|
คุยกับคุณผู้อ่านเรื่องขนมไทยในกระทู้ นึกได้ว่ามีขนมไทยหลายอย่างไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักกันแล้ว
บางอย่างก็ถูกลืมเลือนไปเลยทีเดียว ก็เลยขอเก็บมาเล่าสู่กันฟังในเรื่องนี้ค่ะ
สองอย่างที่จะกล่าวถึงในนี้คือ ขนมค้างคาว กับ ขนมจีบ
'ขนมค้างคาว' เป็นขนมรสคาวไม่ใช่ขนมหวาน ทำด้วยแป้งมีไส้ข้างใน
ตัวไส้คือกุ้งและมะพร้าวปรุงรสด้วยเกลือพริกไทยแล้วผัดเข้าด้วยกัน
พอสุกก็ปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมหุ้มด้วยแป้งดูรูปร่างคล้ายๆค้างคาวกางปีก
จึงเรียกว่าขนมค้างคาว
ขนมค้างคาวที่อร่อยขึ้นชื่อจนกระทั่งชาววังเรียกขานกันว่า '
ขนมค้างคาวเจ้าครอกทองอยู่' คู่มากับ' ขนมไส้หมูเจ้าครอกวัดโพ
' เป็นขนมโด่งดังพอๆกันในสมัยรัชกาลที่ ๑
เจ้าตำรับขนมค้างคาวคือพระชายาเอกในกรมพระราชวังหลัง พระนามของท่านเรียกกันว่า
เจ้าครอกทองอยู่ (คำว่า ' เจ้าครอก ' เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการ
ใช้เรียกเจ้านายสตรีผู้ใหญ่ซึ่งผู้คนนับถือ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์)
พระประวัติทราบเพียงสั้นๆตามที่ ส.พลายน้อยเล่าไว้ในหนังสือ
กระยานิยาย ว่าเดิมเป็นนางข้าหลวงของเจ้าฟ้าหญิงจันทวดี
พระราชธิดาพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งทรงหนีรอดจากการเสียกรุงศรีอยุธยามาอยู่ที่กรุงธนบุรี
ท่านทองอยู่ต่อมาได้สมรสกับพระยาสุริยอภัย หลานชายเจ้าพระยาจักรี
ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อพระยาสุริยอภัยเลื่อนขึ้นเป็นกรมพระราชวังหลัง
ผู้คนก็พากันเรียกพระชายาว่า ' เจ้าครอกทองอยู่ ' หรือ ' เจ้าครอกวังหลัง
' ในเมื่อท่านเคยเป็นกุลสตรีในสมัยอยุธยามาก่อน ตลอดชีวิตท่านก็แต่งองค์อย่างหญิงผู้ดีอยุธยา
คือไว้ผมยาวประบ่า นุ่งผ้าจีบ ไม่ตัดผมสั้นและนุ่งโจงกระเบนอย่างสตรีอื่นๆ
ที่ต้องเปลี่ยนการแต่งกายให้ทะมัดทะแมงคล้ายผู้ชายในยามศึกสงครามตั้งแต่ตอนเสียกรุงครั้งที่สอง
เจ้าครอกทองอยู่ศรัทธาในศาสนา และมีเมตตาต่อบริวารด้วยดี
ในจำนวนนั้นคือสุนทรภู่และบุตรชาย ชื่อนายพัดกับนายตาบ ถึงกับเขียนรำพันอาลัยไว้ใน
นิราศวัดเจ้าฟ้า รำลึกถึงเมื่อครั้งเจ้าครอกทองอยู่สิ้นพระชนม์
|
ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุ
|
แทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร |
| ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดร |
พระด่วนจรสู่สวรรคครรลัย |
| ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาท |
โอ้อนาถนึกน่าน้ำตาไหล |
| เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไป |
เหลืออาลัยแล้วที่มีพระคุณ |
| ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาท |
ไม่ตัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน |
| ทางศรัทธากล้าหาญในการบุญ |
โอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม |
| แม้ตกยากพรากพลัดไปขัดข้อง |
พัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม |
| นี่จนใจไปป่าช้าพนาราม |
สุดจะตามเสด็จได้ดังใจจง |
ส่วนเจ้านายสตรีเจ้าตำรับขนมไส้หมู ชาวบ้านเรียกว่าเจ้าครอกวัดโพ
มีพระนามเต็มว่ากรมหลวงนรินทรเทวี เป็นพระน้องนางหรือขนิษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
ทรงมีวังอยู่ใกล้วัดพระเชตุพน ชาวบ้านจึงขนานนามกันอย่างนี้
ทรงขึ้นชื่อด้านทำขนมไส้หมู คือขนมจีบแบบไทย
ขนมจีบไทยเป็นคนละอย่างกับขนมจีบซาละเปาที่เรากินกันในภัตตาคาร
วิธีปั้นขนมจีบ น่าดูมาก คือใช้ก้อนแป้งสดแล้วนำมาวางลงบนฝ่ามือ
ใช้นิ้วโป้งอีกมือหนึ่งคลึงจนกระทั่งแผ่ออกเป็นแผ่นกลมบาง แล้วหมุนทั้งฝ่ามือและนิ้วที่คลึงแป้งต่อไปเร็วๆ
แป้งจะห่อตัวขึ้นเป็นรูปหม้อปากแคบสูงก้นบาน ใครเคยเห็นวิธีปั้นหม้อดินเผาคงนึกออกนะคะ
ส่วนไส้ก็ใช้หมูบดละเอียดผัดให้สุก พอปั้นเป็นรูปหม้อใส่ไส้แล้วจับจีบตรงปากหม้อ
จีบให้เป็นกลีบสวยได้ระเบียบแล้วพับเป็นริ้วลงมาตามตัวขนมมองดูคล้ายห่อผ้าพลีต
นำไปนึ่งจนสุก ขนมไส้หมูของเจ้าครอกวัดโพ กล่าวกันว่าปั้นประณีตมากจนแป้งบางเฉียบมองเห็นไส้ข้างในแต่ก็ไม่แตกปริหรือขาด
นำขึ้นถวายเป็นของเสวย จัดอยู่ในประเภทของหวานทั้งที่มีรสคาว
ในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานในรัชกาลที่ ๒ บรรยายไว้ว่า
| ขนมจีบเจ้าจีบห่อ |
งามสมส่อประพิมประพาย |
| นึกน้องนุ่งจีบถวาย |
ชายพกจีบกลีบแนบเนียน |
ขนมจีบเป็นหนึ่งในงานโชว์ฝีมือ ๔ อย่างของกุลสตรีไทยถือว่าทำยากนักยากหนาจะให้ออกมาสวย
ใครทำได้ถือว่าได้มีวิชาดี โดยมากก็จะเป็นชาววังหรือลูกสาวชาววังถึงจะทำได้
อีก ๓ อย่างคือจีบพลูยาว(เอาไว้กินกับหมาก ต้องจีบหางให้ยาวและสวย)
ปอกมะปรางริ้ว (ทำยากมากเพราะมะปรางเป็นผลไม้ผิวบางที่สุดชนิดหนึ่ง)
ปอกเปลือกเสร็จแล้วใช้มีดทองเหลืองคมบางเซาะเป็นริ้วลวดลายบนผิวมะปรางไม่ให้ช้ำหรือลายขาด
ต้องเบามือมาก และท้ายสุดคือละเลงขนมเบื้องไทย ต้องละเลงให้แผ่นบางเกือบเท่ากระดาษ
กรอบกำลังดีแต่ไม่ให้ไหม้ติดกระทะ แต่ละอย่างต้องทำด้วยความประณีต
ฝึกฝนกันอย่างอดทน สาวยุคมิลเลนเนียมถ้าต้องสอบวิชาทั้ง ๔
อย่างตอนม. ๖ คงสอบตกกันหมด
|