|
ชื่อเรื่องตอนนี้คงทำให้ผู้อ่านหลายคนนึกย้อนไปถึงภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมหลายปีมาแล้ว
และคงนึกออกว่าตัวเอกในเรื่องนั้นมีอยู่สามด้วยกัน
พญามัจจุราช เลขานุการอีก ๒คนชื่อ สุวรรณเลขา
มีหน้าที่จารึกความดีของมนุษย์แต่ละคนลงในแผ่นทอง และ สุวาณเลขา
มีหน้าที่จารึกความชั่วของมนุษย์ลงในแผ่นหนังหมา (สุวาณ แปลว่า
หมา) เมื่อมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งสิ้นชีพ วิญญาณจะลงนรกไปให้พญามัจจุราชตัดสินบวกลบคูณหาร
ความดีความชั่วตามบัญชี แล้วจึงจะถูกส่งไปสวรรค์หรือนรก แล้วแต่ผลลัพธ์ที่ออกมา
วรรณคดีเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยบันทึกความเชื่อทางศาสนาลงเป็นตัวอักษร
บาปบุญคุณโทษ หรือจินตนาการสวรรค์นรกนั้นแล้วแต่สะท้อนปรัชญา
และความเชื่อของคน รวมไปทั้งความก้าวหน้าหรือล้าหลังทางวิทยาศาสตร์ของคนแต่ละสมัยนั้นด้วย
แต่เมื่อสำรวจดูแล้ว วรรณคดีไม่ว่าชาติใดสมัยใดย่อมมีสิ่งหนึ่งตรงกับทางศาสนา
คือเชื่อในความดีความชั่ว ความเชื่อนี้ปรากฏออกมาในรูปของสวรรค์และนรก
แตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และความนิยมของแต่ละชาติ
นรกของกรีกและโรมันนั้นเชื่อกันว่าอยู่ที่บาดาล ใต้โลกลงไป
มีทางติดต่อจากโลกได้โดยทางแม่น้ำแห่งความตาย ซึ่งชารอน
ชายแจวเรือจ้างเป็นผู้แจวพาวิญญาณคนตายข้ามไปสู่ยมโลก
ทางเข้าจะมีสุนัขสามหัวคอยตรวจตราเป็นยาม ยมโลกนั้นบางครั้งเหมือนดินแดน
บางทีก็บรรยายว่าเป็นเกาะ มีลักษณะเยือกเย็น มืดมน ปกคลุมด้วยเงาของความตายอยู่ทั่วไป
วิญญาณจะเข้าสู่ที่ดินแดนนี้ และไปเฝ้าพญายม กรีกเรียกว่า เฮเดส
โรมันเรียก พลูโต
เฮเดสทำหน้าที่ประธานตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์โดยมีคณะลูกขุน
ล้วนแต่เป็นเทพชั้นรองในนรก ทำหน้าที่พิจารณาคดี แล้วมนุษย์ผู้ทำความผิด
ก็จะถูกส่งไปลงโทษตามควรต่อไป
เฮเดสนั้นตามตำนานเทพเจ้ากรีก บอกว่าเป็นอนุชาของ
ซีอุส (จูปิเตอร์) ราชาแห่งทวยเทพ และ โปซีดอล
(เนพจูน) ซึ่งเป็นเทพสมุทร ทั้งสามพี่น้องแบ่งกันครองอาณาจักรสวรรค์และโลก
ซีอุสครองฟ้า โปซีดอนเป็นเทพแห่งมหาสมุทรทั้งหมด และเฮเดสได้ส่วนใต้บาดาลลงไป
คือดินแดนแห่งความตาย ชายาของเฮเดส ชื่อ เปอซีโฟนี
ธิดาของแม่พระธรณี และเป็นเทวีแห่งฤดูใบไม้ผลิ เธออยู่กับเฮเดสหกเดือนในนรก
และขึ้นมาอยู่บนโลกหกเดือน นักวรรณคดีเชื่อว่า นิยายตอนนี้ คือปรากฏการณ์ของธรรมชาติเกี่ยวกับฤดูทั้งสี่
ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูร้อนที่ทุกอย่างในธรรมชาติปรากฏชีวิตชีวาคือเมื่อเปอซีโฟนีอยู่บนโลก
ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ที่ต้นไม่ใบหญ้าแห้งตายหมดคือเมื่อเธอกลับไปบาดาล
เฮเดสแม้จะเป็นอนุชาคนเล็ก แต่ก็มีอำนาจอย่างที่เทพเจ้าทุกองค์คร้ามเกรง
ไม่มีใครกล้าไปก้าวก่ายด้วย ผู้อ่านสงครามกรุงทรอย และเรื่องอื่นๆของเทพเจ้ากรีกและโรมัน
คงเห็นว่าบรรดาเทพทั้งหลายนั้นลงมาวุ่นวายกับมนุษย์นอกเหนือไปจากวุ่นวายกันเอง
แต่เฮเดสนั้นไม่ปรากฏว่าขึ้นมายุ่งเกี่ยวกับใคร คงครองอาณาจักรอยู่อย่างสงบ
ภาพของเฮเดสมักทำเป็นชายรูปงามในชุดดำ ลักษณะสงบขรึม เย็นชา
มีความเที่ยงตรงอย่างแน่วแน่ไม่ละเว้นลำเอียงกับผู้ใด สมเป็นสัญลักษณ์ของความตาย
คือบันดาลความเสมอภาคในการมีชีวิตให้มนุษย์
ส่วนความเชื่อทางคริสต์ศาสนานั้น คือพิภพมัจจุราช อยู่ใต้โลกลงไปเช่นกัน
เป็นสถานที่ที่เทวดาผู้คิดกบฏต่อพระผู้เป็นเจ้าร่วงลงมาเป็นแถวจากสวรรค์
ตำแหน่งแหล่งที่นั้นไม่ปรากฏไว้ชัดอย่างของกรีก เรารู้แต่จากวรรณคดีของมิลตันว่า
นรกของคริสต์ศาสนามีลักษณะคล้ายหุบเหวใต้บาดาล สว่างสะท้อนแสงแวววับด้วยเปลวไฟนรก
และลูซิเฟอร์พญามารผู้ในอดีตเป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ทว่าคิดกบฏนั้น
สร้างที่พำนักนั้นมาเป็นปราสาทราชวังโอฬารในนรก ในคัมภีร์ระบุแต่เพียงว่า
นรกมีเปลวไฟเผาผลาญวิญญาณผู้ชั่วร้ายอยู่ชั่วนิรันดร เพราะฉะนั้นจึงพอวาดภาพได้ว่าคล้ายเตาหลอมขนาดใหญ่
มีเปลวไฟผุดแลบเลียทรมานทรกรรมผู้อยู่ในนรกตลอดกาล
พญามัจจุราชของคริสต์ศาสนา คือ ลูซิเฟอร์
รูปร่างแต่เดิมนั้นคือเทวดาผู้งดงามที่สุดในบรรดาเทวดาทั้งปวง
มิลตันบรรยายไว้ใน Paradise Lost
ว่าเมื่อตกจากสวรรค์ลงมาแล้วก็ยังงามอยู่เช่นเก่า มีลักษณะเช่นนักรบผู้พ่ายแพ้สงคราม
ปรากฏรอยสายฟ้าฟาดเป็นแถบยาวบนดวงหน้า เป็นผลจากการรบ แต่ลูซิเฟอร์ยังทะนงเด็ดเดี่ยวอยู่กับความคิดอิสระของตน
ไม่ยอมรับใช้พระเจ้า อิจฉาเคียดแค้นมนุษย์ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาและเริ่มวางตนเป็นพญามัจจุราช
แต่บัดนั้นลูซิเฟอร์เป็นเจ้าแห่งความตายก็จริง แต่มิได้ทำหน้าที่ตัดสินลงโทษมนุษย์
เป็นแต่คอยชักจูงให้มนุษย์ทำบาปและคร่าวิญญาณลงไปอยู่เป็นเพื่อนกันในนรก
นรกของคริสต์ศาสนานั้นเมื่อเข้าไปอยู่แล้วต้องอยู่เป็นการถาวร
ไม่มีการขึ้นสวรรค์ได้อีก ลูซิเฟอร์อยู่แล้วก็ต้องอยู่ตลอดไป
จึงอิจฉาริษยามนุษย์ ไม่อยากให้ได้ขึ้นสวรรค์เกินหน้าตัว
ลูซิเฟอร์นี้ มีรูปร่างเป็นงูก็ได้
ตามที่ปรากฏในไบเบิลว่าแปลงตัวเป็นงูไปหลอกลวงอีฟ
จึงถูกพระเจ้าสาปให้คงสภาพนั้น อย่างไรก็ดีในยุคกลางของยุโรป
นักวรรณคดีและจิตรกรเปลี่ยนรูปพญามารเป็นคนครึ่งสัตว์ประหลาดกายเป็นคน
แต่มีตีนเหมือนตีนแพะ มีหางยาวปลายเป็นรูปลูกศร และมีเขาคล้ายเขาวัวหรือแพะ
ซึ่งลักษณะนี้กลับไปคล้ายเทพชั้นรองของกรีกและโรมันชื่อ แพน
ผู้มีร่างกายครึ่งคนครึ่งแพะ เป็นเทพประจำป่าเขาลำเนาไพร รูปร่างน่าเกลียด
น่ากลัวนี้ได้ลบสภาพความงามดั้งเดิมของพญามารเสียสิ้น ถ้าผู้อ่านเรื่องนี้เคยชมภาพยนตร์เรื่อง
Rosemarys baby คงจะนึกออกว่า
มารน่าเกลียดน่ากลัวในความฝันของนางเอกนั้น ก็คือสภาพแปรมาจากมารครึ่งคนครึ่งสัตว์นี้เอง
เป็นตัวเดียวกับลูซิเฟอร์
ในอเมริกา มีผู้นิยมลัทธิ Satanism
คือบูชาพญามารเป็นพระเจ้า กระทำพิธีกันอย่างวิปริตต่างๆด้วย
เชื่อว่าเป็นที่โปรดปราน ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับลัทธินี้เอง
คือนางเอกถูกสามีขายให้พวกบูชาลัทธินี้ เพื่อแลกกับความสำเร็จทางการงานของตน
นางเอกได้รับเลือกเป็นผู้ถูกสมสู่กับมาร ให้กำเนิดบุตรของพญามาร
ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ศาสดาของลัทธิในอนาคต ผู้บูชาลัทธินี้จะได้รับสิทธิพิเศษ
มีฤทธิ์ต่างๆหรือได้รับพรให้ประสบความสำเร็จตามต้องการ ลัทธินี้สืบเนื่องมาจากสมัยโบราณตั้งแต่ศตวรรษที่
๑๑ คือการขายวิญญาณให้พญามาร โดยทำสัญญาว่าจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการเป็นเวลาระยะหนึ่งกี่ปีก็แล้วแต่
เมื่อครบเวลาก็จะถูกมารมารอท่าพาลงนรกไป วรรณคดีที่มีชื่อเสียงที่สุดสองเรื่องของอังกฤษ
และเยอรมัน คือ Dr. Faustus ของ
คริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ กวีสมัยศตวรรษที่
๑๖ และ Faust ของ เกอเต้
กวีเยอรมันสมัยศตวรรษที่ ๑๘ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขายวิญญาณให้พญามารโดยตรง
เชื่อกันว่าเขียนขึ้นจากพื้นฐานความจริงในเยอรมันสมัยศตวรรษที่
๑๓ เป็นนิทานพื้นเมืองเล่าถึงนักปราชญ์เยอรมันที่ขายวิญญาณให้มารจริงๆ
ชื่ออื่นๆของพญามัจจุราชในคริสต์ศาสนาคือ Satan
, the Devil , the Demon , Prince of Darkness , Baalzebub เป็นต้น
ส่วนพิภพมัจจุราชของอินเดียนั้น เป็นที่ทรมานผู้ทำความชั่ว
ต้องทนทุกข์ทรมานใช้กรรมได้หมดจึงพ้นจากนรก ดังนั้นจึงเป็นแต่เพียงที่อยู่ชั่วคราว
ไม่ใช่ถาวรอย่างกรีกหรือคริสต์ศาสนา ผู้ที่ตกนรกนับได้ว่ายังมีความหวังอยู่
ส่วนสถานที่ของนรกนั้นคล้ายกับศาสนาอื่น คืออยู่ใต้พื้นพิภพลงไปมีอยู่ถึงยี่สิบเอ็ดชั้นด้วยกัน
แบ่งสำหรับโทษชนิดต่างๆและระดับหนักเบาต่างกัน
พระยมของอินเดียมีรูปร่างแปลกกว่าเพื่อน
กล่าวคือมีสามขา (แต่ในภาพรุ่นหลังเปลี่ยนขาให้กลายเป็นไม้เท้าไป)
พาหนะที่ทรงคือกระบือ พระยมนับเป็นเทพองค์หนึ่งมีหน้าที่ปกครองนรกและตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์
มัจจุราชที่ปรากฏในโทรทัศน์นั้น ท่าที่ว่าเป็นมัจจุราชของไทย
ตามที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง มีหน้าที่ปกครองพิภพมัจจุราชและตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์
มัจจุราชของไทยนั้นไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์บนโลกยกเว้นเวลาตาย
แต่ในโทรทัศน์นั้นขึ้นมาบนโลกบ่อยพอใช้ นรกที่มีในพุทธศาสนานั้นไม่ได้ปรากฏในโทรทัศน์
คนไทยคงจะเคยได้ยินกันบ่อย เช่น ต้นงิ้ว
หรือ กระทะทองแดง และอีกาปากเหล็ก
อันเป็นเครื่องมือทรมาน พิเศษไปจากนรกของชาติอื่น แต่เหมือนกับอินเดียตรงที่การตกนรกนั้นเป็นเพียงชั่วคราว
ทำนองเดียวกับการติดคุกในเมืองไทย เมื่อใช้หนี้กรรมหมดก็พ้นจากนรกไปเกิดเป็นสัตว์โลกต่อไป
จักรวาลในพุทธศาสนาแบ่งเป็น ๓ระดับใหญ่ แต่ละชนิดมีระดับย่อยลงไปอีก
คือกามาพจร สำหรับสัตว์นรกที่ยังคงรูปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกิเลส
รูปพจร มีรูปแต่พ้นจากสัมผัส
กลิ่นและรส สำหรับผู้ตัดกิเลสไปได้ เข้าถึงญาณบางขั้น เช่น โสดาบัน
และอรูปพจร คือพ้นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเหลือแต่วิญญาณ เช่นผู้สำเร็จถึงพรหมดลกกับนรกอยู่ในระดับแรก
คือ กามาพจร คือยังหลงวนเวียนอยู่ในกาม
(ความต้องการ) นรกของพุทธศาสนามีอยู่ ๑๖อย่าง ร้อนแปดและเย็นอีกแปด
แต่ละชนิดมีเครื่องทรมานเหมาะสมกับความผิดของมนุษย์ แจกแจงได้อย่างละเอียดตามโทษแต่ละชนิด
ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ มีพระอรหันต์มาโปรดสัตว์นรกเป็นครั้งคราว
ที่คนไทยได้ยินบ่อยคือ พระมาลัย
ผู้บรรลุถึงขั้นนิพพานแล้วแต่ด้วยความเมตตาสัตว์โลกจึงไม่ล่วงเข้าสู่นิพพาน
หากแต่ยังโปรดสัตว์นรกให้พ้นความทุกข์ทรมาน เมื่อพระมาลัยเสด็จมาไฟนรกที่หมดร้อน
น้ำในกระทะทองแดงก็เย็น สัตว์นรกก็ได้สงบสุขฟังคำเทศนาวาระหนึ่ง
ข้าพเจ้าเคยอ่านนวนิยายภาษาไทยสามเล่มที่มีพญามัจจุราชเป็นตัวเอก
มีชื่อและรายละเอียดต่างออกไป แต่เค้าใจความอันเดียวกัน คือ
"ก่อนอุษาสาง"
ของ พนมเทียน "เงา"
ของ โรสลาเลน และเรื่อง "ขุนคลัง"
แปลจาก "The sorrow of satan" ของแมรี่ คอเรลลี โดยอมราวดี
และเคยได้ยินว่าเรื่องของคอเรลลีนี้ นักเขียนอาวุโสผู้ล่วงลับไปแล้วคือ
คุณมาลัย ชูพินิจได้แปลไว้ในชื่อ "ค่าของคน"
แต่หาต้นเรื่องมาอ่านไม่ได้จึงได้แต่เพียงสันนิษฐานไว้ ส่วนเรื่องแรกนั้นเหมือนเรื่องที่สามเกือบทุกตัวอักษร
เพียงแต่เปลี่ยนฉากและชื่อจากอังกฤษเป็นไทยเท่านั้น เรื่องที่สองนั้นไม่เหมือน
แต่มีเค้า ท่านชายวสวัต
ใน "เงา" เป็นชายรูปงาม มีชีวิตปะปนในสังคมมนุษย์
แต่เป็นพญามัจจุราช ทำหน้าที่ตัดสินความดีชั่วของมนุษย์ โดยไม่มีเลขาอย่างโทรทัศน์
มีประวัติเลวๆในเรื่องว่า เป็นเทพกึ่งสัตว์นรก เพราะมีบาปบุญอย่างละครึ่งพอดี
แต่ชื่อกลับไปคล้ายพญามารวสวดีในพุทธศาสนาที่ตามผจญพระพุทธเจ้า
ซึ่งพญามารนี้เป็นคนละคนกับพญายม เป็นเจ้าแห่งกิเลส ไม่ใช่ความตาย
ท่านชายวสวัตนี้มีความหวังว่าวันหนึ่งจะได้พ้นทรมานขึ้นไปอยู่สวรรค์
ส่วนลักษณะหน้าตา การมาอยู่อย่างคนธรรมดา และความหวังนี้ตรงกับพญามารใน
"ขุนคลัง" ซึ่งเป็นตัวลูซิเฟอร์หรือซาตานนั่นเอง แมรี่
คอเรลลีใช้จินตนาการของเธออย่างเห็นอกเห็นใจพญามาร ผู้ซึ่งถูกลงโทษให้เป็นมาร
จนกระทั่งมนุษย์หลบลี้หนีกิเลสที่ตนถูกสาปให้ล่อลวงไปได้หมด
จึงจะพ้นโทษกลับสู่สวรรค์ได้ ทุกครั้งที่พระเอกของ ขุนคลังหรือใช้ชื่อว่า
เจ้าชายลูชิโอ วิมาเนซ เห็นคนทำดีไม่ยอมถูกล่อลวงขายวิญญาณตัวเองก็ได้ก้าวขึ้นสู่เบื้องบนอีกก้าวหนึ่ง
แต่ถ้าเห็นคนยอมให้ล่อลวงตกสู่หายนะ ก็จะตกลงมาอีกก้าวหนึ่ง
เจ้าชายพญามารจึงมีสภาพคล้ายถูกชักคะเย่ออยู่ระหว่างความดีความชั่วไม่ได้ขึ้นสวรรค์กับเขาสักที
มีสภาพเป็นเจ้าชายรูปงามจากแคว้นสมมุติในยุโรป ทำหน้าที่ชักจูงล่อลวงคนด้วยความจำใจ
จนกระทั่งถึงวันที่มนุษย์ทำดีกันหมดจึงจะพ้นกรรม
พูดในแง่หนึ่งพิภพมัจจุราชในวรรณคดีช่วยสะท้อนความคิดของคนในศาสนานั้นๆของคริสต์ศาสนาเฉียบขาด
ไม่มีการลดหย่อนถ้าตกนรกก็ตกตลอดกาล ไม่มีการแก้ตัวใดๆ ถ้าขึ้นสวรรค์ก็ขึ้นตลอดไป
ไม่มีการเกิดใหม่ มนุษย์ดูเหมือนจะต้องระวังแต่เฉพาะตอนตัดสินโทษเท่านั้นว่าจะรอดไปข้างไหน
เปรียบเหมือนการสอบชนิดมีแต่ได้กับตก ไม่มีการแก้ตัวหรือทำคะแนนเพิ่ม
ส่วนพุทธศาสนา แม้จะทรมานน่าสยดสยองกว่า แต่ก็มีความหวังว่าจะต้องได้พ้นทุกข์
มีความเมตตาจากพระอรหันต์มาโปรด สามารถได้รับส่วนบุญจากญาติพี่น้องส่งไปให้ได้
มีลักษณะแฝงความหวัง ความเมตตา และการให้อภัย อันเป็นลักษณะสำคัญของพุทธศาสนิกชน
|