|
เป็นที่รู้กันว่าศิลปินทั้งหลายมีย่อมมีแรงบันดาลใจ
จึงสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่เราอาจจะนึกฉงนว่าแรงบันดาลใจมาจากไหน
ทำงานของมันอย่างไร จึงได้กลายเป็นงานศิลปะอันงดงามและยั่งยืนเกินช่วงชีวิตของเจ้าของผลงาน
คำตอบไม่ได้มาจากที่เดียว แรงบันดาลใจของศิลปินเกิดขึ้นได้จากหลายอย่างด้วยกัน
บางคนได้จากประสบการณ์ บางคนได้จากธรรมชาติรอบตัว หรือไม่ก็อาจจะมีชายหรือหญิงสักคนเป็นที่มา
ถ้าเป็นอย่างนี้ แม้จะน่าสนใจ แต่ก็ไม่เรียกว่าน่าอัศจรรย์
ตัวอย่างหนึ่งของความน่าอัศจรรย์คือแรงบันดาลใจในขณะที่ศิลปินไม่รู้ตัว
มาถึงในขณะนอนหลับ ดังจะเล่าให้ฟังค่ะ
ย้อนอดีตไปในรัชกาลที่ ๒ เป็นที่รู้กันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ทั้งทางด้านกวีนิพนธ์และการดนตรี
โปรดทรงซอสามสาย มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อ "ซอสายฟ้าฟาด" ในยามว่างก็จะหยิบซอมาทรงอยู่เป็นประจำ
โดยเฉพาะยามค่ำคืนก่อนเข้าบรรทม
ในคืนหนึ่ง หลังจากทรงซอสายฟ้าฟาดอยู่จนดึกก็เข้าบรรทม
ทรงพระสุบินว่าเสด็จไปสถานที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง มีพระจันทร์เต็มดวงค่อยๆลอยเลื่อนเข้ามาใกล้
ส่องแสงกระจ่างไปทั่ว พร้อมมีเสียงทิพยดุริยางค์กังวานเจื้อยแจ้วมาด้วย
ทรงสดับฟังดนตรีอยู่จนพระจันทร์คล้อยเคลื่อนไปก็ตื่นบรรทม แต่เสียงดนตรียังแว่วกังวานอยู่ในพระโสต
ก็โปรดฯให้หานางในพนักงานดนตรีเข้ามาต่อเพลงตามที่ได้ยินในพระสุบิน
เกิดเป็นเพลงใหม่ที่ไพเราะจับใจ พระราชทานนามว่า เพลง "บุหลันเลื่อนลอยฟ้า"
หรือ "บุหลันลอยเลื่อน" หรือ "บุหลันลอยฟ้า"
เพลงนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่าเพลง
"ทรงพระสุบิน" บางครั้งก็เรียกว่าเพลง "สรรเสริญพระจันทร์" ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนที่จะมีเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างที่รู้จักกันในปัจจุบัน
เหตุการณ์ละม้ายคล้ายคลึงกันแม้ว่ามีรายละเอียดแตกต่างกันไป
เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเวลาเกือบสองร้อยปีต่อมา
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ละครเวทีเฟื่องฟูอยู่ในแวดวงบันเทิงของไทย
คณะศิวารมณ์เตรียมละครเรื่อง "พันท้ายนรสิงห์" เพื่อแสดงที่ศาลาเฉลิมกรุง
ใกล้ถึงกำหนดออกโรงในอีกไม่กี่วัน ในบรรดาทีมงานมีผู้ทำหน้าที่เล่นดนตรีให้พวกนาฏศิลป์ซ้อมและต่อเพลงให้นักร้อง
คือนักเปียโนหนุ่มชื่อสง่า
เย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกซ้อมดนตรี สง่าออกไปกินอาหารกับนักประพันธ์รุ่นพี่ชื่อเรืออากาศโททองอิน
บุณยเสนา ผู้มีฝีมือในการแต่งเพลง ใช้นามปากกาว่า "เวทางค์"
ทั้งสองปรารภกันถึงเพลงเอกในเรื่องซึ่งยังไม่ลงตัว เพราะทำนองที่มีผู้แต่งส่งมาให้ยังไม่เป็นที่ถูกใจของเจ้าของเรื่องและผู้กำกับการแสดง
ซึ่งต้องการเพลงทำนองไทยเดิมที่เย็นและหวานเศร้า "เวทางค์" จึงบอกว่า
เพลงไทยที่หวานเศร้าถูกใจมี ๒ เพลงคือ "เขมรไทรโยค" และ "ลาวครวญ"
แล้วก็ร้องสลับกันให้ฟัง จนกินเสร็จต่างคนต่างก็แยกกันไป สง่าก็กลับมาที่ศาลาเฉลิมกรุง
แล้วเลยนอนหลับอยู่ที่นั่น
คืนนั้นนักเปียโนหนุ่มฝันเห็นคน
๔ คน เป็นผู้หญิงหนึ่งและผู้ชายอีกสาม ผู้ชายคนแรกได้เล่นเปียโนเพลง
"เขมรไทรโยค"ให้อีกสามคนฟัง พอเล่นจบ ผู้หญิงก็เล่นเปียโนเพลง
"ลาวครวญ" บ้าง ต่อจากนั้นชายคนที่สองก็ลงมือเล่นเปียโนด้วยการเอาเพลงทั้งสองมาผสมผสานกัน
จนเกิดเป็นเพลงใหม่ที่ไพเราะอย่างยิ่ง ส่วนชายคนที่สามยืนฟังเสียงเพลงด้วยความพอใจ
วันรุ่งขึ้นในตอนบ่าย สง่าก็ลองเล่นเปียโนเพลงที่ได้ยินจากความฝันดู
ปรากฏว่าเป็นที่พออกพอใจของผู้ใหญ่ในคณะละคร จึงมีการแต่งเนื้อร้องประกอบ
และให้พระเอกละครคือสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ร้องทันที ใช้เวลาไม่ถึง
๒๐ นาทีก็แต่งเสร็จ
เพลงนั้นคือเพลง "น้ำตาแสงไต้"
ที่ยั่งยืนมาจนทุกวันนี้
| นวลเจ้าพี่เอย |
คำน้องเอ่ยล้ำคร่ำครวญ |
| ถ้อยคำเหมือนจะชวน |
ใจพี่หวนครวญคร่ำอาลัย |
| น้ำตาอาบแก้ม |
เพียงแซมเพชรไสว |
| แวววับจับหัวใจ |
เคล้าแสงไต้ งามจับตา |
| นวลแสงเพชร |
เกล็ดแก้วอันล้ำค่า |
| ยามเมื่อแสงไฟส่องมา |
แวววาวชวนชื่นชม |
| น้ำตาแสงไต้ |
ดื่มใจพี่ร้าวระบม |
| ไม่อยากพรากขวัญภิรมย์ |
จำใจข่มใจไปจากนวล |
| นวลเจ้าพี่เอย................ |
.นวลเจ้าพี่เอย |
นักเปียโนหนุ่มเจ้าของผลงานจากความฝันคือสง่า
อารัมภีร ภายหลังได้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง(เพลงไทยสากล)เมื่อ
พ.ศ. ๒๕๓๑ แรงบันดาลใจเรื่องนี้ท่านได้ถ่ายทอดให้บูรพา อารัมภีร์
ผู้เป็นบุตรชายได้รับฟัง จนกลายมาเป็นตำนานในหนังสือชื่อ " เบื้องหลังเพลงรัก
สง่า อารัมภีร" ปัจจุบันแม้ศิลปินแห่งชาติท่านนี้ล่วงลับไปแล้ว
แต่ "น้ำตาแสงไต้" ยังเป็นที่นิยมในความงามทั้งท่วงทำนองและถ้อยคำอยู่ไม่เสื่อมคลาย
แรงบันดาลใจอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับศิลปินไทยเพียงเท่านั้น
แม้ในประเทศตะวันตกก็เคยเกิดมาเช่นกัน ใครชอบเพลงคลาสสิคคงเคยได้ยินชื่อฟรานซ์
ลิสซท์ คีตศิลปินชาวฮังกาเรียนผู้เป็นนักเปียโนระดับปรมาจารย์ในยุคปลายศตวรรษที่
๑๙ เขาได้แต่งเพลงชั้นเยี่ยมเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเปียโนไว้หลายเพลง
เช่น Sonata in B minor, Hungarian Rhapsodies และ Piano Concertos
#1 ในจำนวนนี้มีเพลงวอลทซ์ที่ไพเราะมากอยู่เพลงหนึ่ง มีชื่อแปลกว่า
" วอลทซ์ปีศาจ" มีประวัติว่าลิสซท์เข้านอนแล้วฝันไปว่ามีปีศาจมาปรากฏตัวแล้วเล่นดนตรีให้เขาฟัง
เป็นเพลงที่เขายังจดจำทำนองได้แม่นยำแม้จะตื่นนอนขึ้นมาแล้ว
จึงนำมาเรียบเรียงเสียงประสานเป็นเพลง แล้วตั้งชื่อว่า Mephisto
Waltz เพราะ Mephisto ก็คือปีศาจชื่อ Mephistopheles ซึ่งตามตำนานเรื่อง
Faust ของเยอรมัน เป็นปีศาจมือขวาของพญามารที่มาเจรจาซื้อขายวิญญาณกับมนุษย์
ด้วยการตกลงมอบทุกสิ่งที่ปรารถนาให้มนุษย์ผู้นั้น มีข้อแม้ว่าวิญญาณหลังจากเขาสิ้นชีวิตต้องตกเป็นทาสของพญามารชั่วกาลนาน
เราจะอธิบายถึงแรงบันดาลใจอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ได้อย่างไร
เป็นไปได้ว่าจิตใต้สำนึกของศิลปินเหล่านี้ยังทำงานอยู่ไม่หยุดยั้งแม้ว่าร่างกายอยู่ในภาวะหลับสนิทไม่รู้สึกตัว
หรือจะเป็นไปได้ว่าสำหรับบุคคลผู้เกิดมาเป็นศิลปิน สวรรค์ได้ให้"
พร" มาเป็นแรงบันดาลใจ โดยส่งมอบในรูปแบบที่คนธรรมดาทั่วไปไม่ได้รับ
หรืออาจจะเป็นคำตอบที่อยู่นอกเหนือไปจากนี้ เกินกว่าสติปัญญาและความเข้าใจของเราจะเอื้อมไปถึง
เหมือนเชกสเปียร์เคยสร้างให้แฮมเล็ตพูดกับโฮราชิโอว่า
"There are more things in heaven
and earth, Horatio, than are dreamt of in your philosophy."
" มีสรรพสิ่งนอกเหนือกว่านี้ ทั้งบนสวรรค์และพื้นพิภพ โฮราชิโอ
ที่ปรัชญาของท่านไม่อาจจะหยั่งถึงได้"
|