|
ปัจจุบันต่างจากอดีตตรงที่มีเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูงมากกว่าเมื่อก่อน
ทำให้ลักษณะบ้านเมืองเปลี่ยน ความเป็นอยู่เปลี่ยน แม้แต่ลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ก็เปลี่ยน
เช่นสูงขึ้นแข็งแรงอายุยืนขึ้น ความรอบรู้ทางวิทยาการต่างๆมีมากขึ้น
แต่อย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยน คือพฤติกรรมมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหา
โง่และฉลาด ดีและชั่วไม่ต่างจากอดีต
กวีบางคนเล็งเห็นความจริงข้อนี้มานับร้อยปีแล้ว จึงนำข้อสังเกตเกี่ยวกับมนุษย์มาร้อยกรองเข้าเป็นบทกวี
สั่งสอนเตือนใจเพื่อให้เข้าใจผู้อื่น และตัวเองมากขึ้นไปด้วยพร้อมๆกัน
หนึ่งในจำนวนผลงานเหล่านี้ ไม่มีเรื่องใดจะสรรค์ขึ้นด้วยถ้อยคำคมคายเจือปนด้วยการเสียดสีอย่างแนบเนียน
เกินหน้าไปกว่างานเล็กๆชิ้นหนึ่ง ชื่อ "เพลงยาวอิศริญาณ"
เรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือสอนศีลธรรมให้ทำดีหนีชั่ว แต่เป็นข้อคิดในการอยู่ร่วมกันในสังคม
หลายข้อก็ยังเป็นเรื่องไม่ล้าสมัย ตราบใดธรรมชาติของมนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ตามประวัติกล่าวไว้เพียงสั้นๆว่าผู้แต่งชื่อหม่อมเจ้าอิศริญาณ
เป็นโอรสพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ อยู่ในเพศบรรพชิต
ผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศในสมัยรัชกาลที่ ๔ ชาวบ้านว่าพระจริตท่านไม่ค่อยปกตินัก
เดาว่าถ้าเป็นสมัยนี้คงจะเห็นว่าท่านเพี้ยนๆไม่ใช่เสียสติ
ครั้งหนึ่งทรงทำอะไรวิปริตไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสประภาษว่า
"บ้า" คนอื่นๆก็พลอยเห็นตามนั้นไปด้วย หม่อมเจ้าอิศริญาณน้อยพระทัยจึงทรงแต่งเรื่องนี้ขึ้นเป็นภาษิต
ในตอนหนึ่งมีทำนองเปรียบเปรยกระทบเรื่องนี้ว่า
| เจ้าว่างามก็ต้องงามไปตามเจ้า |
ก็ใครเล่าจะไม่งามตามเสด็จ |
การคล้อยตามคนใหญ่คนโต ไม่ว่านายจะทำอะไรลูกน้องก็เห็นดีเห็นงามตามไปหมด
เป็นเรื่องที่เห็นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าประเทศไหนหรือระบอบการปกครองแบบไหน
ถ้าใครกำลังทะเลาะอยู่กับใคร ลองอ่านตอนนี้ดูบ้างอาจจะใจเย็นลงได้
เป็นบทที่ว่าด้วยการรักษาน้ำใจกันในฐานะเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน
| ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสารโบราณว่า |
น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาศัย |
| เราก็จิตคิดดูเล่าเขาก็ใจ |
รักกันไว้ดีกว่าชังระวังการ |
บทนี้ว่าด้วยการรู้เท่าทันตัวเองและรู้ทันผู้อื่น จะใช้ใครทำงานก็ต้องขอไหว้วานอย่างสุภาพเขาจึงจะยินดีร่วมมือด้วย
| เกิดเป็นคนเชิงดูให้รู้เท่า |
ใจของเราไม่สอนใจใครจะสอน |
| อยากใช้เขาเราต้องก้มประณมกร |
ใครเลยห่อนจะว่าตัวเป็นวัวมอ |
บางบทก็สอนให้หนักแน่นอย่าหูเบา
| อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก |
ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว |
| จงฟังหูไว้หูคอยดูไป |
เชื่อน้ำใจดีกว่าอย่าเชื่อยุ |
หม่อมเจ้าอิศริญาณคงเคยเห็นคนชอบคุยอวดภูมิรู้มามากแล้ว จึงปรามเอาไว้ในเชิงว่า
อย่าโอ้อวดข่มคนอื่น
เพราะจะไม่มีใครชอบ
| ถ้ารู้จริงนิ่งไว้อย่าไขรู้ |
เต็มที่ครู่เดียวเท่านั้นเขาสรรเสริญ |
| ไม่ควรก้ำเกินหน้าก็อย่าเกิน |
อย่าเพลิดเพลินคนชังนักคนรักน้อย |
แต่ถ้าหากเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งคิดจะลองดีใครให้ถึงที่สุด
เพราะเชื่อมือว่าเอาชนะได้ หม่อมเจ้าอิศริญาณทรงเรียกว่าล้องูเห่าเล่น
ก็สอนวิธีเอาไว้ว่า
| ล้องูเห่าเล่นก็ได้ใจกล้ากล้า |
แต่ว่าอย่ายักเยื้องเข้าเบื้องหาง |
| ต้องว่องไวในทำนองคล่องท่าทาง |
ตบหัวผางเดียวม้วนจึงควรล้อ |
คือต้องรู้จุดอ่อนของคนเก่งที่เราไปลองดีเขา ว่าจะปราบให้ลงได้ด้วยวิธีใด
ถ้าไม่รู้แต่ไปลองดี อาจจะถูกตีกลับมาตายได้ง่ายๆเหมือนกัน และก็ทรงเหน็บแนมมนุษย์ด้วยกันไว้ว่า
| ผีมันหลอกช่างผีตามทีมัน |
คนเหมือนกันหลอกกันเองกลัวเกรงนัก |
ดูจากสำนวนภาษาและสติปัญญาของหม่อมเจ้าอิศริญาณที่แฝงมากับถ้อยคำ
ท่านเป็นคนฉลาดที่ค่อนข้างจะมองโลกในแง่ร้าย แต่ก็ไม่ได้มองด้วยความชิงชังรังเกียจ
ทรงสอนรู้เท่าทันความเขลาและความบกพร่องของมนุษย์ เพื่อจะได้ฝ่าฟันอุปสรรคให้ลุล่วงไปได้
แต่ในเวลาเดียวกันก็ให้เราเรียนรู้ที่จะประนีประนอมอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นอย่างไม่เดือดร้อนจนเกินไป
| เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด |
ไปพูดขัดเขาทำไมขัดใจเขา |
| ใครทำตึงแล้วก็หย่อนผ่อนลงเอา |
นักเลงเก่าเขาไม่หาญราญนักเลง |
และที่ดีที่สุดคือท่านเตือนให้เราไม่ลืมที่จะย้อนกลับมาทบทวนพิจารณาตัวเองด้วยความรอบคอบ
ไม่ใช่แต่จะคอยเพ่งมองแต่ความดีหรือไม่ดีของคนอื่นฝ่ายเดียว
| อย่าดูถูกบุญกรรมว่าทำน้อย |
น้ำตาลย้อยมากเมื่อไรได้หนักหนา |
| อย่านอนเปล่าเอากระจกยกออกมา |
ส่องดูหน้าเสียทีหนึ่งแล้วจึงนอน |
|