| ขอให้เห็นเช่นเราผู้เฒ่าทัก |
บำรุงรักษาชาติสอาดศรี
|
| ทั้งเจ้านายฝ่ายพหลและมนตรี |
จงเป็นที่ศีวิไลซ์จริงอย่างนิ่งนาน |
| ให้รีบหาปาลีเมนต์ขึ้นเป็นหลัก
|
จะได้ชักน้อมใจไพร่สมาน |
| เริ่มเป็นฟรีปรีดาอย่าช้ากาล
|
รักษาบ้านเมืองเราช่วยเจ้านาย |
กลอนข้างบนนี้เป็นของนักคิดนักเขียนผู้ล้ำยุคในสมัยปลายรัชกาลที่
๕ คือเทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส.วัณณาโภ เขียนไว้เมื่อพ.ศ.
๒๔๔๙ เรียกร้องให้จัดตั้ง Parliament หรือการปกครองแบบมีสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในขณะที่สยามยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ไม่มีใครคิดว่า ๕ ปีต่อมา ความคิดของเทียนวรรณได้รับการสานต่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ
แม้จะล้มเหลวลงตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือก็ตาม
ในวันที่ ๑ มีนาคม
พ.ศ. ๒๔๕๔(ร.ศ. ๑๓๐) นายทหารหนุ่มและพลเรือนกลุ่มหนึ่งถูกทางการจับกุมในข้อหาคบคิดวางแผนการปฎิวัติ
ลดอำนาจพระมหากษัตริย์ลงมาใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังกฤษและญี่ปุ่น
นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์
จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นเจ้านายพระองค์อื่นด้วย คนพวกนี้ยังไม่ทันจะลงมือทำ
แผนก็รั่วไหลจนถูกจับกุมได้เสียก่อน รวมผู้ก่อการจำนวน
๙๒ คน
สิ่งที่น่าตกใจอย่างแรกคือบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลพระมหากษัตริย์
ทหารส่วนใหญ่มาจากหน่วยทหารรักษาพระองค์
ส่วนพลเรือนหลายคนเป็นนักกฎหมายหนุ่มระดับปัญญาชนของประเทศ
ในจำนวนนี้มีอยู่มาก ที่เป็นลูกศิษย์และมหาดเล็กใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ
ทำให้เป็นที่เดือดร้อนพระราชหฤทัยมาก ทรงรับหน้าที่เป็นประธานอำนวยการพิจารณาโทษพวกนี้อย่างเคร่งครัด
ท่ามกลาง "ข่าวลือ" ว่าทรงอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าอยู่หัว
ทั้งที่พวกกบฎเองก็ไม่ยอมรับพระองค์ในตอนนั้นเพราะทรงจับพวกเขาเข้าคุกเข้าตะราง
การที่ต้องทรงยืนอยู่บนทางสองแพร่งทำให้ลำบากพระทัย
จนถึงกับขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยับยั้งไว้ ทรงให้เหตุผลว่าทรงเชื่อถือในพระราชอนุชา
และ
"
ถ้าเมื่อใดฉันไม่ไว้วางใจให้เธอกระทำการในน่าที่แล้ว
ฉันจะไม่รอให้เธอเตือนเลย ฉันจะบอกเธอเองทันที"
ย้อนมาดูว่ากบฎ
ร.ศ. ๑๓๐ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด ก็จะประมวลมาได้ถึงสาเหตุ
๓ อย่างใหญ่ๆคือ
๑ อุดมการณ์แบบตะวันตก
ที่เผยแพร่มากับตำรับตำราวิชาการและสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ
โดยเฉพาะความคิดที่ว่าประเทศทางตะวันตกที่เจริญแล้วล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
มีประธานาธิบดี(อย่างฝรั่งเศส) หรือไม่ก็มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(อย่างอังกฤษ)
ชาวสยามรุ่นใหม่จึงคิดว่า ถ้าจะทำให้สยามเจริญขึ้นมาได้
ก็ต้องเปลี่ยนการปกครองให้เป็นแบบประเทศตะวันตกเสียก่อน
๒ ความไม่พอใจ
"ระบบราชการ" ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าระบบเจ้าขุนมูลนาย
และความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่
๕ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๓ คือเกิดภัยธรรมชาติและโรคระบาดติดต่อกันหลายปี
ทำให้ราษฎรในหัวเมืองลำบากกันมากถึงขั้นต้องอพยพทิ้งถิ่น
ปลูกข้าวไม่ได้ ถึงขั้นบางคนก็อดตาย พอดีกับช่วงนั้น
รัฐเก็บภาษีการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้เดือดร้อนกันมากขึ้นด้วย
๓ เรื่องนี้เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุส่วนตัวของผู้ก่อการที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ
ก็ได้ คือความไม่พอใจต่อ ' กองทหารเสือป่า
' ที่ตั้งขึ้นในปีนั้น ทหารจำนวนมากรู้สึกว่าเสือป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและข้าราชสำนักเป็นคู่แข่งของฝ่ายทหาร
ได้รับความสำคัญและสิทธิพิเศษมากกว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเพื่อทำกิจกรรมกันมาก
ทั้งที่เสือป่าเองก็ไม่ได้มีความสามารถในการรบเท่ากับทหาร
หนึ่งในผู้ก่อการ
ถึงกับเห็นว่าควรปฏิวัติเพื่อให้
'ทหารมีเกียรติยศเพิ่มขึ้น
ให้เชิดหน้าชูตาขึ้นอีก '
เรื่องนี้ก่อความโทมนัสให้พระเจ้าอยู่หัว
เพราะทหารที่ก่อกบฎก็คือทหารผู้ใกล้ชิดพระองค์นั้นเอง
ถึงกับมีพระราชปรารภว่า
"
ตัวเราเวลานี้ตกอยู่ในที่ลำบาก
ยากที่จะรู้ว่าภัยอันตรายจะมาถึงตัวเวลาใด
เพราะเรารู้สึกประหนึ่งว่าเป็นตัวคนเดียว
หาพวกพ้องมิได้ ฤาที่เป็นพวกพ้องก็พะเอินเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอันหาอำนาจมิได้"
แต่ถึงกระนั้น
เมื่อมีคำพิพากษาออกมา ตัดสินโทษประหารชีวิตสำหรับหัวหน้าผู้ก่อการ
เมื่อมาถึงขั้นตอนพระราชวินิจฉัย ก็ทรงให้ลดหย่อนผ่อนโทษลงแค่จำคุกตลอดชีวิต
คนอื่นก็ได้รับโทษน้อยลง ลดหลั่นกันลงไป
แล้วมีการลดโทษลงมาอีกเรื่อยๆจนพ้นโทษกันหมดทุกคนเมื่อ
พ.ศ. ๒๔๖๗ หนึ่งปีก่อนจะประชวรและเสด็จสวรรคต
จุดมุ่งหมายเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
ไม่ใช่เรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจ
แต่ทรงเห็นว่าประชาชนทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจในระบอบนี้เพียงพอ
เมื่อเริ่มทดลองสอนประชาธิปไตยด้วยการสร้างดุสิตธานี
ก็ทรงส่งแบบจำลองการสร้างไปให้นักโทษที่ถูกคุมขังได้มีส่วนร่วมในการช่วยสร้างด้วย
ม.ล.ปิ่น มาลากุลผู้เป็นข้าราชบริพารรุ่นเยาว์ในรัชกาลที่
๖ได้บันทึกไว้ภายหลังว่า
"
ภายหลังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าว่า
เขาเหล่านั้นซาบซึ้งในพระบรมราโชบายเป็นอย่างยิ่ง
และช่วยกันทำด้วยความจงรักภักดี ทั้งเกิดความรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด
เพราะเท่ากับพระราชทานชีวิตให้เกิดใหม่
ได้ทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลทุกปี"
|