|
นอกจากอนุสาวรีย์วีรบุรุษบางระจันที่เรารู้จักกันดี
ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ลองแวะไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ของพระยาไชยบูรณ์
(ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ดูบ้างนะคะ ท่านเป็นวีรบุรุษและเป็นขุนนางไทยใจเด็ดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
เรื่องราวของท่านมีสีสันไม่แพ้วีรกรรมเรื่องใดๆ
พระยาไชยบูรณ์เป็นข้าหลวงคนแรกของจังหวัดแพร่ กระทรวงมหาดไทยส่งตัวไปเป็นเจ้าเมืองในสมัยรัชกาลที่
๕ เพื่อปกครองตามระเบียบการปกครองแผนใหม่ แทนที่จะให้เป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนครอย่างแต่ดั้งเดิม
พระยาไชยบูรณ์รับราชการอยู่ที่แพร่มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นที่เมืองเชียงตุง
ซึ่งอยู่ในถิ่นของพวกไทยใหญ่ ซึ่งไทยเรียกว่า "เงี้ยว" หรือ
"ต้องสู้" หรือ "ต่องสู" สาเหตุมาจากเงี้ยวชื่อ พกาหม่อง
ล่อลวงเงินจากเจ้าหญิงแว่นทิพย์แห่งราชวงศ์เชียงตุงไปเป็นเงินไทยประมาณ
๔๐๐๐ บาท ทางเมืองก็ออกคำสั่งจับ พกาหม่องจึงหลบหนีเข้าเขตสยามมาอาศัยอยู่ที่เมืองแพร่
เมื่อมาอยู่ที่นี่ พกาหม่องนอกจากไม่ทิ้งนิสัยเดิม
ยังคิดกำเริบจะปล้นเงินภาษีอาการที่เก็บไว้บนศาลากลาง พอได้จังหวะเหมาะในเช้ามืดวันที่
๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ก็นำลูกสมุนเข้าจู่โจมสถานีตำรวจแบบสายฟ้าแลบ
ตำรวจไม่ทันรู้ตัวก็พ่ายแพ้ถูกยึดสถานที่และอาวุธไปหมด ต่อจากนั้นก็ปล้นเมืองเอาดื้อๆ
ยึดที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อตัดการสื่อสารกับกรุงเทพฯและเมืองใกล้เคียง
ยึดคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ยึดบ้านพระยาไชยบูรณ์ข้าหลวงไทย ปล่อยนักโทษออกมาก่อจลาจลอลหม่านกันทั้งเมือง
แล้วในที่สุดก็ยึดศาลากลาง ปล้นเงินไปได้ประมาณห้าหมื่นบาทซึ่งนับว่ามหาศาลในยุคนั้น
พระยาไชยบูรณ์ถูกจู่โจมไม่ทันรู้ตัวก็ตัดสินใจต่อสู้และตีฝ่าวงล้อมพวกเงี้ยว
พาครอบครัวไปซุ่มซ่อนตัวอยู่นอกเมือง พกาหม่องยึดเมืองได้ก็ประกาศให้สินบนนำจับพระยาไชยบูรณ์
มีคนอยากได้สินบนจึงนำทางไปยังที่ที่พระยาไชยบูรณ์ซ่อนตัวอยู่
เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างฝ่ายเงี้ยวและไทย แต่ไทยกำลังน้อยกว่าก็พ่ายแพ้
พระยาไชยบูรณ์ถูกจับเป็นเชลย แต่คุณหญิงหนีไปได้
คุณหญิงไชยบูรณ์เป็นคนใจเด็ดเอาการ หลบหนีได้ก็เดินเท้าบุกป่าฝ่าดง
เล็ดลอดสายตาพวกเงี้ยวไปได้จนถึงเมืองอุตรดิตถ์เพื่อขอความช่วยเหลือ
ในที่สุดทางอุตรดิตถ์ก็โทรเลขแจ้งเหตุร้ายให้กรุงเทพทราบเรื่องได้สำเร็จ
พกาหม่องนำพระยาไชยบูรณ์เดินทางกลับเมืองแพร่ ระหว่างทางก็สั่งว่าเมื่อกลับไปถึง
ให้ประชุมข้าราชการและชาวเมืองเพื่อทำพิธียกเมืองให้พกาหม่องครอบครอง
แต่พระยาไชยบูรณ์ยืนกรานไม่ยอมทำตามให้เสียเกียรติยศและหน้าที่
ในฐานะข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ แม้จะถูกทรมานด้วยการแล่เนื้อออกทีละชิ้นจนเลือดท่วมกายก็ยังไม่ยอมอยู่นั่นเอง
ในวาระสุดท้ายเมื่อพกาหม่องยื่นคำขาดว่าให้เลือกเอาระหว่างทำตามเพื่อจะรอดตาย
หรือไม่ก็ต้องตาย ท่านก็ยืนยันคำเดิมว่าจะขอรักษาหน้าที่ข้าหลวงซึ่งเป็นผู้แทนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งกว่าชีวิต
พกาหม่องบันดาลโทสะก็สั่งลูกน้องฟันคอพระยาไชยบูรณ์ขาดก่อนเข้าเมือง
เมื่อเข้าเมือง พกาหม่องก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง แล้วเริ่มแผ่ขยายอำนาจด้วยการสั่งลูกน้อง
ชื่อสลาโปชัยคุมทัพกำลังไปดักทัพไทยที่จะยกมาทำศึก ณ ช่องแคบเขาพลึง
ระหว่างเขตเมืองแพร่และอุตรดิตถ์ ส่วนตัวพกาหม่องเองคุมทัพยกไปตีลำปาง
เหตุการณ์ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พกาหม่องคิด เพราะทางลำปางต่อสู้อย่างดุเดือดจนยึดเมืองไม่ได้
ส่วนทัพทางกรุงเทพ ในตอนนั้นไทยมีบุคคลสำคัญที่มีฝีมือ คือจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(เจิม
แสงชูโต)เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปปราบจลาจล ก็ประสบชัยชนะอย่างงดงามที่ช่องแคบเขาพลึง
ตีทัพเงี้ยวแตกไปได้ และเข้าเมืองแพร่ยึดเมืองคืนมาได้ ส่วนทางลำปางก็เอาชนะพวกเงี้ยวได้สำเร็จ
พกาหม่องถูกยิงตายในที่รบ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯเลื่อนบรรดาศักดิ์พระยาไชยบูรณ์เป็น
พระยาราชฤทธานนท์พหลพลภักดี
ส่วนคุณหญิงเยื้อน ก็ได้รับพระราชทานบำนาญตลอดชีวิต สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ตรงที่ท่านถูกตัดศีรษะ
เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความกล้าหาญ และความรักเกียรติยศหน้าที่ยิ่งชีวิต
Henry Wordsworth Longfellow กวีชาวอเมริกัน แต่งโคลงไว้บทหนึ่งว่า
|
Lives of great
men all remind us
|
|
We can make
our lives sublime.
|
|
And departing
leave behind us
|
|
Footprints
on the sand of time.
|
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาแปลเป็นโคงมหาวิชชุมาลีว่า
|
ประวัติวีรบุรุษไซร้
|
เตือนใจ เรานา |
| ว่าอาจจะยังชนม์ |
เลิศได้ |
| และยามจะบรรลัย |
ทิ้งซึ่ง |
| รอยบาทเหยียบแน่นไว้ |
แทบพื้นทรายสมัย |
|