ก็มีแต่พวกก้อนที่มีมวลมากๆ และที่แข็งตัวลงไปแล้วเท่านั้น ก้อนมวลสารเหล่านี้
ก็จะกลายเป็นดาวเคราะห์ใหญ่น้อย โคจรรอบๆดาวดวงใหม่ ดังเช่น
ระบบสุริยจักรวาลของเรา
 |
| (ภาพที่ 23) เมื่อดาวเริ่มเย็นตัวลง สิ่งที่หลงเหลือจากพายุฤทธิ์แรงจากยุคแรกของดวงดาว
ก็มีแต่ส่วนที่เกาะกลุ่มกัน จนมีมวลมากพอที่จะต้านแรงพายุนั้นได้
ก้อนมวลสารเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นดาวเคราะห์บริวารต่อไป ภาพวาดโดย
พวงร้อย คำเรียง |
มวลสารจาก เนบิวล่าแม่ ที่ถูกโหมพัด โยนสาดออกไป ก็ไม่ได้หายไปไหน
เพียงถูกกวาดออก จากส่วนใกล้ๆใจกลางรัศมี ของพายุแรกก่อตัวนี้เท่านั้น
แรกๆที่ยังไม่ได้ถูกพัดไปไกลนักก็จะกลายเป็น กลุ่มเนบิวล่าสะท้อนแสง
ที่มีแสงสีฟ้า ดังที่ได้กล่าวมาในตอนแรก อยู่รอบๆดวงดาว เราจึงบอกได้ว่า
ดาวยังมีอายุเยาว์วัย หากมี เมฆสีฟ้าห้อมล้อมรอบอยู่ใกล้ๆ ดังเช่นกลุ่มดาวลูกไก่ใน
ภาพที่ 24
 |
| (ภาพที่ 24) กลุ่มดาวลูกไก่
(อันมีหลายชื่อหลายตำนาน เช่น ตามความเชื่อของอังกฤษและเยอรมันโบราณ
รวมทั้งของไทย ก็ว่าเป็นลูกไก่เจ็ดตัว ตำนานกรีกก็เรียกว่า
Pleiades (ไพล-อา_ดี๊ส) หรือ เจ็ดสาวพี่น้อง หรือที่เรียกว่า
ซุบารุ ในตำนานญี่ปุ่น) เป็นกลุ่มดาวในวัยเยาว์ อยู่ในกลุ่มดาววัว
(Taurus) ประมาณว่าอายุ 100 ล้านปี (G. Meynet, J.-C. Mermilliod,
and A. Maeder in Astron. Astrophys. Suppl. Ser. 98, 477-504,
1993) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 380 ปีแสง โดยการวิเคราะห์จากเนบิวล่าสะท้อนแสงที่อยู่ใกล้เคียง
ภาพโดย David Malin แห่ง AAO/ROE |
เมื่อดาวที-ทอรี พัดสาดมวลสารจาก เนบิวล่าแม่ ออกไปเรื่อยๆ
เนบิวล่า ก็ถูกเป่าให้ไกลออกไปมากขึ้นๆ จนเราสามารถเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน
แต่มวลสารดั้งเดิมจาก เนบิวล่าแม่ นี้ ยังวนเวียนอยู่รอบนอกๆ
ห่างจากดาวฤกษ์อยู่ ดังเช่น กลุ่มเมฆออร์ต (Oort Clouds) ซึ่งอยู่นอกวงโคจรของดาวพลูโตออกไปมากๆ
ก็สันนิษฐานว่า มาจาก เนบิวล่าแม่ ของระบบสุริยะของเรา ที่ถูกกวาดพัดปัดเป่าออกไป
โดยดวงอาทิตย์ในวัยทารก ดาวหางต่างๆก็สันนิษฐานว่า มีที่มาจาก
เมฆออร์ต นี้ โดยสันนิษฐานว่า ในเมฆออร์ต นั้น ประกอบด้วยเศษหินใหญ่น้อย
ที่เกาะตัวด้วยน้ำแข็งและก๊าซแข็ง รวมทั้งฝุ่นธุลีและก๊าซ จาก
เนบิวล่าแม่ ของเรา โคจรเป็นวงกว้างมากๆ อยู่ห่างจากใจกลางระบบสุริยะ
นานๆครั้ง ดาวหางบางดวงซึ่งถูกอิทธิพลบางอย่าง ทำให้วงโคจรกลายเป็นวงรีมากๆ
จะเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ให้เราเห็นได้
นักวิทยาศาสตร์ จึงสนใจที่จะไปเก็บ ละอองดาวหาง มาศึกษา เช่น
โครงการสตาร์ดัสต์ โดยเฉพาะจากดาวหางที่ไม่ได้เข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์บ่อยนัก
เพราะมันยังมีส่วนประกอบของ เนบิวล่าแม่ ของเรา ตกค้างหลงเหลือ
ไม่ได้กลายเปลี่ยนไปเป็นสารอื่น ด้วยแรงพลังจากดวงอาทิตย์ เพราะนักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษาดูว่า
เนบิวล่า ประกอบด้วยอะไร ก่อนที่จะเกิดมาเป็นระบบสุริยะของเรา
เพราะมันจะช่วยไขปัญหาได้ว่า เราเกิดมาจากอะไร เพราะมวลสารบนโลก
และดาวเคราะห์ทั้งหลายนั้น ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยความร้อน และการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์
มาตลอดนับเป็นเวลาพันๆล้านปี จนไม่มีอะไรจากของเดิมหลงเหลือทิ้งซากไว้
ให้เราได้ศึกษาส่วนประกอบในยุคแรกสุด ของระบบสุริยะของเราได้
ถ้าอยากลับสมองประลองปัญญา หาประสบการณ์ดูดาว เชิญได้
ที่นี่ ค่ะ
ข้ามไปอ่านหน้า [1]
[2] [3]
[4] [5]
[6] [7]
[8]
|