CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

กระดานเสวนาเรือนไทย หน้าต่างโลก ศิลปะวัฒนธรรม เรือนไทย Main ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่งกลอน นิยายและเรื่องสั้น

 

แค้นของกวี

เทาชมพู pinkandgrey@doramail.com

ใครที่ชอบอ่านวรรณคดีไทยคงเคยซาบซึ้งตรึงใจกับคำรำพันรักของกวีไม่มากก็น้อย     เพราะขึ้นชื่อว่ากวีย่อมมีอารมณ์อ่อนไหว  ถ้ารักก็รักหวานชวนเคลิบเคลิ้ม บรรยายความรักว่ายิ่งใหญ่ยั่งยืนกว่าดินฟ้ามหาสมุทร อย่างสุนทรภู่แต่งให้พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง

ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
ถึงอยู่ในใต้ฟ้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม่เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา   เชยผกาโกสุมประทุมทอง
เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่   เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพรรณนาความรักใน วิวาหพระสมุทร ไว้จับใจไม่น้อยกว่าสุนทรภู่

ถึงกลางวันสุริยันแจ่มประจักษ์  ไม่เห็นหน้านงลักษณ์ยิ่งมืดใหญ่
ถึงราตรีมีจันทร์อันอำไพ ไม่เห็นโฉมประโลมใจก็มืดมน
อ้าดวงสุริย์ศรีของพี่เอ๋ย ขอเชิญเผยหน้าต่างนางอีกหน
ขอเชิญจันทร์แจ่มกระจ่างกลางสกล เยี่ยมให้พี่ยลเยือกอุรา

แต่ก็อย่างว่าละค่ะ ความรักน้อยครั้งจะยั่งยืนตลอดรอดฝั่ง    รักกันแล้วก็ร้างกันได้    ถึงตอนนี้   น้ำผึ้งหวานก็กลายเป็นขม    ทำใจให้กลายเป็นแค่เพื่อนอย่างยุคมิลเลนเนี่ยมไม่ได้   เมื่อถึงคราวอกหัก กวีจึงสร้างโวหารแค้นได้ลึกไม่น้อยกว่าอารมณ์รัก  บทพรรณนาเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีใครนึกถึงกัน แต่ความจริงก็เป็นวาทศิลป์ที่เพริศแพร้วไม่น้อยหน้าบทรัก  และหลายบทยังมีลูกเล่นคำเปรียบเทียบที่คมคายกว่าโวหารรักเสียอีก

กวีไทยเกือบทั้งหมดเป็นชาย  จึงบรรยายอารมณ์แค้นของพระเอกออกมาได้แบบถอดหัวใจชาย  เริ่มต้นด้วยตัดพ้อต่อว่าที่ไม่รักจริงเสียก่อน  แล้วก็แบบผู้ชาย เมื่อหมดรักก็หมดการให้เกียรติผู้หญิง  จึงมักจบลงด้วยการดูหมิ่น ฟอร์มที่เห็นกันมากคือเปรียบเปรยแบบนึกว่าเธอเป็นหงส์ที่แท้เป็นกาอะไรทำนองนั้น  อย่างในเพลงยาวพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย   ไม่ทราบว่าท่านตัดพ้อใครเอาไว้

ไม่รักเนื้อเชื้อเช่นว่าเป็นหญิง ช่างทิ้งสัจเสียกระไรน่าใจหาย
พี่นี้หลงเชื่อลมแต่งงมงาย ไม่หมายเลยว่าน้องจะทองแดง
ตระกูลหงส์ย่อมประจงแต่โบกขเรศ ตามเพศพิไสยที่เคยแสวง
มิรู้กาผ่าพงศ์มาลงแปลง   เข้าปลอมแหล่งแฝงเล่นไม่เห็นรอย

การตัดพ้อของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ก็ยังดูนิ่มๆ ไม่แปลกอะไรมาก  แต่โวหารแค้นที่คมคายกว่านี้เห็นจะไม่มีที่ไหนเกิน ขุนช้างขุนแผน ตอนที่เป็นพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๒ เมื่อขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างไปเอาตัวนางวันทองกลับมาครอง     สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าคงจะทรงชำนาญเรื่องหมากรุก   จึงประยุกต์การแพ้หมากรุกเข้ากับอารมณ์แค้นของขุนแผนได้ไม่ซ้ำแบบกวีคนไหน  ใครที่เป็นเซียนหมากรุกก็คงเข้าใจความรู้สึกเสียใจและเสียหน้าแค่ไหน ยามถูกรุกฆาตแพ้ตกกระดานไปในที่สุด

ชิจิตชะใจวันทองเอ๋ย  กระไรเลยตัดได้ไปเป็นปลิด
ขาดเม็ดเด็ดเรือไม่เผื่อคิด ม้าลาเล็ดลิดอยู่อลวน
จากเบี้ยเสียสองเพราะต้องคาด  ฟันฟาดเบี้ยหงายกระจายป่น
ม้าก้าวยาวเรือก็เหลือทน เมื่อพี่จนแล้วจะไล่แต่รายโคน

ขอยกบทแค้นของกวีที่รสชาติแสบสันที่สุดมาส่งท้าย น่าเสียดายว่าเป็นบทที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักกันนัก  เป็นพระนิพนธ์ในพระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒   เล่ากันว่าทรงพบรักกับสตรีชาววังคนสวยจนได้มาเป็นหม่อมสมพระทัย    แต่ไม่ยักแฮปปี้เอนดิ้ง  เพราะเธอเป็นหม่อมอยู่ไม่นาน จะเป็นเพราะคับแค้นใจหรือเบื่อก็ไม่แน่  ก็พบรักใหม่กับกรมพระพิทักษ์เทเวศรซึ่งไม่ใช่ใครอื่นเป็นพระเชษฐาองค์รองของกรมหลวงภูวเนตรฯนั่นเอง  เธอจึงทูลลากรมหลวงภูวเนตรฯไปเป็นหม่อมของกรมพระพิทักษ์ฯ  แต่ก็ไม่จบที่รายนี้อยู่ดี    อยู่กันไม่นานเธอก็อำลาพระสวามีองค์ที่สองไปอยู่กับคนที่สามคือพระเชษฐาองค์ใหญ่ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์  แต่ก็อยู่กันไม่ยืดอีกจนได้

ความแค้นของกรมหลวงภูวเนตรจึงหลายซับหลายซ้อน  แค้นผู้หญิงด้วยแค้นผู้ชายด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะชายที่ว่าเป็นพระเชษฐา  จึงทรงระบายอารมณ์แค้นออกมาหมดเปลือกในเพลงยาว  เทียบองค์เองเป็นอ้อยท่อนปลายที่หม่อมเคี้ยวชิมก่อน  แล้วหาเรื่องว่าหมดหวานก็เลยไปกินต่อที่กลางท่อน  แล้วยังไม่สาแก่ใจไปกินต่อถึงโคนอ้อย   ส่วนผู้หญิงก็กลายเป็นหญิงตัณหาจัดไปตามฟอร์ม   ไม่เหลือแล้วความรักที่เคยมีต่อกัน

อ้อยลำเดียวเคี้ยวคายปล้องปลายก่อน ถึงกลางท่อนโทษปลายว่าวายหวาน
ข้างโคนปล้องลองจับเข้ารับทาน จะลงอมชมชานว่าหวานจริง
ไม่เคยเห็นเช่นนี้ผู้ดีดะ   ช่างจัดจะใจจิตผิดผู้หญิง
ฤาสองพักตร์เพียงพระยาพาลีลิง จึงโจนต่ายร่ายกิ่งไม่นิ่งนาน
เราป่วยปลาตขาดงานไม่นานนัก มาด่วนยักย้ายแย้แปรสถาน
ฤาเต็มกลั้นอั้นอดเมื่องดงาน ให้เงี่ยนง่านทะยานอยากจนรากเรอ

อ่านมาถึงตอนนี้   ใครที่นิยมสิทธิสตรีคงจะตั้งคำถามขึ้นในใจว่า ปล่อยให้ผู้ชายว่าเอาๆอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้นหรือ   แล้วผู้หญิงตอบกันอย่างไรบ้าง   ก็จะขอยกคำตอบมาเป็นตัวอย่างว่าผู้หญิงยามแค้นก็ย้อนได้ไม่เบาเหมือนกันค่ะ  นางศกุนตลาเคยย้อนท้าวทุษยันต์เอาไว้ในทำนองประชดประชัน  เหน็บแนมได้ไม่เบาเหมือนกันว่า

.............................พระทรงภพ 
ผู้ปิ่นโปรพฤาสาย
พระองค์เองไม่มียางอาย พูดง่ายๆย้อนยอกกลอกคำ
มาหลอกลวงชมเล่นเสียเปล่าเปล่า ทิ้งข้าคอยสร้อยเศร้าทุกเช้าค่ำ
เด็ดดอกไม้มาดมชมจนช้ำ พระก็ไม่จดจำนำพา
เหมือนผู้ร้ายย่องเบาเข้าลักทรัพย์  กลัวเขาจับวิ่งปร๋อไม่รอหน้า
จงทรงพระเจริญเถิดราชา ตัวข้าขอลาแต่บัดน

ศกุนตลาเป็นลูกสาวพระฤาษีเกิดจากนางฟ้า  ถือว่ากำเนิดเป็นสตรีสูงศักดิ์ก็เลยตัดพ้อสุภาพไม่ผาดโผนนัก  ถ้าจะดูบทตอบโต้ชนิดแสบก็ต้องอย่างนางวันทองที่แค้นขุนแผน จนถึงกับประกาศตัดเยื่อใยกันไม่ให้เหลือร่องรอยของอีกฝ่าย  ขนาดล้างบ้านให้หมดร่องรอยสามีที่เคยอยู่ในบ้าน   แม้แต่เว็จหรือส้วมหลุมนอกบ้าน ก็จะขุดขึ้นมากลบฟื้นดินเสียใหม่ให้หมดร่องรอยคนเคยใช้   เรียกว่ากำจัดกันแบบล้างเสนียดเลยทีเดียว

ว่าพลางโจนขึ้นบนสะพาน จะตักน้ำล้างบ้านเอาตีนสี
สิ่งไรมิให้เป็นราคี    น้ำท่ามีอยู่จะถูเช็ด
ทั้งน้ำมันกระจกกระแจะแป้ง จะทิ้งไว้ให้แห้งเป็นสะเก็ด
ให้สิ้นวายหายชาติของคนเท็จ  จะขุดเว็จฟื้นดินให้สิ้นรอย
ขาดเด็ดเสร็จกันในวันนี้   ไม่มีอาลัยเท่าปลายก้อย
ถึงพระอินทร์ลงมาว่าก็อย่าคอย ที่วันทองนั้นจะถอยมาคืนดี



สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com

Copyright 2001, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย