|
เคยเล่าถึง เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ เอาไว้ย่อๆในเรื่อง
"นางร้องไห้" ในเรื่องนี้จะขยายรายละเอียดมาสู่กันฟังค่ะ
ม.ร.ว.สดับเป็นบุตรีหม่อมเจ้าเพิ่ม ในพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี
พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ เมื่อเยาว์วัยท่านเข้ามาอยู่ในตำหนักสมเด็จพระวิมาดาฯ
พระอัครชายาเธอในรัชกาลที่ ๕ ทั้งในฐานะข้าหลวงและในฐานะหลานของสมเด็จพระวิมาดาฯ
นอกจากเป็นหญิงสาวสวย ม.ร.ว. สดับยังมีน้ำเสียงไพเราะ เรียกว่า
"แก้วเสียงเป็นเอก" ในการขับร้อง เมื่อได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าจอม
ก็ปรากฏว่าเป็นที่โปรดปรานยิ่ง เมื่อครั้งจะเสด็จประพาสยุโรปถึงกับมีพระราชดำริให้เจ้าจอมสดับตามเสด็จไปด้วย
ในฐานะผู้ติดตามพระเจ้าลูกเธอสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี
ถึงกับทรงสอนภาษาอังกฤษพระราชทานให้ทุกค่ำก่อนเสวยพระกระยาหาร
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็สะดุดเข้ากับอุปสรรคจนได้ มีเสียงคัดค้านไม่เห็นสมควร
ในเมื่อผู้คัดค้านเป็นคนสำคัญ ในที่สุดกรมขุนอู่ทองฯจึงมิได้ตามเสด็จ
และเจ้าจอมสดับก็มิได้เดินทางไปอย่างที่คาดหวังไว้ ทำให้ท่านเศร้าโศกเสียใจมาก
แต่พระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงเพิกเฉย เมื่อเสด็จออกนอกอ่าวไทยจนไปถึงในหลายๆประเทศ
ก็ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนด้วยลายพระหัตถ์ รำพึงถึงความในพระราชหฤทัยมาถึงเจ้าจอมสดับเป็นประจำทุกสัปดาห์จนกระทั่งเสด็จกลับ
และโปรดเกล้าฯให้คิดทำนองเพลงประกอบสำหรับขับร้องถวายอีกด้วย
ในจำนวนกลอนพระราชนิพนธ์ มีบทหนึ่งที่ต่อมาวงดนตรีสุนทราภรณ์
นำไปดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากลในชั้นหลัง
|
คืนนั้นฉันฝันไปว่าชมสวน
|
หอมลำดวนดอกแย้มแซมไสว |
| เขาโน้มกิ่งชิงเก็บกำเริบใจ
|
มีงูใหญ่เลื้อยกระหวัดรัดข้อมือ |
| ฉันดิ้นร้องก้องหูจนรู้สึก |
วานช่วยนึกทำนายร้ายอยู่หรือ |
| ไม่ร้ายลองต้องวุ่นดอกบุญลือ |
ฝันนี้คือจะได้คู่สู่สมเอย |
เหตุการณ์ซึ่งเป็นที่จดจำกันต่อมาระหว่างพระเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมสดับ
ก็คืองานวันเฉลิมพระที่นั่ง ทรงโปรดเกล้าฯให้มีละครเรื่อง "เงาะป่า"
เจ้าจอมสดับมีหน้าที่นั่งร้องประจำโรงจนละครเลิกก็ได้ตามเสด็จขึ้นไปบนพระที่นั่ง
ท่านได้รับพระราชทานของมีค่าอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันต่อมา
สิ่งนั้นคือกำไลทองเนื้อเก้าหรือเนื้อนพคุณ เป็นทองบริสุทธิ์
เนื้ออ่อนสามารถบิดได้ด้วยมือ ทรงสวมให้ที่ข้อมือเจ้าจอมสดับและบีบให้ชิดกันด้วยพระหัตถ์เอง
รุ่งขึ้นจึงรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์ พาช่างทองเยอรมันชื่อนายแกรเลิตนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย
กำไลทองแท้นั้นรูปร่างเป็นตะปูโบราณสองตัวกอดไขว้กันอยู่ ถ้ามองตรงๆเป็นอักษร
S (มาจากชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) หากพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยมองอีกด้านหนึ่งจะกลับเป็นอักษร
C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องประดับสูงค่าของรัตนโกสินทร์
ไม่ใช่ราคาหรือการออกแบบ แต่เป็นตัวอักษรพระราชนิพนธ์จารึกไว้ที่ด้านบนของกำไล
เป็นกลอนมีเนื้อความว่า
|
กำไลมาศชาตินพคุณแท้
|
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี |
| เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที |
จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย |
| ตาปูทองสองดอกตอกสลัก |
ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย |
| แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย |
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย |
ด้วยความเป็นที่โปรดปราน ได้รับพระราชทานเครื่องเพชรทองและของมีค่าต่างๆจำนวนมาก
เจ้าจอมสดับก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจจากอาการอิจฉาริษยาของเจ้าจอมอื่นๆ
ทำให้ท่านคับแค้นใจจนถึงกับพยายามทำลายชีวิตด้วยการดื่มน้ำยาล้างรูป
แต่ว่าแพทย์ประจำพระองค์ช่วยชีวิตไว้ทัน แต่เรื่องนี้ก็มิได้ทำให้ทรงลดถอยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อเจ้าจอมสดับแต่อย่างใด
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าจอมสดับมีอายุเพียง
๒๐-๒๑ ปี ยังเป็นสาวสวยสดงดงาม ซ้ำยังร่ำรวย ได้รับพระราชทานเครื่องเพชรมูลค่ามหาศาลจากยุโรปเป็นทุนไว้เลี้ยงชีพต่อไป
ก็เป็นเหตุให้เกิดการนินทาว่าร้ายอีกตามเคยว่า ท่านคงจะเริ่มชีวิตคู่กับชายอื่นในอีกไม่นาน
ประกอบกับครั้งหนึ่ง มีพระยาข้าราชบริพารหนุ่มในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ไปเยี่ยมเยียนด้วยกิจธุระธรรมดา ทำให้ข่าวเล่าลือนี้หนาหูมากขึ้น
เจ้าจอมสดับได้รับความเดือดร้อนจากข่าวนี้มาก ก็เลยตัดสินใจนำเครื่องเพชรที่เป็น
'มรดก' ขึ้นถวายสมเด็จพระพันปีเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพื่อจะได้ไม่ระคายเคืองถึงเบื้องพระยุคลบาทว่าท่านอาจจะนำทรัพย์สินพระราชทานตกไปเป็นของชายอื่น
เครื่องเพชรชุดนี้สมเด็จพระพันปีโปรดเกล้าฯให้จำหน่ายไปเพื่อนำเงินมาเป็นทุนสมทบสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ส่วนเจ้าจอมสดับก็ครองตัวอยู่ตามลำพัง รักษาชื่อเสียงไม่ให้ด่างพร้อยใดๆ
อาศัยพระบารมีสมเด็จพระวิมาดาเธอฯอย่างเดิมจนพระวิมาดาฯสิ้นพระชนม์
เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับมีอายุยาวนานจนชรา สละทางโลกเข้าบวชชี ติดขัดอยู่เรื่องเดียวคือกำไลทองพระราชทานซึ่งท่านไม่เคยถอดออกจากข้อมือเลย
บัดนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะที่จะสวมเครื่องประดับเมื่อบวช เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา
พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระองค์หญิงก็รับสั่งตัดสินให้ว่า
" ไม่น่าจะถือเป็นเครื่องประดับ เพราะเป็นของเก่าได้รับพระราชทาน
อันเป็นนิมิตที่ดียิ่ง ถ้าจะนับว่าเป็นตะกรุดก็ไม่ต่างกัน"
เจ้าจอมสดับจึง"สวมใส่ไว้ติดกาย" ดังคำกลอนพระราชทาน จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุยืนยาวถึง
๙๓ ปี ทายาทได้ถวายคืนสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เก็บรักษาไว้ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ จนทุกวันนี้
|