|
ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๐๗ ปีก่อน
บรรยากาศในพระนครเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.
๒๔๓๖ (รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ ) เต็มไปด้วยความตึงเครียดใกล้ถึงจุดระเบิด
ในพระบรมมหาราชวัง เจ้านายและขุนนางผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง
ต่างรอฟังข่าวด้วยใจระทึก เรือรบของไทยที่มีเพียง ๒-๓ ลำ จอดทอดเรียงกันเป็นระยะ
ทำหน้าที่รักษาปากแม่น้ำมิให้เรือต่างชาติบุกรุกเข้ามา
ฝรั่งเศสนำเรือรบ ๒ ลำ ชื่อ Comet กับ Constanceและเรือสินค้าอีก
๑ ลำ แล่นล่วงล้ำเข้ามาอย่างดื้อๆ ไม่แยแสคำห้ามของไทยก่อนหน้านี้ว่ายังไม่เหมาะที่จะเข้ามา
เพราะฝรั่งเศสกับไทย มีปัญหาขัดแย้งกันมาก่อนเพิ่งจะสงบ เมื่อมาเจอเหตุการณ์ขนาดนำเรือรบมาถึงเมืองหลวง
ย่อมไม่น่าไว้วางใจ
ไม่ว่าฝรั่งเศสอ้างอะไรในการเข้ามาก็ตามที แต่เหตุผลแท้ๆก็คือต้องการยึดดินแดนระหว่างอินเดียกับจีน
ไว้เป็นอาณานิคมของตน เพื่อเพิ่มพูนอำนาจและความมั่งคั่งแข่งกับอังกฤษที่ได้จีนและอินเดียไปก่อนหน้านี้แล้ว
ถึงกับตั้งชื่อรวมของพม่า มอญ มลายู ไทย เขมร ญวน และลาว ไว้เป็นภาษาฝรั่งเศสว่า
" อินโดจีน " (Indo-Chine) คือถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็จะรวบไว้ให้หมด
แต่ก็ไม่ทันอังกฤษซึ่งได้พม่า(รวมมอญ)และมลายูไปก่อน ฝรั่งเศสจึงได้แค่ญวน
ต่อมาก็เขมรและลาว เหลือไทยประเทศสุดท้ายที่ยังรอดเป็นเอกราชอยู่
เมื่อบอกดีๆแล้วไม่ฟัง ยังขืนล่วงล้ำเข้ามาในเขตพระราชอาณาจักร
ไทยก็ยิงถูกท้ายเรือสินค้าเสียหาย ลูกเรือตายไป ๒-๓ คน ส่วนเรือรบเข้ามาได้จนถึงหน้าสถานทูต
เสียงปืนทำให้โกลาหลไปทั่วพระนคร ต่อจากนั้น ราชทูตฝรั่งเศสชื่อเมอสิเออร์ปาวี
ก็มายื่นคำขาดกับไทยให้ชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องต่างๆอีกไม่ต่ำกว่า
๑๐ ข้อ คิดดูนะคะ ว่าใครเป็นฝ่ายเสียหายกันแน่
ฝ่ายอังกฤษดูออกว่าฝรั่งเศสจะฮุบไทยทั้งหมดแน่
ก็เลยยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้ เจรจากับฝรั่งเศส
จนกระทั่งฝรั่งเศสยอมให้แลกเอกราชของไทยด้วยการเฉือนเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไปครอบครอง
คือทางเมืองหลวงพระบางและจำปาศักดิ์ ซึ่งอยู่ในการครอบครองของไทย
เท่านั้นยังไม่หนำใจ ฝรั่งเศสให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายอีก ๓ ล้านบาท
ถอนทหารให้พ้นเขต ยอมเรื่องเก็บภาษี ปลดอาวุธ ปล่อยเชลย โดยยึดจันทบุรี
ตราดและเกาะเล็กเกาะน้อยตามชายแดนไว้เป็นการค้ำประกัน เพื่อจะดึงเรื่องยืดเยื้อไม่ให้จบง่ายๆ
ถ้าหากว่าไทยไม่ยอมก็จะถือข้อนี้เป็นข้ออ้างในการยึดเอาเสียทั้งประเทศ
ไทยจำต้องยอมด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจเหลือพรรณนา
เงินทอง ๓ ล้านเป็นจำนวนมหาศาล ฝรั่งเศสเรียกขนาดนี้เพราะเชื่อว่าไทยไม่มีเงินมากพอจะให้
และก็จริง ขนาดขนเงินออกมาหมดท้องพระคลังแล้วยังมีไม่ถึง ๓ ล้านจริงๆ
บุญเก่าของไทยยังมีอยู่ จึงได้อาศัย ' เงินถุงแดง
' ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้ารัชกาลที่ ๓ ทรงมอบเป็นมรดกไว้ให้บ้านเมืองมาผสมเข้าไป
บวกกับเงินสมทบมากบ้างน้อยบ้างจากขุนนางประชาชน ร่วมแรงร่วมใจกันถวายพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อรักษาแผ่นดินไว้ รวบรวมส่งให้จนครบจำนวน ทำให้ฝรั่งเศสไม่มีข้ออ้างอีกต่อไป
ผลจากความเสียพระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงกับทรงพระประชวรหนัก
ถึงกับมีพระราชปรารภว่าจะสวรรคตเสียดีกว่าจะอยู่ดูบ้านเมืองตกเป็นของต่างชาติ
อานิสงส์จากบรรพบุรุษและน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย วิกฤติการณ์ครั้งนั้นจึงผ่านพ้นไปได้ในสภาพบอบช้ำแบบ
'ยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต '
ความเข็ดขยาดที่จะต้องตกในอำนาจของต่างชาติยังเป็นความรู้สึกต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่
๖ ไม่มีใครลืมได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชนิพนธ์เตือนใจไว้ว่า
| ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง |
คงจะต้องบังคับขับไส |
| เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป |
ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย |
| เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ |
จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย |
| ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย |
ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา |
|