|
กวีผู้เป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีไทยผู้นี้ น่าจะมีคำเติมตอนท้ายว่า
"เจ้าฟ้าผู้มีชะตาจากสูงสุดลงต่ำสุด" พระประวัติของพระองค์ท่านเต็มไปด้วยสีสันเข้มข้น
เริ่มต้นอย่างงดงามแต่จบลงอย่างน่าเศร้ายิ่งกว่าโศกนาฎกรรมเรื่องใดๆ
ถ้าพูดแบบความเชื่อไทยๆก็ต้องพูดว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ
"เจ้าฟ้ากุ้ง" ต้องทำบุญเก่ามาประเสริฐ จึงได้ประสูติในฐานะพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมโกศ
กับกรมหลวงอภัยนุชิตพระมเหสีเอกในจำนวน ๓ พระองค์ของพระราชบิดา
ด้วยศักดิ์ที่สูงกว่าพระอนุชาทุกพระองค์นี้เอง จึงทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล
หรือตำแหน่งวังหน้ามหาอุปราช เฉลิมพระนามว่ากรมขุนเสนาพิทักษ์
สิ้นพระเจ้าบรมโกศเมื่อใด แผ่นดินก็ต้องตกเป็นของพระมหาอุปราชตามโบราณราชประเพณี
เท่านี้ยังไม่พอ สวรรค์ยังเอื้อเฟื้อประทานพรสวรรค์มาให้อีก
ให้นิพนธ์การกวีได้ยอดเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนทั้งแผ่นดิน
พระนิพนธ์ที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ได้ชื่อว่าเป็นชิ้นเอกในประเภทเดียวกัน
คือ บทเห่เรือ บทเห่เรื่องกากี เห่สังวาส
เห่ครวญ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก นิราศธารทองแดง
และมีวรรณคดีศาสนาอีก ๒ เรื่อง คือ นันโทปนันทสูตรคำหลวง
และ พระมาลัยคำหลวง งานเหล่านี้ไพเราะขนาดไหน ลองวาดภาพขบวนเรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา
ตอนค่ำเมื่อพระอาทิตย์ลับไป พระจันทร์เต็มดวงลอยใสสว่างพ้นขอบฟ้าขึ้นมา
และมีเสียงเห่ต่อไปนี้กังวานไปตามลำน้ำ เห็นสักครั้ง แล้วจะพบว่าสุดแสนจะซาบซึ้งจริงๆ
|
เรื่อยเรื่อยมารอนรอน
|
สุริยจรเข้าสายัณห์ |
| เรื่อรองส่องสีจันทร์ |
ส่งแสงกล้าน่าพิศวง |
|
ลิ่วลิ่วจันทร์แจ่มฟ้า
|
เหมือนพักตราหน้านวลผจง |
| สูงสวยรวยรูปทรง |
ส่งศรีเจ้าเท่าสีจันทร์ |
ถ้ายังไม่หวานพอ ลองฟังบทรำพึงถึงนางยามอยู่ห่างไกลกัน ทรงสร้างบรรยากาศฝนตกลมพัดเย็นในขุนเขา
แต่หัวอกคนรักยามจากคู่ก็ยังร้อนรุมอยู่ดี นอกจากนี้ มีคำไพเราะอยู่คำหนึ่งที่ไม่ซ้ำแบบกับกวีคนใด
คือเรียกนางว่า "แก้วกับอก" ให้ภาพความรักและทะนุถนอมสิ่งมีค่าที่เปราะบาง
เหมือนกอดดวงแก้วเอาไว้แนบอก ส่วน "แก้วโกมล" หมายถึง แก้วใจ
ค่ะ
| ฝนตกฝนหากตก |
แก้วกับอกอย่างโกรธฝน |
| ลมพัดรับขวัญบน |
แก้วโกมลมานอนเนา |
| ฝนตกไม่ทั่วฟ้า |
เย็นแหล่งหล้าในภูเขา |
| ไม่เย็นในอกเรา |
เพราะคู่เคล้าเจ้าอยู่ไกล |
อ่านจากพระนิพนธ์ รู้สึกว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เป็นศิลปินผู้มีอารมณ์รักอ่อนหวานและอ่อนไหว
บทรักของท่านกับนางในจึงฟังน่ารักเหมือนหนุ่มสาววัยรุ่น
เมื่อนางร้อยดอกลำดวนถวาย ตามแบบผู้หญิงสมัยนั้นเขานิยมเอาดอกลำดวนมาร้อยเป็นสร้อยคอ
สร้อยข้อมือเล่นกันน่ารักน่าเอ็นดู เจ้าฟ้ากวีของเราก็ทรงคล้องสร้อยดอกลำดวนให้นางด้วยองค์เอง
เหมือนหนุ่มสาวคู่รักแสดงต่อกัน ไม่ใช่เจ้านายต่อนางบริวาร
| ลำดวนเจ้าเคยร้อย |
กรองเป็นสร้อยลำดวนถวาย |
| เรียมชมดมสบาย |
พี่เอาสร้อยห้อยคอนาง |
| ลำดวนปลิดกิ่งก้าน |
สนสาย |
| กรองสร้อยลำดวนถวาย |
ค่ำเช้า |
| ชูชมดมกลิ่นสบาย |
ใจพี่ |
| เอาสร้อยห้อยคอเจ้า |
แนบหน้าชมโฉม |
ถ้าหากว่าเจ้าฟ้ากวีทรงจำกัดความรักไว้แค่เจ้าจอมหม่อมห้าม
เรื่องเศร้าก็คงไม่เกิดขึ้นในชีวิต แต่ว่าทรงทำบุญมามากแค่ไหนก็น่าจะเคยทรงกรรมหนักมากเท่านั้น
เพราะท่านเกิดไปรักใคร่กับเจ้าฟ้าสังวาลมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว
เจ้าฟ้าสังวาลนี้เป็นเจ้าเชื้อสายในเจ้านายอีกองค์หนึ่งของอยุธยา
ต่อมาก็ถูกส่งขึ้นถวายพระเจ้าบรมโกศ ทรงแต่งตั้งเป็นพระมเหสีองค์ที่สาม
มีพระโอรสธิดาด้วยกันถึง ๔ องค์ เชื่อกันว่าด้วยความรักที่ยังตัดกันไม่ขาดก็ทรงลักลอบติดต่อกับเจ้าฟ้าสังวาล
เรื่องนี้สะท้อนภาพอยู่ในกาพย์เห่เรือกากี นิพนธ์ไว้เฉพาะตอนที่พญาครุฑผู้เป็นชายชู้ลักพานางกากี
ชายาท้าวพรหมทัตไปสมสู่กันบนวิมานฉิมพลี
|
กางกรอุ้มโอบแก้ว |
กากี |
| ปีกกระพือพาศรี |
สู่งิ้ว |
| ฉวยฉาบคาบนาคี
|
เป็นเหยื่อ |
| หางกระหวัดรัดหิ้ว |
สู่ไม้รังเรียง |
ในเรื่องนี้ มีกาพย์บรรยายบทสังวาสเอาไว้ เป็นวรรณศิลป์ที่งดงามจับใจ
เล่นเสียง "ส" และคำว่า "สอง" อย่างวิจิตร ขอยกมาตอนหนึ่งนะคะ
| สองสุขสองสังวาส |
แสนสุดสวาทสองสู่สม |
| สองสนิทนิทรารมณ์ |
กลมเกลียวชู้สู่สมสอง |
| แย้มยิ้มพริ้มพักตรา |
สาภิรมสมจิตปอง |
| แสนสนุกสุขสมพอง |
ในห้องแก้วแพรวพรรณราย |
เจ้าฟ้ากวีทรงมีพระอนุชาต่างพระมารดา ๓ พระองค์ เรียกรวมกันว่าเจ้าสามกรม
ไม่ทรงถูกกันเลย ถึงกับครั้งหนึ่งมีเรื่องกริ้วเจ้าสามกรมว่าทำตัวสูงเกินศักดิ์
ก็ทรงเรียกตัวข้าราชบริพารของเจ้าสามกรมมาโบยหลัง ๑๕ ทีบ้าง
๒๐ ทีบ้าง เป็นการประชดไปถึงเจ้านาย เจ้าสามกรมก็คงจะแค้นพระทัย
จึงตอบแทนสาสมด้วยการนำความไปทูลฟ้องพระเจ้าบรมโกศว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงเล่นชู้กับพระมเหสีของพระราชบิดา
เมื่อเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เกิดสอบสวนกันเป็นการใหญ่
ทั้งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์และเจ้าฟ้าสังวาลถูกสอบสวนจนทรงยอมรับผิดตามข้อหา
จึงถูกลงโทษอย่างหนัก
ตามกฎมณเฑียรบาล การละเมิดสตรีในวังมีโทษถึงประหารชีวิต
ถ้าหากว่าเจ้าฟ้ากวีทรงถูกประหารตามกฎเสียให้รู้แล้วรู้รอดก็คงจะน่าเศร้าสลดใจน้อยกว่านี้
แต่พระราชบิดาทรงลดหย่อนผ่อนโทษให้ไม่ให้ถูกประหาร น่าสะเทือนใจตรงที่ผลกลับกลายเป็นว่า
การลดโทษกลับเลวร้ายสาหัสกว่าถูกประหารเสียอีก
พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เริ่มต้นด้วยถูกถอดลงเป็นไพร่
แล้วถูกทรงเฆี่ยนด้วยหวายได้ ๒๐ ที ทรงเจ็บปวดมากจนสลบไป พระเจ้าบรมโกศก็ทรงให้หยุดเฆี่ยน
แก้ไขจนฟื้นขึ้นมาในวันต่อไปก็เฆี่ยนต่ออีก ๖๐ ที เอาเหล็กเผาไฟนาบพระนลาฎ
(หน้าผาก) และพระบาทเป็นการลงโทษ แล้วให้เฆี่ยนต่อไปจนครบ
๒๓๐ ที ตามโทษที่ถูกลดหย่อนจากประหารชีวิต แต่เฆี่ยนไปได้
๑๘๐ ที ทรงทนความเจ็บปวดบอบช้ำไม่ไหวก็สิ้นพระชนม์คาหลักเฆี่ยน
ส่วนเจ้าฟ้าสังวาลถูกเฆี่ยนสามสิบที แล้วนำไปจองจำ อยู่ได้สามวันก็สิ้นพระชนม์ตามไปอีกองค์หนึ่ง
ถ้าจะถามว่าเหตุใดพระราชบิดาทรงทำได้ถึงขนาดนี้ มองอย่างตรงไปตรงมาก็คือทรงเคร่งครัดต่อกฎมณเฑียรบาล
เล่ากันว่าก่อนพระมเหสีจะสิ้นพระชนม์ได้ทูลขอไว้ว่าถ้าพระราชโอรสทำผิด
ให้ลดหย่อนโทษลงจากประหารเป็นเฆี่ยน จากเฆี่ยนเป็นเนรเทศ
เมื่อปรากฏว่าทรงทำผิดจริงๆ ก็โปรดฯให้เป็นไปตามที่ทูลขอไว้
แต่ถ้าให้เดาเป็นส่วนตัว ขอเดาว่าพระเจ้าบรมโกศคงจะไม่พอพระทัย
พระราชโอรสองค์ใหญ่มานานแล้ว เพราะเจ้าฟ้ากวีของเรานอกจากไม่ถูกกับพระอนุชาทั้งสาม
ก็ยังไม่พอพระทัยพระภิกษุเจ้าฟ้านเรนทร์ ผู้เป็นพระเจ้าหลานยาเธอองค์ที่พระเจ้าบรมโกศทรงโปรดปรานอย่างยิ่ง
ทรงระแวงว่าเจ้าฟ้านเรนทร์จะเป็นศัตรูราชสมบัติ ทั้งที่เจ้าฟ้านเรนทร์ผนวชมานานหลายปีแล้ว
ไม่เคยมีท่าทีว่าจะมากีดขวางใคร วันหนึ่งทรงซุ่มดักรอที ตอนฝ่ายนั้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าบรมโกศ
ทรงไล่ฟันจะให้ถึงตาย แต่เจ้าฟ้านเรนทร์ทรงโชคดีหรือมีวิชาดีหนังเหนียวก็ไม่แน่
ทรงรอดดาบไปได้โดนแค่จีวรขาด เรื่องรู้ไปถึงพระเจ้าบรมโกศ
ถึงกับพิโรธหนักจนพระมเหสีต้องรีบพาพระราชโอรสไปผนวชให้พ้นราชภัย
รอดไปได้อย่างฉิวเฉียดมาครั้งหนึ่ง พอสิ้นพระราชมารดาก็ไม่มีใครปกป้องพระองค์อีก
ถ้าหากว่าไม่เกิดเรื่องนี้เสียก่อน ทรงอยู่มาได้อีก ๓ ปีก็จะได้ครองราชย์
น่าจะเป็นยุคเฟื่องฟูของวรรณคดีไทยอีกยุคหนึ่ง
พระศพของเจ้าฟ้ากวีมิได้รับการถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี
แต่ถูกฝังเอาไว้ที่วัดไชยวัฒนาราม ในเจดีย์สร้างอย่างหยาบๆคู่กับเจ้าฟ้าสังวาล
วัดนี้เป็นวัดใหญ่อยู่ที่บางปะอินริมแม่น้ำเจ้าพระยา หากพระวิญญาณยังอยู่ที่นั่น
ก็คงจะได้ทอดพระเนตรลำน้ำที่เคยใช้ล่องเรือ เห่บทพระนิพนธ์เมื่อสองร้อยปีก่อนและยังเป็นที่ขับขานจดจำรำลึกกันมาจนถึงวันนี้
มีบทเห่บทหนึ่ง แสนเศร้า เหมือนจะเป็นการสะท้อนชะตากรรมของเจ้าฟ้ากวี
โดยที่พระองค์ท่านคงไม่ทรงรู้องค์ว่าจะทรงเป็นไปอย่างพระนิพนธ์บทนี้ทุกประการ
| แต่เช้าเท่าถึงเย็น |
กล้ำกลืนเข็ญเป็นอาจิณ |
| ชายใดในแผ่นดิน |
ไม่เหมือนพี่ที่ตรอมใจ |
|