|
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่องคาวี
มักประทับอยู่ที่ช่องตรงระเบียงอัฒจันทร์พระมหามนเทียร
โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎเข้าเฝ้าเป็นประจำ
ทรงอ่านพระราชนิพนธ์ให้ฟังพร้อมทรงถามความคิดเห็น
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสวยพระศรี(หมาก)
ก็มักจะหยิบพิมเสนในเครื่องพระศรีมาเติมให้
แล้วพระราชทานชานพระศรีนั้นให้พระเจ้าลูกยาเธอ
เป็นเคล็ดว่าจะได้ถ่ายทอด พระปรีชาชาญให้ติดไปด้วย
ต่อมาในรัชกาลที่
๓ เจ้าฟ้ามงกุฎผนวชตลอดรัชกาล ก็ได้พระราชทานชานพระศรี
ให้นายเพ็ง ข้าหลวงเดิมที่ทรงพระเมตตาดุจบุตรบุญธรรม
ทรงเล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นความรู้แก่ข้าหลวงเดิมผู้นี้
ทั้งประวัติศาสตร์และคติสอนใจหลายต่อหลายเรื่อง
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
นายเพ็งก็ได้เลื่อนยศตำแหน่งในราชการเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ
จนในที่สุด บั้นปลายชีวิตได้เป็นเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง
(เพ็ง เพ็ญกุล)
เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเล่าพระราชทาน
เจ้าพระยามหินทรฯ จดจำไว้นำมาแต่งเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ
"ชานพระศรี" มีทั้งคติสอนใจเรื่อง
"ความสามัคคี" ลิลิตคำโคลงเรื่องพงศาวดารฝรั่งเศส
บทความเรื่อง "ติณชาติและรุกขชาติ" และนิทานเรื่อง
"ขรัวเต๊ะ" ซึ่งสนุกมากค่ะ จึงขอเก็บความมาเล่าให้ฟัง
สลับบทกลอนที่เป็นฝีปาก เจ้าพระยามหินทรฯ
ท่านเอง
|
จะกล่าวถึงขรัวเต๊ะคนเกะกะ |
สาธุสะแสนอุบาทว์ใจอาจหาญ |
| อยู่วัดสองพี่น้องบ้านคลองตาล |
เป็นสมภารนอกบรรทัดอาลัชชี |
| ต่อหน้าคนทนทำสมถะ |
วางจังหวะว่าเป็นกูไม่สูสี |
| เรียนโกหกยกตนเป็นคนดี |
ไม่รู้ทีก็นับถือว่าซื่อตรง |
อลัชชีขรัวเต๊ะพระมีลูกวัดอยู่อีก
๑๗คน เสเพลกินเหล้าเมายาพอกัน รวมหัวกันหลอกลวง
ชาวบ้านมานาน ๑๕-๑๖ ปี ไม่มีใครจับได้ จนมาวันหนึ่งลูกน้องอยากตั้งวงโจ้เหล้าเต็มแก่
แต่ขาดของแกล้ม ก็มากราบกรานขอสมภารให้ช่วยไปหามาให้
สมภารก็บอกว่าได้ ว่าแล้วก็ออกจากวัดตรงไปหาชาวบ้าน
ออกอุบายปั้นเรื่องขึ้นมาว่า เมื่อคืนเทวดามาเตือนว่า
จะเกิดฟ้าผ่าเกิดไฟไหม้ชาวบ้านตายกันเรียบ
แต่ตัวแกมีวิชาจะช่วยให้รอด ต้องล้มหมูหาไก่เป็ดพร้อมเหล้ามาเป็นเครื่องบัตรพลี
ชาวบ้านฟังก็ขวัญบิน เชื่อถือสมภารรีบจัดหามาให้
ขรัวเต๊ะก็หลอกอีกว่า คืนนี้จะวงสายสิญจน์รอบวัด
๓ ชั้น เพื่อทำพิธี แต่สายสิญจน์นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก
ถ้าใครเผลอล้ำเส้นเข้ามาจะกลายเป็นคนบ้าคลั่ง
คุ้มดีคุ้มร้าย จึงขอให้ชาวบ้านทุกคนระวังตัวเก็บตัวอยู่ในบ้านอย่าเฉียดเข้ามาใกล้วัด
เป็นอันขาด
มีชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายสอน
มัวแต่ไปนอนเฝ้าห้างในไร่มาหลายวันไม่รู้เรื่องนี้
คืนนั้นกลับบ้านผ่านมาทางวัดได้ยินเสียงขี้เมาเอะอะเฮฮากันก็สงสัยว่าใครมาทำอะไรในวัด
จึงย่องเข้าประตูวัดไปแอบดู ก็เห็นสมภารและลูกวัดทั้งหลายกินเหล้าเมาหยำเปกันครึกครื้น
| หยิบกับแกล้มแถมเหล้าเมาออกเซอะ |
พูดเลอะเทอะทั้งประทัดตุหรัดตุเหร่ |
| บ้างรำฟ้อนอ่อนคอเสียงอ้อเอ |
หัวเราะเฮฮาลั่นสนั่นไป |
นายสอนตาลีตาเหลือกกลับบ้านไปบอกเมียพ่อตาแม่ยาย
พวกนั้นฟังแล้วก็นึกถึงคำสั่ง ของขรัวเต๊ะได้
ก็แน่ใจว่าลูกเขยล้ำเส้นสายสิญจน์เข้าไป
ถึงเสียสติมองเห็นภาพหลอน จึงห้ามปรามไม่ให้คิดมาก
เกิดทะเลาะกันใหญ่จนนายสอนเบรกแตก อาละวาดว่าไม่มีใครเชื่อ
ชาวบ้านอื่นๆก็ยิ่งเห็นจริงว่าบ้าแน่ ก็เลยช่วยกันจับนายสอนมัดไว้
พาไปหาสมภาร ขอให้ช่วยรดน้ำมนตร์รักษาอาการ
สมภารได้ท่าบอกชาวบ้านว่าให้ทิ้งคนไข้ไว้ที่วัดจะรักษาให้
พอชาวบ้านกลับไปหมดแล้วทั้งสมภารทั้งลูกน้องก็จับนายสอนเฆี่ยนตีจนสาแก่ใจ
นายสอนตัวคนเดียวสู้ไม่ไหว
ทั้งที่แค้นแสนแค้นก็จำต้องปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล
ลงกราบสมภารบอกว่าหายบ้าแล้ว รู้แล้วว่าพระทั้งหลายไม่ได้เมา
ขอให้ปล่อยตัวกลับบ้าน ไปตามเดิม แต่ใจก็ไม่วายสวดพระเรื่อยไปถึงชาวบ้านรอบตัวที่ไม่รู้เท่าทัน
| เป็นเหตุเพราะสัปปุรุษนี้สุดเซอะ |
อ้ายพระเคอะทำแค้นแสนสาหัส |
| ชั่งอัปรีย์ขี้ถังทั้งประทัด
|
จับเรามัดไปให้พระนอกประเด็น |
| ไฉนหนอพ่อแม่แกชั่วโฉด |
มาส่งโจทก์ให้จำเลยไม่เคยเห็น |
| ต้องบิดสรรพกลับร้อนผ่อนให้เย็น |
การที่เห็นจะต้องหายคลายเป็นดี |
| สัจจังจริงกิงฤาอย่าถือเลย |
ด้วยของเคยถือกันต้องหันหนี |
| เห็นสิ่งไรไปเมื่อหน้าอย่าพาที |
เราทนดีเขาไม่ได้ไม่ชนะ |
| บูราณว่าฝนตกขี้หมูไหล |
คนจัญไรร้อยบ้านมาพาลปะ |
| พระตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วไปตามพระ |
ต้องจำจำทำแพ้แน่แล้วเรา |
ฝีปากของเจ้าพระยามหินทรฯนับว่าคมคายไม่น้อย
เพราะทิ้งท้ายเรื่องนี้ไว้เป็นแบบ ประชดประชันตั้งชื่อว่า
"สุภาษิตบิดบดคดในข้อ" แทนที่จะสอนอย่างตรงไปตรงมา
อย่างสุภาษิตเรื่องอื่นๆทั่วไป
| แม้นผู้ใดใจตรงประสงค์ซื่อ |
จนกลับถือสุภาษิตที่บิดสรรพ |
| ผู้ใดถือซื่อใส่เสียให้ยับ |
เอาแบบฉบับนี้แลแลดีนัก |
| คดีธรรม์นั้นไปขว้างเสียกลางน้ำ |
ช่วยกันทำแต่ที่จะอัปลักษณ์ |
| อย่าเป็นผู้รู้คุณการุญรัก |
เป็นคนอกตัญญูจะดูดี |
| ใครโอนอ่อนผ่อนผันอย่าหันหา |
ช่วยอิจฉาฉ้อฉลให้ป่นปี้ |
| เขาเกลียดฤาถือว่ากลัวแลตัวดี |
ความอัปรีย์เมื่อไรเอาไหนมา |
| แอบทำชั่วเล่นลับๆจับใครได้ |
ลูกเมียใครเร่งรักให้หนักหนา |
| น้ำท่วมเกลือเหลือล้ำอย่านำพา |
ใครนินทาวุ่นวายอายไปเอง |
.....................................................
| อย่าหลงถือซื่อสัตย์มักขัดสน |
จงคิดกลให้ได้ดังหนึ่งกังหัน |
| ลมพัดกล้ามาทางไหนไปทางนั้น |
หมุนให้มันรอบตัวกลัวทำไม |
| แม้นมีมิตรแล้วจงคิดทำลายล้าง |
ตัดหนทางโกงเจ้าเอาแต่ได้ |
| สละซื่อถือดังนี้ดีสุดใจ |
อย่าเลือกหน้าว่าผู้ใดใส่ให้พอ |
.....................................................
| คนโน้นจิตคิดเห็นเป็นเช่นนั้น |
คนนี้ผันผิดอย่างต่างกระแส |
| ร้อยคนร้อยอย่างล้วนคิดปรวนแปร |
ไม่เที่ยงแท้หูมนุษย์สุดแต่ใจ |
| ที่คนดีก็ไม่มีระวังหวาด |
มีแผลบาดบ้างก็แคลงระแวงไหว |
| เหมือนไก่ปล่อยร้อยพันสนั่นไป |
ตัวไหนไข่ก็กระต๊ากหากจะเป็น |
| ซึ่งวิสัยธรรมดาสุภาษิต
|
ก็ต้องคิดแคะไค้ออกให้เห็น |
| สิ่งดีชั่วกลั้วกันไปมิได้เว้น |
ต้องชี้เช่นสาธกยกออกมา |
************************************
|