|
ตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมาจนรัตนโกสินทร์ ราชอาณาจักรสยามเปิดกว้างให้พ่อค้าวาณิชทั้งตะวันตกและตะวันออก
ถ้าไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกจนกระทบกระเทือนความมั่นคงของราชบัลลังก์แล้วพระเจ้าแผ่นดินส่วนใหญ่ไม่ทรง
รังเกียจชาวต่างชาติ หลายรัชกาลก็ถึงกับส่งทูตไปสู่อาณาจักรอื่นเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน
การสื่อสารติดต่อต้องอาศัยล่าม ซึ่งเป็นคนไทยที่รู้ภาษาต่างประเทศดีพอจะสื่อสารกับเจ้าของประเทศนั้นๆได้
ล่ามไทยที่ว่านี้ แบ่งได้ออกเป็น 2
ประเภทคือ ล่ามไทยที่รู้ภาษาตะวันออก กับล่ามไทยที่รู้ภาษาตะวันตก
ล่ามไทยพวกแรก ส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนและแขก
เกิดจากการติดต่อค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คำว่า "จีน" มีแห่งเดียวคือจีนแผ่นดินใหญ่
ส่วน "แขก " ครอบคลุมถึงอินเดีย อาหรับ ลังกา ทมิฬ มลายู ชวา
ทั้งหมดนี้คนไทยเรียกกันรวมๆว่า "แขก" ถ้าจะเจาะจงว่าเป็นพวกไหน
ก็ใช้คำว่า "แขก" นำหน้าแล้วต่อด้วยเชื้อชาติถิ่นที่อยู่ เช่นแขกทมิฬ
แขกชวา แขกลังกา ฯลฯ
บรรพชนคนไทยเหล่านี้เดินทางมาถึงไทยด้วยเหตุผลทางการค้าเป็นอันดับแรก
เมื่อสบโอกาส เห็นว่าพระเจ้าแผ่นดินต้อนรับด้วยดีและตัวเองมีช่องทางจะตั้งหลักแหล่งได้ในดินแดนนี้
ก็สมัครเข้ารับราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางไทย อย่างเช่นต้นตระกูลไกรฤกษ์
เป็นจีนแซ่หลิม ตระกูลบุนนาคเป็นพ่อค้าจากเปอร์เชียชื่อเฉกอะหะหมัด
ตระกูลบุณยรัตพันธุ์มาจากพราหมณ์พฤติบาศในอินเดีย ลูกหลานที่สืบเชื้อสายต่อมาก็นับตนเองเป็นไทย
ในจำนวนนี้ยังมีบางคนที่รู้ภาษาดั้งเดิมของบรรพบุรุษอยู่
พวกที่มีเชื้อสายจีนพูดภาษาจีนได้ ก็เข้ารับราชการในกรมท่าซ้าย
ส่วนคนที่พูดภาษาแขกก็เข้ารับราชการในกรมท่าขวา ขึ้นอยู่กับพระคลัง
ซึ่งสมัยโบราณทำหน้าที่เป็นทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ
หัวหน้าคนจีนในไทย คือเจ้ากรมท่าซ้าย มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาโชฎึกราชเศรษฐี
ส่วนเจ้ากรมท่าขวา เจ้ากรมมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาจุฬาราชมนตรี
อีกพวกหนึ่งคือล่ามไทยที่รู้ภาษาตะวันตกมีอยู่น้อยนับตัวถ้วน
ไม่มากมายอย่างพวกแรก ล่ามพวกนี้ได้แก่พวกคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสซึ่งบรรพบุรุษเข้ามาค้าขายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงเมืองอยุธยา เรียกว่า หมู่บ้านโปรตุเกส
เมื่อตั้งกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ คนไทยเชื้อสายโปรตุเกสอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่แถวตำบลกุฎีจีน
ตำบลสามเสน ออกเสียงเรียกอย่างชาวบ้านว่า "ฝรั่งกฎีจีน" หรือ
"ฝรั่งกระดีจีน" พวกนี้พอจะเรียนรู้ภาษาโปรตุเกสบ้างตามที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
จึงมักรับราชการในตำแหน่งที่เรียกว่า "ล่ามฝรั่ง" อยู่ในกรมท่า
มีอัตราอยู่ 5 คน หัวหน้ามีราชทินนามเป็นขุนเทพวาจา รับเบี้ยหวัดปีละ
7 ตำลึง หน้าที่การงานมีน้อยมาก เพราะไทยติดต่อกับโปรตุเกสก็แต่เฉพาะการค้าขายที่เมืองมาเก๊า
นานๆเจ้าเมืองจะมีหนังสือมาสักครั้งหนึ่ง
ส่วนการติดต่อค้าขายกับอังกฤษเริ่มมีขึ้นมาบ้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ไม่มีล่ามไทยคนไหนพูดอังกฤษได้ นายเรืออังกฤษจึงต้องอาศัยแขกมลายูเป็นล่าม
ดังนั้นการติดต่อค้าขายระหว่างรัฐบาลไทยกับเรือสินค้าอังกฤษก็ดี
หรือการติดต่อทางราชการกับอังกฤษที่เกาะหมาก และสิงคโปร์ก็ดี
ต้องใช้ภาษามลายูล้วนๆ
ในปลายรัชกาลที่ 3 ไวศ์รอยหรือผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดีย
มีบัญชาให้นายจอห์น ครอฟอร์ด เป็นทูตมาเจรจาติดต่อกับประเทศไทย
เมื่อ พ.ศ. 2364 ก็ต้องอาศัยภาษามลายูเป็นพื้นฐานการติดต่อ ปรากฏในจดหมายเหตุของครอฟอร์ด
ฟังดูก็ค่อนข้างทุลักทุเล คือทูตอังกฤษเริ่มต้นด้วยการพูดภาษาอังกฤษแก่ล่ามมลายูที่พามาด้วย
ล่ามแปลคำพูดจากอังกฤษเป็นภาษามลายูให้ล่ามไทยที่รู้ภาษามลายูชื่อหลวงโกชาอิศหากฟัง
แล้วหลวงโกชาอิศหากจึงแปลจากภาษามลายูเป็นภาษาไทยให้เจ้าพระยาพระคลังรับทราบอีกทีหนึ่ง
เมื่อเจ้าพระยาพระคลังจะตอบว่าอะไร ก็ต้องแปลย้อนกลับเป็นลำดับจากไทย
มลายู และอังกฤษ กลับไปเป็นทอดๆอีกที
เมื่ออังกฤษรบกับพม่า ครอฟอร์ดแจ้งข่าวให้ไทยทราบจากสิงคโปร์
ก็ต้องแปลหนังสือพิมพ์ข่าวจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาโปรตุเกสเสียก่อนแล้วค่อยให้ล่ามแปลเป็นไทย
เพราะมลายูมีคำน้อยไม่พอจะอธิบายความได้แจ่มแจ้ง
ดังนั้น ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภาษาต่างประเทศที่คนไทยรู้จักเพื่อจะติดต่อกับประเทศตะวันตก
มีอยู่ 2 ภาษาคือโปรตุเกสและมลายู ส่วนภาษาจีน ใช้ติดต่อกันระหว่างไทยกับจีนเท่านั้น
ล่ามไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้เพิ่งมีในรัชกาลที่ 3 เมื่อมิชชันนารีชาวอเมริกันเดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในประเทศไทย
สอนภาษาให้คนไทยจนเขียนและพูดอังกฤษได้คล่อง ล่ามไทยคนแรกที่ติดต่อสื่อสารได้ระหว่างสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ
และทูตชาวอังกฤษคือพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฏ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในรัชกาลที่ ๔ ล่ามไทยคนสำคัญที่ไปกับคณะทูตไทยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี
ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยาม และพระราชินีนาถวิกตอเรียนแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ
คือหม่อมราโชไทย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร) ผู้แต่ง นิราศลอนดอน
|