|
ง การผลิตพลังงานภายใน
ปฏิกิริยาอันเป็นปัจจัยหลักในการสร้างพลังงานของดวงดาว
คือ ปฏิกิริยาลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน ดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะเงื่อนไขอำนวย
คือไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบหลักของดาว และอุณหภูมิในแกนดาวทั่วๆไป
ที่มีมวลไม่มากนัก เช่น ดาวขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ก็ไม่อำนวยให้ปฏิกิริยาในรูปแบบอื่นเกิดขึ้นได้
แต่ในดาวทั่วไปก็ยังมีสารประกอบอย่างอื่น นอกเหนือไปจากไฮโดรเจน
แม้จะมีเป็นจำนวนน้อย เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน และอ็อกซิเจน ในดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์
สามารถดึงตัวยุบเข้ามา ได้มากกว่าดาวขนาดเล็ก ทำให้เกิดความร้อนในแกนกลางมากขึ้น
จนทำให้อะตอมขนาดใหญ่ขึ้นนี้ เอาชนะแรงผลักทางไฟฟ้า (หรือ กำแพงคูลอมบ์
) จนมาหลอมรวมกันได้ เป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นอีกรูปแบบหนึ่ง
ที่เปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมเช่นเดียวกับ ลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน
แต่ใช้คาร์บอนเป็นตัว catalyst คือมาทำให้ปฏิกิริยาดำเนินไปได้
แต่ตัวเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปกับเขา ปฏิกิริยานี้เรียกว่า
วงจร CNO (CNO cycle) ที่สรุปแล้วได้ผล
ดังนี้
1. 12C + 1H -> 13N
+ พลังงานรังสีแกมม่า
2. 13N
-> 13C + โพสิตรอน + นิวทรีโน
3. 13C + 1H -> 14N
+ พลังงานรังสีแกมม่า
4. 14N + 1H -> 15O
+ พลังงานรังสีแกมม่า
5. 15O
-> 15N + โพสิตรอน + นิวทรีโน
6. 15N + 1H -> 12C
+ 4He
ผลรวมคือ
12C + 4(1H) -> 12C
+ 4He
โดยได้ คาร์บอน กลับมา ตามเดิม จึงนับว่า คาร์บอนเป็นเพียง
แค้ตตาลิสต์ เท่านั้น
จากภาพข้างล่างจะเห็นว่า เมื่ออุณหภูมิเกิน ๑๖
ล้านองศา วงจร CNO ก็จะเป็นปฏิกิริยาหลักที่ทำให้ไฮโดรเจนรวมกับฮีเลียม
และได้พลังงานมากกว่า ลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน มาก ดาวที่ขนาดไม่ใหญ่พอ
ไม่สามารถเกิดอุณหภูมิสูงขนาดนั้น เช่นดวงอาทิตย์ หลังจากก่อตัวเริ่มมาจากอุณหภูมิ
๑๐ ล้านองศาตอนแรกเกิด อุณหภูมิในแกนกลาง ก็ค่อยไต่ขึ้นขึ้นสูงไปถึง
๑๕ ล้านองศา เมื่อเข้าสู่เสถียรภาพของดาวในวิถีหลักแล้ว แต่แม้จะร้อนหนักหนาปานนั้น
มันก็ยังสูงไม่พอ จึงอาศัยแต่ ปฏิกิริยาลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน
เป็นหลักในการเผาผลาญพลังงาน
ในดาวขนาดใหญ่ จะมีแรงดึงเข้าหากันสูงกว่า ด้วยมวลที่มากกว่า
อุณหภูมิในแกนกลาง จึงสามารถขึ้นสูงไปได้เกิน ๑๖ ล้านองศา ที่พอจะก่อให้ปฏิกิริยา
วงจร CNO เกิดขึ้นมาได้นั้น จากพล็อตข้างล่างจะเห็นได้ว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น
แบบที่ใช้ คาร์บอน มาเป็น แค้ตตาลิสต์ ให้ไฮโดรเจนรวมกันเป็นฮีเลียมนั้น
จะได้พลังงานมากกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่โปรตอน-โปรตอน มาก จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
หากมีเงื่อนไขพอเพียง คืออุณหภูมิสูงพอ
แต่ไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาแบบไหน ที่สำคัญก็คือ
ดวงดาวในวิถีหลักทำการเผา ไฮโดรเจน
ให้เป็น ฮีเลียม ในแกนกลางของมัน เพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของดวงดาว
|
|
| (ภาพที่ ๓๙) ความสัมพันธ์ระหว่าง อุณหภูมิ
และ ชนิดของปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ว่าจะเป็นแบบ โปรตอน-โปรตอน
หรือแบบ วงจร CNO ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ที่อุณหภูมิต่ำกว่า
16 ล้านองศา ปฏิกิริยาหลักจะเป็น แบบ โปรตอน-โปรตอน แต่สูงกว่า
16 ล้านองศาขึ้นไป ปฏิกิริยาหลักคือ แบบวงจร CNO ภาพจาก
Physics Dept, University of Tennessee |
สภาวะทั้ง ๕ นี้ เป็นปัจจัยที่กำหนดลักษณะทางกายภาพทั้งหมดของดวงดาว
เช่น อุณหภูมิพื้นผิว ทำให้เราเห็นดวงดาวมีสีต่างๆกัน ทั้งอัตราการเผาผลาญพลังงาน
และโครงสร้างการถ่ายเทพลังงาน ที่ทำให้ดวงดาวมีความสุกสว่างมากน้อยต่างกัน
เป็นตัวกำหนดอายุขัยว่า ดาวจะตายเร็วหรือตายช้า และยังเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของดวงดาวด้วยว่า
จะตายอย่างสงบเงียบๆ หรือด้วยการระเบิด หากตายแบบโด่งดังด้วยการระเบิด
ก็จะกำหนดด้วยว่า จะเป็นความดังธรรมดาๆ หรือดังแบบสะเทือนเลื่อนลั่น
สั่นสะท้านไปทั่วจักรวาลหรือไม่ ดังจะกล่าวถึงการตาย โดยรายละเอียดในตอนต่อไป
วิถีชีวิตของดวงดาวทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจาก มวล
ของดวงดาวเท่านั้น
|
|
| (ภาพที่ ๔๐) โครงสร้างการถ่ายเทพลังงานเทอร์โมนิวเคลียร์
จากภายในมาสู่พื้นผิวของดวงดาว ที่ต่างกันไปตามขนาด ดาวขนาดดวงอาทิตย์
จะใช้การแผ่รังสีในส่วนที่ติดกับแกนใน และใช้การพาในส่วนที่อยู่ใกล้กับพื้นผิว
ในขณะที่ดาวที่มีมวลมาก จะมีโครงสร้างการถ่ายเทพลังงานตรงกันข้ามกับ
ดาวขนาดดวงอาทิตย์ คือด้วย การพา ในส่วนติดแกน และ การแผ่รังสี
ในส่วนที่เหลือ จนมาถึงพื้นผิวดาว |
ข้ามไปอ่านหน้า [1]
[2] [3]
[4] [5]
[6] [7]
[8] [9]
[10] [11]
|