CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

 

วิพากษ์วิจารณ์ 3: Romanticism

ในบรรดาคำที่ใช้ในการวิจารณ์ศิลปะนั้น คำว่า "Romance/Romantic" เห็นจะเป็นที่แพร่หลายสุด และใช้กันในสารพัดความหมาย จนบางครั้งผมไม่แน่ใจว่ามันสื่อถึงอะไร. ยกตัวอย่างเช่นห้องสมุดของมหาวิทยาลัยผมที่มีชั้นหนึ่งที่มีแต่หนังสือในภาษา Romance ก่อให้ผมเกิดความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่พอขึ้นไปสำรวจดู แทนที่จะพบนิยายน้ำเน่าเป็นตู้ๆอย่างคาด กลับเจอแต่หนังสือภาษา French Spain Italian ฯลฯ. ตอนหลังผมจึงทราบว่า คำว่า Romance ในที่นี้หมายถึง "มาจาก Roman" สรุปได้ว่าภาษา Romance ในที่นี้คือภาษาที่มีรากมาจากภาษา Latin นั่นเอง

นิยายประเภท Romance นั้นถึงแม้จะหมายถึงนิยายน้ำเน่ามานานปี แต่มันก็มีที่มาที่ไปเหมือนกันครับ. ถ้าย้อนเวลากลับไปสักพันปี นิยาย Romance มักจะเกี่ยวกับเรื่องราวการผจญภัย (อันออกจะไกลความเป็นไปได้) ของ กษัตริย์ Arthur และเหล่าอัศวินโต๊ะกลมหรือวีรบุรุษอื่นๆ. ต้นกำเนิดคือประเทศฝรั่งเศสครับแต่เผยแพร่ไปยังอังกฤษและประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็ว. ที่เรียกว่า Romance ก็เพราะว่านิยายเหล่านี้เขียนเป็นภาษาชาวบ้าน (a "Romance" language นั่นคือ French) แทนที่จะเป็นภาษาทางการ (ซึ่งในสมัยนั้นคือภาษา Latin). นักเขียนนิยายประเภทนี้ที่เด่นๆมีสองท่านคือ Sir Thomas Malory ชาวอังกฤษและ Cretien de Troyes ชาวฝรั่งเศส. ความหมายของ "romance" ในเชิงที่เกี่ยวเนื่องกับความรักน่าจะเริ่มที่นี่ เพราะว่านิยายเหล่านี้มักจะเกี่ยวพันกับความรัก โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่นักวิชาการยุคหลังเรียกว่า courtly love: ความรักที่แรงกล้าดั่งความเชื่อทางศาสนา, ความรักในแบบที่เป็นความรู้สึกอันเป็นเกียรติต่อจิตวิญญาณ (spiritual ennobling emotion), แทนที่จะเป็นความใคร่หยาบๆ หรือการได้เสียทางธุรกิจ อันเป็นเหตุใหญ่ของการแต่งงานในยุคนั้น. ในนิยายเหล่านี้ฝ่ายชายมักจะตกหลุมรักฝ่ายหญิงที่มีศักดิ์สูงกว่าในสังคม, บูชาและพร้อมที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของเธอ, แม้ว่าจะไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เธอมาครอง ยกตัวอย่างเช่น ความรักระหว่าง อัศวิน Lancelot กับ ราชินี Guinevere (ในหนังเรื่อง First Knight สำหรับผู้ไม่เคยอ่านตำนาน King Arthur). นักวิชาการคาดว่าความรักประเภทนี้ น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากทางอาหรับ, ผ่านมาโดยอ้อมกับสงคราม Crusade. ผมขอแนะให้ผู้ที่สนใจที่มาที่ไป ของความรักในต่างๆรูปแบบ ให้ลองอ่านหนังสือของ Theodore Zeldin ดู. ตอนนี้ผมอยากจะย้ายไปพูดถึง Romantic ในความหมายอื่นบ้าง.

ในประมาณต้นศตวรรษที่ 19, คลื่นลูกใหม่ในวงการศิลปะได้ก่อกำเนิดขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากนิยาย Romance ที่กล่าวถึงขั้นต้น. คลื่นลูกใหม่นี้ก็คือ "Romanticism" ซึ่งต่อต้านศิลปะในแนว "Classicism" อันครองความนิยมในยุคก่อนนั้น มาเป็นเวลาหลายร้อยปี. ศิลปะแนว Classicism นิยมแบบแผน (Form) และสัดส่วนอันเหมาะเจาะ (Balance, Proportion). ศิลปินในแนวนี้นับถือความเห็นของนักคิด และนักปรัชญาแห่งสมัย Greek และ Roman เฟื่องฟู เช่น Aristotle และ Horace. แม่แบบของศิลปินเหล่านี้คือผลงานจากยุคดังกล่าว, เขาไม่เห็นด้วยกับอะไรที่เลอะเทอะ เพ้อเจ้ออย่างเช่นนิยาย Romance ( ย้อนไปอ่านความเห็นของ Aristotle ที่ว่าศิลปะที่ดีต้องเป็นมีความไปได้ใน วิพากษ์ฯ 1) กลุ่มศิลปิน Romantic ลดความสำคัญของแบบแผนลงและหันมาเน้น การแสดงออก (Expression), อิสรภาพ (Freedom), จินตนาการ (Imagination) และ มุมมองส่วนบุคคล (Subjectivity) มากขึ้น. กลุ่มศิลปิน Romantic นิยมอะไรที่หนักแน่นไปด้วยอารมณ์ ---- ความรักเป็นตัวเลือกที่ชัดเจน แต่ก็มี theme อื่นๆอีกเช่น ความน่าสะพรึงกลัว (Horror), Sentimentality และ Melancholy (โทษทีครับไม่มีพจนานุกรมอังกฤษ-ไทยอยู่ใกล้มือเลย). ศิลปินบางท่านที่นิยมอะไรที่ออกไปทาง exotic และแปลกๆหน่อยเพื่อเสริมสร้างจินตนาการ. ในยุคนั้นศิลปะตะวันออก (โดยเฉพาะของญี่ปุ่นและอาหรับ) นั้นสุด "hot" ด้วยเหตุฉะนี้. Concept ของศิลปินที่ว่า รักความสร้างสรรค์ (Creativity) นิยมการแสดงออกซึ่งอารมณ์ (Emotional expression) และ รักความเป็นปัจเจกชน (Individualism) ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มศิลปิน Romantic เป็นอย่างมาก.

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ้าแขนรับศิลปะ Romantic ไปหมดนะครับ, กลุ่ม Neo-classicism ยังเห็นว่าแบบแผน ความมีระเบียบ และ เหตุผล สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด. ศิลปินในกลุ่มนี้ก็เช่น Jacques-Louis David, Jean-Auguste Ingres (painters), และ Brahms (composers). แต่ทว่าศิลปินกลุ่ม Romantic ได้รับความนิยมสูงกว่า, ท่านที่เด่นๆก็เช่น Delacroix, J.M.W. Turner (painters), Liszt, Chopin,Wagner (composers), Goethe, และ Blake (writers). ถ้าได้เปรียบเทียบงานของศิลปินเหล่านี้ เพื่อนๆคงเข้าใจความแตกต่างแบบต่างขั้วของสองค่ายนี้ได้ง่ายขึ้น

<= Neoclassicism
Romanticism =>

ความคิดของกลุ่ม Romantic เริ่มเสื่อมความนิยมลงในช่วงหลัง ของศตวรรษที่ 19 และแทนที่ด้วย กลุ่ม Realism และ Naturalism ที่หันไปเน้นอะไรที่เป็นธรรมชาติ (นั่นก็คืออะไรที่เป็นไปได้) มากกว่าที่จะเน้นมุมมองของศิลปิน. แต่อิทธิพลของ Romanticism นั้นยั่งยืนครับ --- แทบจะทุกกลุ่มในศิลปะยุคหลังๆ รวมทั้ง Impressionism, Symbolism และ Surrealism สามารถโยงใยสู่ Romanticism ได้ทั้งสิ้น

ผมพูดถึงศิลปะ Romantic โดยข้ามศิลปะในยุค Renaissance, Baroque, Rococo, และ Classic ฯลฯ ไปเสีย จริงๆแล้วถ้าจะเข้าใจยุค Romantic อย่างถ่องแท้ จะต้องเข้าใจความคิดและการพัฒนาของศิลปะในยุคเหล่านี้ไปด้วย ---- ผมพาดพิงถึงอะไรหลายๆอย่างโดยไม่ได้อธิบายโดยละเอียด ขอฝากไว้ให้เพื่อนๆเป็นการบ้านละกัน


References and Further Readings

-Simon Blackburn, Oxford Dictionary of Philosophy 1996.
-Chris Baldick, Oxford Concise Dictionary of Literary Terms, 1990.
-Theodore Zeldin, An Intimate History of Humanity.


สำหรับท่านที่ไม่ทราบเรื่องราวในตอนที่ (1) และ (2)

 

   

สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com


สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ใส่ email ในช่องนี้ค่ะ :

Copyright 2000, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย