|
ในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๖ เป็นช่วงที่ฮอลันดาและโปรตุเกสกำลังล่าเมืองขึ้นอยู่แถวหมู่เกาะชวา
และเขตใกล้เคียง จึงเกิดการรบราฆ่าฟันกันตามเมืองต่างๆระหว่างฝรั่งผู้รุกรานกับชาวเมืองเจ้าของถิ่น
เมืองสาเลห์(Saleh) หรือสเลมานบนฝั่งแม่น้ำปรากาก็เป็นเมืองหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะจลาจล
ถูกถล่มด้วยปืนใหญ่และธนูไฟจนวอดวาย
ดะโต๊ะโมกอล (ว่ากันว่าเป็นผู้นำของเมือง)
จึงพาครอบครัวและบริวารลงเรือสำเภา ลี้ภัยออกสู่ทะเลจีนใต้ รอนแรมข้ามทะเลมาขึ้นฝั่ง
ณ ชายหาดเขาหัวแดง ใกล้เมืองสทิงพระ ตกประมาณพ.ศ. ๒๑๔๗ ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
แล้วตั้งประชาคมมุสลิมขึ้นตรงนั้นอย่างสงบ ไม่มีการขัดแย้งกับชาวเมืองที่อยู่มาก่อน
ปักหลักอยู่ยาวนานจนมีผู้คนอพยพมาอาศัยอยู่มากขึ้น ในที่สุดก็พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองท่าปลอดภาษี
มีเรือสำเภาแวะเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันคับคั่ง
บทบาทของดะโต๊ะโมกอลได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรศรีอยุธยาด้วยดี
พระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น "ข้าหลวงใหญ่" ของสยาม
ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต่อมาคือท่านสุไลมานบุตรชายคนโต มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาความสงบของพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของนครศรีธรรมราช
มาจดเขตปัตตานี ครอบคลุมครึ่งล่างของเมืองตรัง ปะเหลียน พัทลุง
และสงขลา นอกจากนี้ก็ต้องเก็บส่วยสาอากรส่งถวายพระเจ้าแผ่นดินที่กรุงศรีอยุธยา
ท่านสุไลมานก็ได้ทำหน้าที่นี้เรียบร้อยด้วยดีมาตลอด
ต่อมาเกิดการยึดอำนาจขึ้นในกรุงศรีอยุธยาหลังพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต
พระเชษฐาธิราชพระราชโอรสองค์ใหญ่ถูกเจ้าพระยากลาโหมจับสำเร็จโทษ
แล้วตั้งพระอาทิตยวงศ์พระอนุชาซึ่งยังเด็กแค่ ๙ ขวบขึ้นนั่งบัลลังก์
ตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการ ทางเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งเป็นประเทศราชเห็นเป็นจังหวะดีที่จะแข็งเมืองไม่ยอมเป็นประเทศราชอีกต่อไป
จึงส่งทัพเรือมาตีข้าหลวงใหญ่แห่งเขาหัวแดง แม้ว่าท่านสุไลมานสู้รบป้องกันเมืองไว้ได้แต่บ้านเมืองก็เสียหายมากเอาการ
ท่านก็เลยปรับปรุงกำลังพลให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องกันตัวจากศึกครั้งต่อไป
ทำให้กรุงศรีอยุธยาเริ่มจับตามองท่านอย่างไม่ไว้ใจนัก
เหตุร้ายในอยุธยาดำเนินต่อไปเมื่อถึงคราวพระอาทิตยวงศ์ถูกสำเร็จโทษบ้าง
แล้วเจ้าพระยากลาโหมขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปราสาททองเสียเอง
ทรงกวาดล้างฝ่ายที่ไม่ยอมร่วมมือไปเป็นจำนวนมาก ท่านสุไลมานไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้
ประกอบกับท่านเคยจงรักภักดีกับพระเจ้าทรงธรรมมาแต่เดิม จึงตัดสินใจแข็งเมือง
ประกาศสถานภาพ "รัฐสุลต่าน" ขึ้นมา มีกำลังพลเข้มแข็งพอจะต่อต้านการปรามปรามจากกรุงศรีอยุธยาอยู่ได้
จนตลอดรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง
สุลต่านสุไลมานได้ครองตำแหน่งพระราชาธิบดีแห่งพัทลุงอยู่นานจนสิ้นพระชนม์ในอีก
๒๖ ปีต่อมา บาดหลวงเดอ ชัวสี ที่เดินทางมาเจริญพระราชไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เรียกท่านว่า
Sultan Negeri Singora หรือพระเจ้าสงขลา
อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระนารายณ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนพระทัยในเรื่องนี้
ทรงส่งกองทัพมีพระยารามเดโชเป็นแม่ทัพมาปราบปราม ใช้กลยุทธจุดไฟเผาที่ตีนเขาให้ระส่ำระสายก่อนแล้วจึงใช้กองเรือบุกโจมตีในเวลากลางคืน
เมื่อสุลต่านมุสตาฟาบุตรสุลต่านสุไลมานพ่ายแพ้แก่อยุธยา รัฐสุลต่านก็จบสิ้นลง
กลับคืนสู่ความเป็นหัวเมืองของกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง
เมื่อเปลี่ยนราชวงศ์จากปราสาททองเป็นบ้านพลูหลวง
พระเพทราชามิได้วางตัวเป็นปรปักษ์ต่อเชื้อสายสุลต่านสุไลมาน
แต่ว่าทรงมอบตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงให้บุตรชายอีกคนหนึ่งของสุลต่านได้ครองอีกครั้ง
ดำรงตำแหน่งพระยาจักรี( ฮุสเซน)
เชื้อสายของพระยาจักรีสืบสายเป็นขุนนางไทยมาจนถึงสมัยธนบุรี
และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนใหญ่ได้ดำรงตำแหน่งพระยาราชบังสัน
หรือพระยาราชวังสัน มีอำนาจหน้าที่ทางด้านทัพเรือ หนึ่งในจำนวนนี้คือพระยาราชวังสัน(หวัง)ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ท่านตั้งเคหสถานอยู่ติดวัดหงษ์รัตนาราม ในคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี
พระยาราชวังสัน(หวัง)และคุณหญิงชูภรรยาเอกมีธิดา
๓ คน หนึ่งในจำนวนนี้ชื่อเพ็ง ได้สมรสไปกับพระยานนทบุรี(จันท์)เจ้าเมืองนนทบุรี
คุณหญิงเพ็งมีธิดาชื่อเรียม
ต่อมาคุณเรียมได้ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายใน
เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านเป็นเจ้าจอมมารดาของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทับ
กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ แล้วก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติด้วยความเห็นชอบของ
"อเนกมหาชนนิกร สโมสรสมมุติ" คือจากที่ประชุมกันของขุนนางผู้ใหญ่และพระบรมวงศานุวงศ์
เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ - พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ส่วนเจ้าจอมมารดาเรียมต่อมาก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสุลาไลย
ชื่อนี้ สันนิษฐานว่า "สุลาไลย" เป็นการแผลงคำจาก
"สุไล" ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงชื่อสุลต่านสุไลมาน ต้นตระกูลเดิมของเจ้าจอมมารดาเรียม
เพราะคำศัพท์ไทยรุ่นเก่ามีการแผลงทำนองนี้อยู่ อย่างชื่อ พิมพิลาไลย
มาจาก พิมพิไล ซึ่งหมายถึงรูปงาม
ถึงแม้ว่าพระราชโอรสในสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
มิได้มีพระองค์ใดได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้า และมิได้ครองราชย์สืบต่อมา
แต่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชวงศ์จักรีเริ่มแต่รัชกาลที่
๕ เป็นต้นมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ล้วนสืบเชื้อสายจากสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
ทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพราะพระราชินีในรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์
เดิมคือหม่อมเจ้ารำเพย พระธิดาในพระองค์เจ้าศิริวงศ์ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์
พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระเทพศิรินทรฯจึงทรงเป็นพระนัดดา
หรือ " หลานปู่" ในสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ และทรงเป็น "เหลนทวด"
ในสมเด็จพระศรีสุลาไลย
พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเทพศิรินทรฯ
คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
เชื้อสายของสุลต่ายสุไลมานจึงเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรี
ผ่านทางสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยประการนี้
|