| มหานาคฉวากวุ้ง |
คุ้งคลอง |
| ชุ่มชื่นรื่นรุกข์สอง
|
ฝั่งน้ำ |
| คิดมิตรหมายครอง
|
สัจสวาดิ ขาดเอย |
| กล้าตกรกเรื้อซ้ำ |
โศกทั้งหมางสมร |
วันนี้พานั่งเรือเที่ยวคลองกันดีกว่าค่ะ เริ่มที่คลองมหานาค
สุนทรภู่เอ่ยไว้ในตอนต้น นิราศสุพรรณ
ว่าร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ทั้งสองฟากฝั่งคลอง นั่งเรือไปเรื่อยๆ
จนออกแม่น้ำเจ้าพระยาก็คงเย็นสบายดี ถึงร้อนแดดก็มีร่มเงาต้นไม้และมีความเย็นของสายน้ำ
ช่วยบรรเทาไอแดดลงได้มาก
คลองมหานาคที่ว่านี้สร้างขึ้นเมื่อคราวสร้างพระนคร ใน พ.ศ.
๒๓๒๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯให้ขุดขึ้นเป็นคูเมืองด้านตะวันออกค่ะ
ความจริงเป็นคลองเดียวกับคลองโอ่งอ่างและคลองบางลำภู แต่ว่าเรียกชื่อแยกกันไปคนละอย่าง
แล้วแต่ว่าจะผ่านตรงถิ่นไหนของเมืองหลวง แรงงานที่ใช้ขุดคือพวกเขมรจำนวนหนึ่งหมื่นคน
ขุดจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบางลำภูมาออกแม่น้ำเจ้าพระยาข้างวัดบพิตรพิมุขเป็นความยาว
๘๕ เส้น ๑๓ วา กว้าง ๑๐ วา ลึก ๕ ศอก ในตอนแรกพระราชทานชื่อว่า
"คลองรอบกรุง" ไม่ได้เรียกว่าคลองมหานาค
ทำไมถึงเรียกว่าคลองมหานาค ต้องชวนกลุ่มทัวร์ย้อนอดีตกลับไปถึงตอน
กรุงศรีอยุธยาเสร็จสิ้นมหายุทธสงครามครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑
โน่นแน่ะค่ะ
สงครามช้างเผือกคราวนั้นเป็นสงครามใหญ่ครั้งแรกของอาณาจักรศรีอยุธยากับหงสาวดี
จบลงด้วยความสูญเสียหลายอย่างของทางฝ่ายไทย ที่สำคัญที่สุดคือสูญเสียสมเด็จพระสุริโยทัย
เมื่อสงครามจบลง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นความจำเป็นจะต้องคิดอ่านป้องกันพระนคร
ให้รัดกุมขึ้นหลายอย่าง อย่างเปลี่ยนปราการเมืองจากเชิงเทินถมดินปักระเนียดไม้
มาเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนสร้างแบบฝรั่ง เรียกว่า ป้อมเพ็ชร
อีกอย่างคือพระราชวังตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ดูใกล้ทางปืนข้าศึกเกินไปจนไม่ปลอดภัย
ก็โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองเป็นคูพระนคร ห่างออกไปถึงชายทุ่งภูเขาทอง
กันข้าศึกไว้อีกชั้นหนึ่ง
ในตอนนี้ละค่ะ ก็ถึงบทบาทของบุคคลสำคัญที่กลายมาเป็นผู้มีชื่อในประวัติศาสตร์ช่วงนี้
ท่านคือพระภิกษุรูปหนึ่งบวชอยู่ที่วัดภูเขาทอง
พระภิกษุรูปนี้เรียกกันว่า มหานาค
ถึงอยู่ในเพศบรรพชิตก็ยังเป็นผู้ห่วงใย และภักดีต่อราชการบ้านเมือง
คิดว่าท่านคงเป็นพระมีชื่อเสียงผู้คนเลื่อมใสเอาการ จึงสามารถรวบรวมญาติโยมสานุศิษย์ได้เป็นจำนวนมาก
มาอาสาช่วยขุดคลองได้จนสำเร็จ ไม่ต้องกะเกณฑ์แรงงานพวกไพร่หรือเลกแต่ฝ่ายเดียว
แต่หน้าที่นี้คงจะทำให้ท่านไม่สะดวกหลายๆอย่าง ในการครองเพศฆราวาส
ท่านก็เลยสึกออกมารับตำแหน่งหัวหน้างาน จนขุดคลองเสร็จเรียบร้อย
ชาวกรุงศรีฯจึงพากันขนานนามคลองนี้ตามชื่อของท่านว่า "คลองมหานาค"
เวลาผ่านไป มหานาคก็ล่วงลับไปตามอายุขัย แต่ผลงานคุณงามความดีที่กระทำไว้
ก็ทำให้ชื่อยังติดแผ่นดินอยู่ หลังจากสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พม่าไม่ได้มารบกวนไทยอีกเป็นเวลานานกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี บ้านเมืองก็ปกติสุข
ถึงฤดูน้ำ คลองมหานาคก็กลายเป็นที่ชาวเมืองไปเล่นเรือ มีการละเล่นต่างๆ
รื่นเริงบันเทิงใจกันมาจนกระทั่งสิ้นกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐
เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นหลังจากเสียกรุงเก่าได้ ๑๕
ปี ความสนุกสนานของการเล่นเรือในคลองมหานาค ยังเป็นที่ติดตาตรึงใจอยู่ในความทรงจำของชาวกรุงศรีฯ
คลองรอบกรุงส่วนที่อยู่ใกล้วัดสระเกศ กลายมาเป็นที่เล่นเรือของชาวกรุงเทพในฤดูน้ำหลาก
เหมือนเมื่อครั้งเคยทำกันมาในอดีต จึงเอาเชื่อคลองมหานาคของกรุงเก่ามาเรียกชื่อคลองนี้อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระมหาสถูปที่วัดสระเกศ
จึงเรียกชื่อว่า "ภูเขาทอง"
เพราะอยู่ใกล้คลองมหานาค เลียนชื่อจากพระสถูปวัดภูเขาทอง ของพระนครศรีอยุธยา
ที่อยู่ใกล้คลองมหานาคของเดิมเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นการ "ฝึกฟื้นใจเมือง"
คือพลิกฟื้นกำลังใจจากความรุ่งเรืองของอาณาจักรเดิม ให้กลับมาบำรุงจิตใจคนไทยอีกครั้งหนึ่งในอาณาจักรใหม่
|