|
ใครที่ชอบอ่านวรรณคดีไทยคงเคยซาบซึ้งตรึงใจกับคำรำพันรักของกวีไม่มากก็น้อย
เพราะขึ้นชื่อว่ากวีย่อมมีอารมณ์อ่อนไหว ถ้ารักก็รักหวานชวนเคลิบเคลิ้ม
บรรยายความรักว่ายิ่งใหญ่ยั่งยืนกว่าดินฟ้ามหาสมุทร อย่างสุนทรภู่แต่งให้พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง
| ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร |
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน |
| ถึงอยู่ในใต้ฟ้าสุธาธาร |
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา |
| แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ |
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา |
| แม่เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา |
เชยผกาโกสุมประทุมทอง |
| เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่
|
เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง |
| จะติดตามทรามสงวนนวลละออง |
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป |
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพรรณนาความรักใน
วิวาหพระสมุทร ไว้จับใจไม่น้อยกว่าสุนทรภู่
| ถึงกลางวันสุริยันแจ่มประจักษ์
|
ไม่เห็นหน้านงลักษณ์ยิ่งมืดใหญ่ |
| ถึงราตรีมีจันทร์อันอำไพ |
ไม่เห็นโฉมประโลมใจก็มืดมน |
| อ้าดวงสุริย์ศรีของพี่เอ๋ย |
ขอเชิญเผยหน้าต่างนางอีกหน |
| ขอเชิญจันทร์แจ่มกระจ่างกลางสกล |
เยี่ยมให้พี่ยลเยือกอุรา |
แต่ก็อย่างว่าละค่ะ ความรักน้อยครั้งจะยั่งยืนตลอดรอดฝั่ง
รักกันแล้วก็ร้างกันได้ ถึงตอนนี้ น้ำผึ้งหวานก็กลายเป็นขม
ทำใจให้กลายเป็นแค่เพื่อนอย่างยุคมิลเลนเนี่ยมไม่ได้ เมื่อถึงคราวอกหัก
กวีจึงสร้างโวหารแค้นได้ลึกไม่น้อยกว่าอารมณ์รัก บทพรรณนาเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีใครนึกถึงกัน
แต่ความจริงก็เป็นวาทศิลป์ที่เพริศแพร้วไม่น้อยหน้าบทรัก และหลายบทยังมีลูกเล่นคำเปรียบเทียบที่คมคายกว่าโวหารรักเสียอีก
กวีไทยเกือบทั้งหมดเป็นชาย จึงบรรยายอารมณ์แค้นของพระเอกออกมาได้แบบถอดหัวใจชาย
เริ่มต้นด้วยตัดพ้อต่อว่าที่ไม่รักจริงเสียก่อน แล้วก็แบบผู้ชาย
เมื่อหมดรักก็หมดการให้เกียรติผู้หญิง จึงมักจบลงด้วยการดูหมิ่น
ฟอร์มที่เห็นกันมากคือเปรียบเปรยแบบนึกว่าเธอเป็นหงส์ที่แท้เป็นกาอะไรทำนองนั้น
อย่างในเพลงยาวพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย
ไม่ทราบว่าท่านตัดพ้อใครเอาไว้
| ไม่รักเนื้อเชื้อเช่นว่าเป็นหญิง |
ช่างทิ้งสัจเสียกระไรน่าใจหาย |
| พี่นี้หลงเชื่อลมแต่งงมงาย |
ไม่หมายเลยว่าน้องจะทองแดง |
| ตระกูลหงส์ย่อมประจงแต่โบกขเรศ |
ตามเพศพิไสยที่เคยแสวง |
| มิรู้กาผ่าพงศ์มาลงแปลง |
เข้าปลอมแหล่งแฝงเล่นไม่เห็นรอย |
การตัดพ้อของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ก็ยังดูนิ่มๆ
ไม่แปลกอะไรมาก แต่โวหารแค้นที่คมคายกว่านี้เห็นจะไม่มีที่ไหนเกิน
ขุนช้างขุนแผน ตอนที่เป็นพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๒
เมื่อขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างไปเอาตัวนางวันทองกลับมาครอง
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าคงจะทรงชำนาญเรื่องหมากรุก จึงประยุกต์การแพ้หมากรุกเข้ากับอารมณ์แค้นของขุนแผนได้ไม่ซ้ำแบบกวีคนไหน
ใครที่เป็นเซียนหมากรุกก็คงเข้าใจความรู้สึกเสียใจและเสียหน้าแค่ไหน
ยามถูกรุกฆาตแพ้ตกกระดานไปในที่สุด
| ชิจิตชะใจวันทองเอ๋ย |
กระไรเลยตัดได้ไปเป็นปลิด |
| ขาดเม็ดเด็ดเรือไม่เผื่อคิด |
ม้าลาเล็ดลิดอยู่อลวน |
| จากเบี้ยเสียสองเพราะต้องคาด |
ฟันฟาดเบี้ยหงายกระจายป่น |
| ม้าก้าวยาวเรือก็เหลือทน |
เมื่อพี่จนแล้วจะไล่แต่รายโคน |
ขอยกบทแค้นของกวีที่รสชาติแสบสันที่สุดมาส่งท้าย
น่าเสียดายว่าเป็นบทที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักกันนัก เป็นพระนิพนธ์ในพระองค์เจ้าทินกร
กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ เล่ากันว่าทรงพบรักกับสตรีชาววังคนสวยจนได้มาเป็นหม่อมสมพระทัย
แต่ไม่ยักแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะเธอเป็นหม่อมอยู่ไม่นาน จะเป็นเพราะคับแค้นใจหรือเบื่อก็ไม่แน่
ก็พบรักใหม่กับกรมพระพิทักษ์เทเวศรซึ่งไม่ใช่ใครอื่นเป็นพระเชษฐาองค์รองของกรมหลวงภูวเนตรฯนั่นเอง
เธอจึงทูลลากรมหลวงภูวเนตรฯไปเป็นหม่อมของกรมพระพิทักษ์ฯ แต่ก็ไม่จบที่รายนี้อยู่ดี
อยู่กันไม่นานเธอก็อำลาพระสวามีองค์ที่สองไปอยู่กับคนที่สามคือพระเชษฐาองค์ใหญ่
กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ แต่ก็อยู่กันไม่ยืดอีกจนได้
ความแค้นของกรมหลวงภูวเนตรจึงหลายซับหลายซ้อน
แค้นผู้หญิงด้วยแค้นผู้ชายด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะชายที่ว่าเป็นพระเชษฐา
จึงทรงระบายอารมณ์แค้นออกมาหมดเปลือกในเพลงยาว เทียบองค์เองเป็นอ้อยท่อนปลายที่หม่อมเคี้ยวชิมก่อน
แล้วหาเรื่องว่าหมดหวานก็เลยไปกินต่อที่กลางท่อน แล้วยังไม่สาแก่ใจไปกินต่อถึงโคนอ้อย
ส่วนผู้หญิงก็กลายเป็นหญิงตัณหาจัดไปตามฟอร์ม ไม่เหลือแล้วความรักที่เคยมีต่อกัน
| อ้อยลำเดียวเคี้ยวคายปล้องปลายก่อน |
ถึงกลางท่อนโทษปลายว่าวายหวาน |
| ข้างโคนปล้องลองจับเข้ารับทาน |
จะลงอมชมชานว่าหวานจริง |
| ไม่เคยเห็นเช่นนี้ผู้ดีดะ |
ช่างจัดจะใจจิตผิดผู้หญิง |
| ฤาสองพักตร์เพียงพระยาพาลีลิง |
จึงโจนต่ายร่ายกิ่งไม่นิ่งนาน |
| เราป่วยปลาตขาดงานไม่นานนัก |
มาด่วนยักย้ายแย้แปรสถาน |
| ฤาเต็มกลั้นอั้นอดเมื่องดงาน |
ให้เงี่ยนง่านทะยานอยากจนรากเรอ |
อ่านมาถึงตอนนี้ ใครที่นิยมสิทธิสตรีคงจะตั้งคำถามขึ้นในใจว่า
ปล่อยให้ผู้ชายว่าเอาๆอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้นหรือ แล้วผู้หญิงตอบกันอย่างไรบ้าง
ก็จะขอยกคำตอบมาเป็นตัวอย่างว่าผู้หญิงยามแค้นก็ย้อนได้ไม่เบาเหมือนกันค่ะ
นางศกุนตลาเคยย้อนท้าวทุษยันต์เอาไว้ในทำนองประชดประชัน เหน็บแนมได้ไม่เบาเหมือนกันว่า
|
.............................พระทรงภพ
|
ผู้ปิ่นโปรพฤาสาย |
| พระองค์เองไม่มียางอาย |
พูดง่ายๆย้อนยอกกลอกคำ |
| มาหลอกลวงชมเล่นเสียเปล่าเปล่า |
ทิ้งข้าคอยสร้อยเศร้าทุกเช้าค่ำ |
| เด็ดดอกไม้มาดมชมจนช้ำ |
พระก็ไม่จดจำนำพา |
| เหมือนผู้ร้ายย่องเบาเข้าลักทรัพย์
|
กลัวเขาจับวิ่งปร๋อไม่รอหน้า |
| จงทรงพระเจริญเถิดราชา |
ตัวข้าขอลาแต่บัดน |
ศกุนตลาเป็นลูกสาวพระฤาษีเกิดจากนางฟ้า
ถือว่ากำเนิดเป็นสตรีสูงศักดิ์ก็เลยตัดพ้อสุภาพไม่ผาดโผนนัก
ถ้าจะดูบทตอบโต้ชนิดแสบก็ต้องอย่างนางวันทองที่แค้นขุนแผน จนถึงกับประกาศตัดเยื่อใยกันไม่ให้เหลือร่องรอยของอีกฝ่าย
ขนาดล้างบ้านให้หมดร่องรอยสามีที่เคยอยู่ในบ้าน แม้แต่เว็จหรือส้วมหลุมนอกบ้าน
ก็จะขุดขึ้นมากลบฟื้นดินเสียใหม่ให้หมดร่องรอยคนเคยใช้ เรียกว่ากำจัดกันแบบล้างเสนียดเลยทีเดียว
| ว่าพลางโจนขึ้นบนสะพาน |
จะตักน้ำล้างบ้านเอาตีนสี |
| สิ่งไรมิให้เป็นราคี |
น้ำท่ามีอยู่จะถูเช็ด |
| ทั้งน้ำมันกระจกกระแจะแป้ง |
จะทิ้งไว้ให้แห้งเป็นสะเก็ด |
| ให้สิ้นวายหายชาติของคนเท็จ |
จะขุดเว็จฟื้นดินให้สิ้นรอย |
| ขาดเด็ดเสร็จกันในวันนี้
|
ไม่มีอาลัยเท่าปลายก้อย |
| ถึงพระอินทร์ลงมาว่าก็อย่าคอย |
ที่วันทองนั้นจะถอยมาคืนดี |
|