|
พลิกดี
- ไม่พลิกดี ขับอย่างไรให้ปลอดภัยไม่พลิกควํ่า
ภาพจาก http://abcnews.go.com/onair/2020/2020Friday_001117_suvs_feature.html
วันก่อนนั่งดูรายการสารคดี20/20ของช่อง abc (ในอเมริกา)
รายการนี้ได้กล่าวถึงเรื่องความปลอดภัยในการบรรทุกของรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก
(SUV) รถประเภทนี้ดูเหมือนจะเป็นรถสารพัดประโยชน์ แต่ความจริงแล้วมันกลับมีข้อจำกัดในการบรรจุน้อยกว่ารถเก๋งซะอีก
น้องๆดูรูปตัวอย่างของรถ SUV ข้างบนนี้ซิครับ ดูแล้วน่าจะจุของได้เยอะไม่น่าเป็นอันตรายเหมือนอย่างที่รายการบอก
แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นได้ ตอนนี้เราจะมาลองวิเคราะห์ดูว่าการบรรทุกของเยอะจะมีอันตรายได้อย่างไรบนท้องถนน
SUV ย่อมาจาก Sport-Utility-Vehicle
หรือรถสารพัดประโยชน์ครับ เจ้ารถSUVนี้นับว่าเป็นที่นิยมมากในอเมริกา
ญี่ปุ่นหรือแม้แต่ในประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากรูปทรงภายนอกที่ดูปราดเปรียวแข็งแรง
ดูเหมือนกับนั่งสบายในขณะเดียวกันก็สามารถลุยสมบุกสมบันได้ทุกที่
บางรุ่นยังขับเคลื่อนสี่ล้อ สามารถวิ่งในถนน- ตกถนน (แปลตรงๆจาก
off road ครับ :-) ก็ได้ ราคาของมันในอเมริกานี่แพงกว่ารถเก๋งทั่งไปอีกครับ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว รถประเภทนี้กลับเป็นรถที่อันตรายบนท้องถนนมากกว่ารถประเภทอื่นซะอีก
(รองจากรถจักรยานยนต์) ทำไมละครับ
ข้อสังเกตุที่ 1 SUV
เป็นรถที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้นอกถนน (off road) ดังนั้นมันจึงมีช่วงล่างที่สูงกว่าชาวบ้านทั่วไปเพื่อไว้สำหรับลุยทางขรุขระนอกถนนได้
แต่ทว่าเมื่อมันมาอยู่บนถนนปะปนกันรถเก๋งทั่วไปแล้ว ความสูงของมันเนี่ยเป็นภัยต่อคนอื่นและตัวเองเลยครับ
ที่เป็นภัยต่อคนอื่นเพราะความสูงของรถจะบังทรรศนะวิสัยของรถคันอื่น
ถ้าเราขับตามหลังรถSUV ก็เป็นการยากที่จะมองผ่านรถคันหน้าเพื่อประมาณว่าจะมีอะไรอยู่บนถนนบ้าง
ยิ่งถ้ารถคันหน้าเบรคกระทันหัน เราก็แทบจะไม่รู้ก่อนล่วงหน้าเลย
ไม่เหมือนกับขับตามรถเก๋งด้วยกันที่เรายังพอมองลอดกระจกรถคันหน้าออกไปให้เห็นถนนข้างหน้าได้
ระดับกันชนของรถประเภทนี้จะสูงกว่ารถเก๋งทั่วไป
ถ้าเกิดอุบัติเหตุ รถSUVชนกับรถเก๋งละก็ แทนที่กันชนรถจะปะทะกับกันชนรถตามที่วิศวกรออกแบบไว้
กลับเป็นกันชนของSUVที่กินเข้าไปในกระโปรงหน้า หรือกระโปรงหลังของรถคันอื่น
รถของผู้เคราะห์ร้ายก็ยู่ซิครับ เพื่อนของพี่โจเอง จอดรถเก๋งติดไฟแดงอยู่ดีๆ
รถSUVคันหลังขับมาช้าๆแต่ลืมเบรคชนเข้าด้านหลัง ปรากฏว่ากันชนของรถที่มาชนสูงกว่ากันชนของรถเพื่อน
เลยกินเข้ามาในตัวถัง รถยุบไปเลยครับ แถมเพื่อนยังปวดหลังปวดคอเคล็ดมาจนทุกวันนี้
..อูยส์
ระดับกันชนของรถ SUV จะสูงกว่ารถทั่วไป
(ภาพจาก http://www.fordvehicles.com/)
ข้อสังเกตุที่ 2 เจ้าความสูงของรถประเภท
SUV นี่แหละที่เป็นภัยต่อตัวเอง เพราะมันทำให้จุดศูนย์ถ่วงหรือจุดที่รวมนํ้าหนักของรถ
(Center of Gravity) สูงขึ้นไปอีก เนื่องจากรถประเภทนี้ถูกออกแบบไว้วิ่งบนทางที่ขรุขระ
เขาจึงปรับช่วงล่าง เปลี่ยนล้อให้ใหญ่ ยกตัวถังให้สูง แต่ถ้าเราเอามาใช้ผิดประเภท
เอามาวิ่งด้วยความเร็วสูงบนถนนทั่วไป เมื่อจุดสูงถ่วงของรถที่สูงนี้
ทำให้โอกาสที่รถจะพลิกเวลาเข้าโค้งจึงมีมากกว่า และเมื่อรถเกิดพลิกและกลิ้งไป
โครงสร้างของหลังคาและคานประตูรถส่วนมากจะไม่สามารถทนทานนํ้าหนักของรถเมื่อพลิกควํ่าได้
สิ่งนี้แหละครับที่อันตราย เพราะโอกาสที่หลังคาจะยุบลงมาบีบอัดคนขับและคนนั่งในห้องผู้โดยสารคารถจะมีสูงมาก
..อูยส์(อีกที)เป็นปลากระป๋องไป
ข้อสังเกตุที่ 3 เมื่อตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่สูงอยู่แล้ว
จึงทำให้ไม่สามารถบรรทุกนํ้าหนักได้มากตามอย่างรูปทรงที่เห็น
เพราะสัมภาระที่เพิ่มขึ้นมาจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้นไปอีก
ยกตัวอย่างเช่นรถ Ford Explorer ที่แสดงในรูปแรกสุดของเรื่องนี้นั้น
จัดว่าเป็นรถยอดนิยมในอเมริกา ดูด้วยตาแล้วเหมือนว่าจะสามารถจุของได้มาก
แต่ตามข้อมูลที่ได้จากโรงงานผลิตนั้นสามารถบรรทุกได้สูงสุด 450
กก. (980 lb) ซึ่งทางรายการ20/20ได้สาธิตให้ดูว่า แค่เอาคนเข้าไปนั่ง
5 คนก็เกินพิกัดที่กำหนดไว้แล้ว ยังไม่รวมสิ่งของสัมภาระเลยนะครับ
อย่างนี้ก็ไปเที่ยวได้แต่ตัว กระเป๋าห้ามขนขึ้นรถไปด้วย..ฮา
ถ้าน้องสนใจอยากทราบว่ารถSUVแต่ละรุ่นมีพิกัดการบรรทุกได้เท่าไร
ก็ไปดูได้ที่เวบไซท์ของ Consumer Report (http://www.consumerreports.org/Special/ConsumerInterest/Reports/0012suv1.html)
น้องๆอาจจะสงสัยว่าทำไมรถที่สูงจึงไม่ปลอดภัย
แล้วทำไมบรรทุกของไม่ได้มากนักนะครับ พี่โจจะสาธิตให้ดู
สมมุติว่ารถSUVคันหนึ่งกำลังเลี้ยวโค้งดังรูป
รถขณะเข้าโค้ง (ภาพจาก http://www.honda2001.com/models/cr-v/)
เนื่องจากขณะเลี้ยว ความเร่งของรถจะทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลาง
(ลูกศรสีแดงในรูป) กระทำต่อตัวรถ คอยดึงให้รถไถลออกนอกวงเลี้ยว
(แหกโค้งนั่นแหละครับ) น้องจะสังเกตุแรงนี้ได้จากเวลาที่น้องนั่งรถอยู่
ถ้าเลี้ยวโค้งตัวเราจะถูกดึงออกไปทางตรงข้ามกับทางที่รถเลี้ยว
แรงหนีศูนย์กลางนี้ก็เหมือนกับแรงเฉื่อยของการเคลื่อนที่จากสภาวะหยุดนิ่งในทางตรง
นั่นคือมันจะคอยต่อต้านการเคลื่อนที่ในทางเลี้ยว เจ้าแรงนี้สามารถคำนวณได้จากมวลของรถ
(m1) คูณกับความเร่งในแนวรัศมี (An)
ของรถแต่มีทิศตรงข้ามกับความเร่งนี้นั่นเอง สูตรนี้ไม่ได้มาจากไหนหรอกครับ
F = ma กฎข้อ2 ของเซอร์นิวตันนั่นเอง เราจะเรียกแรงหนีศูนย์กลางนี้ว่า
Fn ดังแสดงในรูปมองจากด้านบนดังต่อไปนี้
แรงกระทำต่อรถเมื่อเข้าโค้ง
พี่โจขอให้คำแนะนำกับน้องผู้อ่านหน่อยนะครับว่าการศึกษาระบบพลศาสตร์
(Dynamics) ของระบบเครื่องกลนั้น การทำความเข้าใจในเรื่องระยะทาง
ความเร็วและความเร่งของระบบนั้นๆ เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการคำนวณขั้นต่อๆไป
ดังนั้นน้องๆที่อยากเก่งพลศาสตร์ก็ต้องเข้าใจสูตรการคำนวณความเร็ว-เร่งให้ถ่องแท้ก่อนนะครับ
ฉะนั้นถ้าใครไม่รู้ว่าความเร่งในการเลี้ยวนั้นคำนวณยังไง ก็ไปทบทวนบทเรียนฟิสิกส์ดูนะครับ
(เอ้าใบ้ให้... An = v2/r เมื่อเลี้ยวด้วยความเร็วคงที่
v วงเลี้ยว r)
เอาล่ะมาดูรถคันงามของเรากันต่อ
ถ้าหากว่าเรามองมาที่รถจากด้านหน้าแล้วพิจารณาแรงที่กระทำบนรถดังรูปข้างล่างซ้ายนี้
จะเห็นว่าเจ้าแรงหนีศูนย์ Fnจะกระทำที่จุดศูนย์ถ่วง
หรือจุดเฉลี่ยของมวล (จุดสีส้มในรูป) ถ้าหากว่ายางรถยนต์ไม่เกาะถนน
รถก็คงจะไถลออกนอกโค้งไปตามแรงFnนี้แล้ว แต่เนื่องจากล้อมีแรงเสียดทานกับพื้นถนน
แรงเสียดทาน fs จึงเกิดขึ้นมาต่อต้านแรงหนีศูนย์
โดยแรงเสียดทานนี้จะกระทำที่จุด A หรือที่ล้อรถส่วนที่สัมผัสกับถนนนั่นเอง
(เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจเราจะถือว่าแรงเสียดทานที่เห็นในรูปเป็นแรงที่รวมกันจากทุกล้อนะครับ)
โมเม๊นต์ที่กระทำที่รถเมื่อเข้าโค้ง
ทีนี้ถ้าพิจารณาว่าจุด A นี้เป็นจุดหมุน
ก็จะเห็นว่าเจ้าแรงหนีศูนย์นี้สามารถทำให้เกิดโมเม๊นท์ h1x
Fn(สีแดงของรูปในกรอบ) ที่จะคอยทำให้รถพลิกควํ่า
ทว่าช้าก่อน นํ้าหนักรถช่วยไว้ได้ทันโดยสร้างโมเมนท์ d x
W (สีเขียว) ขึ้นมาหักล้างไปได้ ดังนั้นรถจึงไม่พลิกควํ่าเนื่องจากยังมีสมดุลของโมเม๊นท์อยู่
(ข้อสังเกตุ แรงปฏิกริยาสีฟ้าแทนที่จะกระจายแยกไปให้ทุกล้อ ในกรณีนี้เราพิจ่รณาให้ย้ายไปกระทำอยู่ข้างเดียวกับจุด
A เนื่องจากเราสมมุติว่าเมื่อรถเริ่มกำลังจะพลิกยกขึ้น แรงปฏิกริยาจะถูกถ่ายไปอยู่ด้านซ้ายหมด)
ในการที่รถเกิดอุบัติเหตุพลิกควํ่าเวลาเข้าโค้งนั้น
ก็เนื่องจากโมเมนท์ที่เกิดจากแรงหนีศูนย์ (h1 x Fn
- สีแดง) นี้มากกว่าโมเม๊นท์จากนํ้าหนักรถ (h1x
Fn - สีเขียว) ซึ่งปัจจัยที่จะมาเพิ่มโมเมนท์นี้ได้ก็คือ
ความเร่งหนีศูนย์กลาง An และ ความสูงของจุดศูนย์ถ่วง
h1 ดังนั้นกรณีแรก ถ้าเราเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินไป
ค่าความเร่งหนีศูนย์กลางนี้ก็จะมากและอาจจะทำให้โมเม๊นท์สีแดงมากกว่าสีเขียว
ทำให้รถเอียงและพลิกได้
อีกกรณีคือการที่เราบรรทุกของมากเกินไปก็จะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถสูงขึ้น
ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ห้องสำหรับบรรทุกของในรถSUVส่วนใหญ่
จะอยู่สูงกว่าจุดศูนย์ถ่วงเดิมอยู่แล้ว ยิ่งถ้าบรรทุกของบนหลังคาแล้วละก็ไม่ต้องพูดถึง
เมื่อรวมนํ้าหนักทั้งหมดแล้วเฉลี่ยหาจุดศูนย์กลางของนํ้าหนักรวมนั้น
จุดศูนย์ถ่วงที่ได้ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราเอารถไปบรรทุกช้างน้อยดังรูป
การเพิ่มนํ้าหนักบรรทุกจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้น
สมมุติว่าจุดศูนย์ถ่วงรวมได้เปลี่ยนขึ้นไปอยู่ที่ระดับ
h2 ซึ่งสูงกว่า h1 ดังนั้นโมเมนท์สีแดงจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
ทำให้รถมีโอกาสพลิกควํ่าได้มากกว่ารถก่อนบรรทุกเสียอีก ยิ่งเพิ่มอันตรายในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
จะเห็นได้ว่ารถเก๋งทั่วไปจะได้เปรียบรถSUVในการเกาะถนนเมื่อเข้าโค้งกว่าเพราะมีจุดศูนย์ถ่วงที่ตํ่ากว่า
ยิ่งถ้าเป็นรถแข่งแล้วละก็ รถแทบจะเตี้ยแนบถนนเลยก็เพื่อให้เข้าโค้งได้มั่นใจที่ความเร็วสูงนั่นเองครับ
พี่โจก็หวังว่าเมื่อน้องได้อ่านบทความนี้แล้ว
ก็จะมีความเข้าใจในการขับรถอย่างปลอดภัยขึ้นนะครับ เราจะต้องพึงระวังเสมอว่า
การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หรือการหักเลี้ยวเปลี่ยนเลนอย่างกระทันหัน
ย่อมมีโอกาสที่รถจะพลิกได้เสมอ ไม่เฉพาะรถSUVเท่านั้น แต่กระทั่งรถกระบะที่บรรทุกของสูง
รถที่ไปยกช่วงล่าง รถตู้ทั้งหลาย รถตุ๊กๆ (ช่วงกว้างแคบ) รถทัวร์...
โวว... แทบทุกประเภทที่เราเห็นขับกันซิ่งๆบนถนนเมืองไทยทั้งนั้นเลย
ฉะนั้นถ้าน้องๆเห็นลูกพี่ที่ขับรถประเภทนี้ซิ่งมาแต่ไกล น้องก็อยู่ห่างๆลูกพี่เขาไว้นะครับ
ปล่อยให้เขาไปก่อนเดี๋ยวก็ไปเจอเขานอนรอที่โค้งหน้าเองแหละ ก่อนจบก็ขอแนะนำสามัคคีสารฉบับเดือนนี้ครับ
เชิญแวะไปอ่านกันได้ที่ http://magazine.samukkee.com
สวัสดีครับ
แหล่งข้อมูล
|