CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

กระดานเสวนาเรือนไทย หน้าต่างโลก ศิลปะวัฒนธรรม เรือนไทย Main ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่งกลอน นิยายและเรื่องสั้น

 

ยุคไม่ขำ..วัธนธัมไทย

เทาชมพู pinkandgrey@doramail.com

ออกจากบ้านไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก ...ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยต้องมาขายก๋วยเตี๋ยวกัน เพราะเป็นนโยบายระดับชาติ ...ผู้ชายผู้หญิงต้องเปลี่ยนชื่อให้สมกับเพศของตน  ชื่อพ่อแม่ตั้งมาใช้ไม่ได้ ...คนไทยถูกห้ามกินหมาก ...ควรเลี้ยงไก่ ปลูกผักในบ้าน ...พูดกันให้ใช้คำว่า "ฉัน" "ท่าน" และลงท้ายว่า "จ้ะ" ไม่ใช่ "คุณ" "ผม" "ฉัน" หรือ "ครับ" และ "ค่ะ"

เคยอ่านพบเรื่องนี้แล้วขำกลิ้ง   มารู้ทีหลังว่าคนสมัยนั้นนอกจากไม่ขำยังถือเป็นเรื่องซีเรียส  เพราะเป็นยุครัฐนิยม หรือยุค "วัธนธัม" เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒  สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี  ประชาชนต้องปฏิบัติตามนโยบายของท่านผู้นำอย่างเคร่งครัด

จอมพล ป. ประสงค์จะปลูกฝังความรักชาติและให้คนไทยสมานสามัคคี มองเห็นความสำคัญของชาติไทย ตลอดจนทำให้ประเทศมีความเจริญเช่นเดียวกับประเทศอารยะทั้งหลายทางตะวันตก   จึงออกประกาศมา ๑๒ ฉบับ  เนื้อความเป็นยังไงขอไม่เอามาลงเพราะยาวมาก  แต่ในจำนวนนี้มีหลายเรื่องที่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของคนไทย   เพราะมันเข้ามากำกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันกันเลยทีเดียว

เรื่องแรกคือเริ่มต้นด้วยการชักชวนให้ชายหญิงแต่งกายให้ดีมีระเบียบแบบสากล  ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนมานุ่งผ้านุ่งหรือกระโปรง  ผู้ชายนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง  ทุกคนควรสวมรองเท้าและไม่กินหมากเพื่อจะได้ไม่บ้วนน้ำหมากเลอะเทอะ   ออกจากบ้านต้องสวมหมวก    แต่เมื่อไม่ได้ผลเพราะประชาชนไทยไม่ชิน  รัฐก็มีคำสั่งให้ข้าราชการทุกคนสวมหมวก แม้แต่นักเรียนก็มีหมวกเป็นส่วนประกอบเครื่องแบบ    ส่วนชาวบ้านถ้าจะไปติดต่อราชการต้องสวมหมวก  ในที่สุดก็กลายเป็นว่าทุกคนออกจากบ้านต้องสวมหมวก ไม่กินหมาก ไม่งั้นตำรวจจะมาเตือนได้ง่ายๆ  ส่วนจะเป็นหมวกอะไรแบบไหนรัฐไม่ว่า   คุณยายจะขอยืมหมวกกะโล่ของคุณตามาสวมก็ไม่เป็นไร   คุณตาหาหมวกไม่ได้จะยืมหมวกเด็กนักเรียนข้างบ้านมาสวมแก้ขัดตอนออกจากบ้าน ก็ไม่มีใครว่าอีกเหมือนกัน

อีกเรื่องคือการกำหนดชื่อคนไทยเสียใหม่  เพราะรัฐเห็นว่าชื่อคนไทยแต่เดิมไม่มีระเบียบ  เป็นชื่อไม่ไพเราะก็มี  และชื่อไม่แบ่งเพศเป็นหญิงชายก็มาก   จึงมีประกาศมากำหนดเสียใหม่ว่าผู้หญิงควรชื่อแบบไหน ผู้ชายควรชื่อแบบไหน ในประกาศบอกไว้ละเอียดเช่นชื่อผู้หญิงควรมีความหมายถึงความสวยงาม เครื่องประดับหรือดอกไม้  ส่วนผู้ชายก็ควรชื่ออะไรที่เข้มแข็งเช่นแปลว่าอาวุธ   ทำให้เกิดอลหม่านล้านเจ็ดในหมู่ผู้มีชื่อไม่คล้อยตามเพศมาตั้งแต่เกิดเพราะพ่อแม่ตั้งให้แบบนั้น   อย่างนักหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งชื่อนายประหยัดศรี  ก็ต้องเปลี่ยนเป็นนายประหยัด ศ.  สุภาพสตรีผู้หนึ่งชื่อสมัย  ก็ต้องเติมคำว่าสวาทเข้าไปเป็นสมัยสวาท  ขนาดนางสาวไทยชื่อเรียม  ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเรียมรมย์      แม้แต่สมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้าทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ก็ทรงได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนพระนามเสียใหม่เพราะพระนามเดิมฟังเป็นเพศชาย  ทำให้กริ้ว  ตรัสตอบมาว่า " ชื่อของฉัน ทูลกระหม่อม (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ผู้เป็นสมเด็จพระบรมราชชนก) พระราชทานให้   ท่านทรงทราบดีว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

ส่วนเรื่องขายก๋วยเตี๋ยว เป็นนโยบายของจอมพล ป. ที่เห็นความสำคัญของการค้าขาย  เมื่อในประกาศอีกข้อหนึ่งได้สนับสนุนให้คนไทยเลี้ยงหมู ปลูกผัก เพาะถั่วงอก  ก็ควรขายก๋วยเตี๋ยวเสียให้ครบวงจร  เพราะก๋วยเตี๋ยวมีรสอร่อย มีทั้งหมูและผักและถั่วงอกอยู่ในนั้น  จึงมีนโยบายทำหนังสือเวียนแจกไปทุกจังหวัด  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  นายอำเภอและครูใหญ่ทุกโรงเรียนขายก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งหาบ   และให้กรมประชาสงเคราะห์พิมพ์คู่มือการทำก๋วยเตี๋ยวออกแจกจ่าย  สมัยนั้นข้าราชการที่ขึ้นหน้าขึ้นตาทั้งหลายจึงมีหน้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวกันเป็นการใหญ่  ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนองนโยบายรัฐด้วยดี

อีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบหนักต่อครูมากกว่าอาชีพอื่น คือจอมพล ป. ริเริ่มให้ใช้ตัวสะกดแบบใหม่ในบทเรียนภาษาไทย    ตัดตัวอักษรบางตัวที่เห็นว่าไม่จำเป็นออกไป เช่น  ฆ ฌ  ญ  ฒ ศ และ รร  อย่างวัฒนธรรม ก็สะกดว่า "วัธนธัม"   อ่านออกเสียงอย่างไรก็สะกดตามนั้น  อย่างคำว่า เสริม ก็ให้เขียน เสิม  หญิง เขียนว่า หยิง  และกำหนดคำสรรพนามให้เรียกกัน เพียง "ฉัน" และ "ท่าน" ลงท้ายว่า "จ้ะ" นอกจากนี้ยังมีคำติดปากอีกคือ "ขอโทษ " และ "ขอบใจ"

ถ้าเกิดในยุคนั้น  ดิฉันจะถามคุณจ้อว่าได้รับบทความที่ส่งไปหรือยัง  ก็ต้องถามว่า "ท่านได้รับบทความของฉันหรือยังจ๊ะ?"  และคุณจ้อก็จะต้องตอบว่า "ฉันได้รับบทความของท่านแล้วจ้ะ ขอบใจ"   หรือไม่ก็  "ขอโทษ  ฉันได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้ตอบท่านจ้ะ"  ถ้าทนพูดกันไหวก็พูดกันอย่างนี้ต่อไป  ถ้าทนไม่ไหวก็ต้องเลิกพูดกัน      นักประพันธ์หลายคนอย่างยาขอบ และมาลัย ชูพินิจ เลิกเขียนนิยายในช่วงนั้นไปเลยเพราะไม่อาจทนเขียนให้พระเอกพูดกับนางเอกว่า "ฉันรักท่านจ้ะ"

อีกเรื่องที่ว่าจะไม่ขำแล้วก็อดขำไม่ได้ คือพอถึงเวลาชักธงชาติขึ้นเสาทุกคนจะต้องหยุดยืนเคารพธงชาติ    แต่เคร่งครัดมากกว่าตอนนี้    ขนาดหมอขึ้นเยี่ยมคนไข้ช่วงเช้า  ก็ต้องหยุดยืนตรงอยู่ข้างเตียง  คนไข้นอนอยู่บนเตียงถ้าลุกไหวก็ต้องลุกขึ้นยืนบนเตียง จนธงชาติขึ้นสู่เสาเรียบร้อยถึงจะนอนลงต่อไปได้

เมื่อหมดยุค "วัธนธัม" เพราะเปลี่ยนตัวผู้นำ    คนไทยก็ถอดหมวก  คนแก่คนเฒ่ากลับมานุ่งโจงกระเบนกินหมาก  ผู้คนพูดจากันแบบเดิม  หันมาเรียนหนังสือภาษาไทยและสะกดตัวกันอย่างเดิม  เหลือเรื่องนี้ไว้เป็นตำนานเท่านั้น



สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com

Copyright 2001, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย