|
ทำไงดี?
(1)
สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาววิชาการดอทคอมทุกคน สบายดีกันหรือเปล่าครับ
หวังว่าคงสบายดีกัน ส่วนผมก็สบายดีครับ ช่วงนี้หน้าหนาวแล้ว
ได้ข่าวว่าที่เมืองไทยหนาวแค่วันสองวันใช่ไหมครับ ที่อังกฤษนี่หนาวจริง
ๆ ครับ หนาวเข้ากระดูกต้องนั่งหง่าวอยู่หน้า Heater ครับ ชวนให้คิดถึงเมืองไทยจริง
ๆ ครับ ตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี่ยังไม่ทราบผลว่าใครจะได้มาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ
ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครับ ส่วนผมน่ะขอให้เป็นใครก็ได้ แต่ขอให้ตั้งใจจริง
ไม่ทิ้งไม่ลืมประชาชน และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จก็พอครับ
(แหม พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ)
พูดถึงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ผมก็ได้ไปอ่านคำถามที่มีเพื่อน ๆ
ไป post ไว้ที่วิชาการคาเฟ่แล้วถูกใจ ขอยกมาเป็นหัวข้อบทความคราวนี้ก็แล้วกันนะครับ
อ้อเดี๋ยวก่อน ก่อนเข้าเรื่องขอจ้อ (เหมือนบ.ก.)อีกนิดครับ คือว่าถ้าเพื่อน
ๆ มีข้อคิดเห็น เสนอแนะ หรือ แนะนำ ท้วงติง อะไรในบทความของผม
(เช่น ยากไป เขียนไม่รู้เรื่อง วกวน ผู้เขียนหล่อเกินไป-ข้อนี้ไม่เกี่ยวครับ
อยากให้เน้นเรื่องเศรษฐกิจปัจจุบันมากกว่านี้ หรืออยากให้เน้นหลักวิชาการมากกว่านี้
เป็นต้น) เข้าไป post ไว้ที่วิชาการคาเฟ่
ได้เลยนะครับ ห้องอะไรก็ได้ครับ (โดยเฉพาะถ้าเป็นห้องเด็กศิลป์ฮาเฮแล้ว
จะเช็คบ่อยครับ) แล้วผมจะปรับปรุงให้ถูกใจเพื่อน ๆ ครับ อ้าว
จ้อมานาน เข้าเรื่องเสียทีครับ ก็ให้ดูคำถามเลยก็แล้วกันครับ
คำถามถามโดยคุณ hermit post วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
ณ วิชาการคาเฟ่ ห้องบ้านนี้เมืองนี้ครับ
อยากทราบว่าประเทศไทยมีโอกาสล้มละลายไหมครับ ถ้าล้มละลายแล้วจะเป็นอย่างไรครับ
หนี้ต่างชาติตอนนี้ก็ท่วมหัว ไม่มีปัญญาจะหาไปใช้เค้าแล้ว ดอกเบี้ยก็ขึ้นเอาๆ
ค่าเงินบาทก็ตกลงเรื่อยๆๆ สินค้าส่งออกก็ขายไม่ได้ ถูกต่างชาติกีดกันตลาด
สภาพบ้านเมืองเราเหมือนแซนวิช คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วก็กดเราไม่ให้เราขึ้นไปในระดับเดียวกับเค้า
ประเทศล่างๆๆก็ไล่ตามมาทันแล้ว ค่าแรงงานก็ถูกกว่าทำไงดี
ครับ ปัญหาของคุณ นี่เป็นปัญหาครอบจักรวาลจริง ๆ ถ้าจะให้ตอบจริง
ๆ ละก็ ต้องขออนุญาตแบ่งเป็นข้อ ๆ นะครับ ข้อแรกครับ
1. อยากทราบว่าประเทศไทยมีโอกาสล้มละลายไหมครับ
ถ้าล้มละลายแล้วจะเป็นอย่างไรครับ
โดยทางนิติศาสตร์แล้ว บุคคลจะล้มละลายก็ต่อเมื่อศาลสั่งครับ
ศาลจะพิจารณาว่าถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น นายออสติน ไปทำธุรกิจหรือกู้หนี้ยืมสินเขามาแล้วไม่มีปัญญาใช้
เจ้าหนี้ก็มีสิทธิไปฟ้องร้องต่อศาล ขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สิน
ให้เป็นบุคคลล้มละลายได้ แต่ประเทศไม่มีอย่างนั้นครับ ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่ง
ไปหยิบยืม กู้ยืม เงินจากประเทศอื่นแล้วชักดาบ (คือไม่ยอมจ่ายดื้อ
ๆ ) ประเทศเจ้าหนี้ไม่สามารถไปฟ้องร้องค่าเสียหายได้ครับ แต่ประเทศลูกหนี้จะเสียหายมากในด้านชื่อเสียงครับ
เพราะต่อไปถ้ารัฐบาลของประเทศนี้ไปขอยืมจากที่ใดอีก เขาก็จะไม่ยอมให้ยืมอีกครับ
นี่คือหลักการของพวก Rating Companies (บริษัทจัดอันดับตราสารทางการเงิน)
เช่น Moody's investor service, และ S&P (ซึ่งบังเอิญชื่อไปฟ้องกับร้านอาหารชื่อดังในเมืองไทยครับ
จริง ๆ ไม่เกี่ยวกัน) ดังที่เราเคยได้ยินข่าวว่า Moody's เคยปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
ในพันธบัตรและตราสารหนี้ของไทย ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ค่าเงินบาท
1997 ไม่นานไงครับ จำได้กันรึเปล่า (ขอนอกเรื่องหน่อย ก็ตอนนั้นไม่ใช่หรือที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทยบางคน
ด่าว่า เสีย ๆ หาย ๆ หาว่าเขาโกรธที่เรารับรองเขาไม่ดีบางล่ะ
โดยไม่ดูถึงสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนั้นจริง ๆ แล้วผลเป็นไง) การที่พวกสถาบันเหล่านี้เขาปรับอันดับเรา
เป็นการเตือนทางอ้อมอย่างหนึ่งว่า ประเทศเราในสายตาของต่างชาตินั้นเป็นอย่างไร
บางทีสถานการณ์ในบ้านเรานั้นอาจ (เน้นว่า อาจ) จะไม่เลวร้ายอย่างที่เขาเห็น
แต่ถ้าเราไม่สามารถสร้างความมั่นใจ และแสดงออกมาให้เขาเห็นได้
เขาก็อาจจะปรับอันดับเรา ซึ่งการปรับนี้จะมีผลอย่างมากต่อนักลงทุนต่างชาติครับ
ทำไม ก็เพราะนักลงทุนต่างชาตินั้นเขาไม่มีเวลา (และความสนใจกระตือรือร้นเพียงพอ)
ทีจะมานั่งตรวจสอบสถานการณ์บ้านเมืองเศรษฐกิจเราทุกระยะ ดังนั้นเขาจึง
rely หรือ ยึดถือเอาสัญญานจากพวกเดียวกันเองเป็นหลัก เช่น เฮ้ย
ประเทศไทยเห็นว่าท่าจะไม่ค่อยดีแล้วว่ะ เมื่อวาน Moody's ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้วย
เราถอนทุนกันออกดีกว่า แล้วเขาก็ค่อย ๆ ถอน ถอน ถอน อย่างเงียบ
ๆ จนเราไม่เหลืออะไรเลย พอเจอพวกนักโจมตีค่าเงินเข้าอีกหน่อย
ก็ร่วงไม่เป็นท่าอย่างที่เห็นนี่ไงครับ เอาล่ะครับ พอเรื่องนี้ดีกว่า
พูดมาก ๆ เดี๋ยวโดนเพื่อน ๆ ปรับลดความน่าเชื่อถือทางการโม้เข้าแล้วจะลำบาก
ขอมาพูดเรื่องหนี้ต่างชาติ ดอกเบี้ย
และค่าเงินบาทก็แล้วกันนะครับ
2. หนี้ต่างชาติตอนนี้ก็ท่วมหัว ไม่มีปัญญาจะหาไปใช้เค้าแล้ว
ดอกเบี้ยก็ขึ้นเอาๆ ค่าเงินบาทก็ตกลงเรื่อยๆๆ
(ทำไงดี)
เรื่องหนี้ต่างชาติเนี่ย ขอเล่าย้อนไปนิดนึงนะครับว่า
ช่วงตั้งแต่ปี 1992-1993 (ปีพ.ศ.2535-) ประเทศไทยได้เริ่มรับวัฒนธรรมโลกกาภิวัฒน์
(Globalization)โดยเฉพาะด้านการเงิน ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มขึ้นจากการประกาศลดค่าเงินบาทในช่วงรัฐบาล
พล.อ. เปรม ติณณสูลานนท์ ทำให้เกิดการลงทุนอย่างขนานใหญ่ (เช่นสนามกอล์ฟ
โครงการบ้านจัดสรร) และเนื่องจากเงินในไทยไม่พอให้กู้ และดอกเบี้ยก็แพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
(ทำไมเงินในไทยไม่พอให้กู้ และทำไมดอกเบี้ยเราจึงแพง ขอแปะไว้นะครับ
จะอธิบายให้ฟัง) ฉะนั้น เราก็เริ่มที่จะกู้ต่างชาติ ซึ่งดอกเบี้ยถูกกว่ากันเป็นแถว
จึงทำให้หนี้ต่างชาติ (โดยเฉพาะด้านเอกชน) สูงมากเป็นประวัติการณ์ไงครับ
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเหมือนกัน เพราะเมื่อต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์บ้านเรา
เขาก็เรียกเงินที่ให้กู้คืน แต่เงินกู้นี่มันจะเรียกคืนง่าย
ๆ ได้ไงใช่ไหมครับ ก็พวกเพื่อน ๆ เราเอาไปลงทุนยังไม่ได้ทุนคืนเลย
จะหาที่ไหนไปใช้เขา (ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Duration Mismatch
ครับ) ก็เลยเกิดปัญหาอย่างนี้แหละครับ
คราวนี้ ตอนที่รัฐบาลนี้ (รัฐบาลชวนที่กำลังจะหมดวาระไปแหละครับ)
มาแก้ ท่านธารินทร์ (รมต. คลัง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์) ท่านก็ได้ใช้นโยบายการเงินควบการคลัง
เพื่อดึงเศรษฐกิจสุด ๆ (ดังที่กล่าวไว้ในบทความแรกและสอง) โดยนโยบายการคลัง
ท่านได้ใช้เงินกู้จากรัฐบาล และองค์กรระหว่างประเทศ (เช่น IMF,
ADB, เงินกู้มิยาซาว่าจากญี่ปุ่น) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจครับ
ฉะนั้น เมื่อทางการกู้ กู้ กู้ หนี้ภาครัฐ (หรือหนี้สาธาณะนั่นเอง)
ก็ท่วมหัวนั่นเองครับ ดังนั้นตอนนี้ เราก็มีหนี้ใหญ่ ๆ ถึง 2
ก้อนด้วยกัน คือหนี้ภาคเอกชน (ซึ่งตอนนี้ค่อย ๆ ทยอยใช้ไปบ้างแล้ว)
และหนี้ภาครัฐ (ซึ่งยังท่วมหัวอยู่) ครับ
คราวนี้ก็มาเรื่องดอกเบี้ยครับ
ดอกเบี้ยเนี่ย คุณ Hermit คงจะหมายความในทางกลับกัน คือ ดอกเบี้ย
(โดยเฉพาะเงินฝาก) ต่ำลงทุกที ทุกที กระมังครับ (ถ้าดอกเบี้ยสูงจะต้องเป็นช่วงหลังวิกฤตใหม่ๆ
ครับ) ผมก็ขอตอบในทางทฤษฎีดังนี้ครับ
ข้ามไปอ่านหน้าที่ [1] [2]
|