CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

กระดานเสวนาเรือนไทย หน้าต่างโลก ศิลปะวัฒนธรรม เรือนไทย Main ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่งกลอน นิยายและเรื่องสั้น

 

สองกษัตริย์สุดท้าย

เทาชมพู pinkandgrey@doramail.com

    เมื่อ ร.ศ. ๑๑๒(พ.ศ. ๒๔๓๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก ไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมหลายวันหลายคืนติดต่อกัน มีสาเหตุจากเจ็บช้ำพระราชหฤทัยเรื่องฝรั่งเศสรังแกสยาม ในช่วงนั้นก็ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีรำพึงถึงความกลัดกลุ้มทุกข์ร้อน อีกทั้งท้อพระทัยว่าพระนามจะถูกติฉินนินทาไม่รู้จบสิ้น เหมือนสองกษัตริย์ผู้ไม่สามารถจะปกป้องกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ได้จากข้าศึกศัตรู

    เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์
มะนะเรื่องบำรุงกาย
ส่วนจิตบ่มีสบาย ศิระกลุ้มอุราตรึง 
    แม้หายก็พลันยาก
จะลำบากฤทัยพึง 
ตริแต่จะถูกรึง อุระรัดและอัตรา
    กลัวเป็นทวิราช
บ่ตริป้องอยุธยา
เสียเมืองจึงนินทา บ่ละเว้นฤาว่างวาย

 

สองกษัตริย์ หรือ 'ทวิราช' ที่ทรงเอ่ยถึงเป็นพระนามซึ่งจดจำกันต่อๆมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ หมายถึงพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์สององค์สุดท้ายของอาณาจักรศรีอยุธยา

ทำไมพระนามถึงเป็นที่ติฉินนินทากันต่อมายาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี ก็เพราะคนไทยที่เหลือรอดมาตั้งอาณาจักรธนบุรี และรัตนโกสินทร์ถือกันว่า ทั้งสองพระองค์ควรรับผิดชอบยิ่งกว่าคนไทยอื่นๆในการเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ปกครองและกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง

    พระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศทรงมีกำเนิดเป็นเจ้าฟ้าพระราชโอรสในพระเจ้าบรมโกศ ประสูติแต่พระมเหสีพระองค์ที่สอง (คนละองค์กับ พระราชมารดาในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์) โดยพระชนมายุ เจ้าฟ้าเอกทัศเป็นพระเชษฐาของเจ้าฟ้าอุทุมพร เมื่อไม่มีเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์แล้วก็น่าจะทรงมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์เป็นลำดับต่อมา แต่ว่าพระราชบิดาไม่โปรดพระโอรสองค์นี้เลย จึงมีพระบรมราชโองการ ให้ไปผนวชที่วัดกระโจมเสียให้พ้นทาง เจ้าฟ้าอุทุมพรผู้มีพระปรีชาสามารถมากกว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อไป

    เมื่อพระเจ้าบรมโกศสวรรคต เจ้าฟ้าเอกทัศก็ลาผนวชเสด็จกลับเข้าวังเพื่อแสดงสิทธิ์ของพระองค์ พงศวดารกล่าวว่าเสด็จเข้าไปในพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ประทับนั่งบนพระแท่นพาดพระแสงดาบไว้บนพระเพลา แล้วโปรดฯให้พระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้า พระอนุชาผู้ขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่วันก็เข้าพระทัย ยอมถวายราชบัลลังก์ให้โดยดี แล้วหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาด้วยการไปผนวชเสียที่ วัดประดู่ทรงธรรมให้หมดเรื่องไป

    พระเจ้าเอกทัศครองราชย์รวมทั้งหมด ๙ ปี ในช่วงแรกเมื่อพม่ายังไม่ได้มารุกราน บ้านเมืองก็กินบุญเก่ามาเรื่อยๆ ไม่เดือดร้อน ราษฎรทำมาหากินกันไปตามประสาชาวบ้าน พ่อค้าทั้งแขก จีน อังกฤษ และตะวันออกกลางต่างมาค้าขาย นำความมั่งคั่งมาสู่อาณาจักรเหมือนในแผ่นดินก่อนๆ แต่ตัวพระองค์เองเป็นคนแบบไหน มองเซนเยอร์บริโกต บาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้มาเผยแพร่ศาสนา ในยุคนั้นได้กล่าวถึงไว้อย่างไม่นิยมชมชื่นในจดหมายเหตุว่า "พระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง หรือเกี่ยวกับการสงคราม ไม่ทรงมีอำนาจที่จะขจัดเหตุร้ายได้"

    บุญเก่าเริ่มหมดลงเมื่อมีศึกพม่าครั้งแรก ในพ.ศ. ๒๓๐๒-๐๓ พระเจ้าอลองพญายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ พระเจ้าเอกทัศทรงเห็นเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะทรงสู้ศึกได้เอง จึงไปขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาบัญชาการรบแทนพระองค์ พระเจ้าอุทุมพรก็ทรงยอมทำตาม ในการศึกครั้งนี้อลองพญาถูกกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายไทยบาดเจ็บสาหัส จำต้องถอยทัพไปสิ้นพระชนม์กลางทาง อยุธยาก็พ้นศึกกลับมาสงบตามเดิม

    เมื่อศึกสงบ แทนที่จะทรงมอบหมายให้พระอนุชาครองราชย์อย่างที่ควรจะเป็น พระเจ้าเอกทัศก็ทรงใช้ไม้เดิม ประทับนั่งพาดพระแสงดาบบนพระเพลาให้รู้ว่าทรงทวงบัลลังก์คืน พระอนุชาก็ว่าง่าย ทูลลากลับไปผนวชอย่างเก่า จนได้สมญาว่า "ขุนหลวงหาวัด" คือช่างใฝ่พระทัยหันเข้าหาศาสนาอยู่หลายครั้งหลายหนเอาเสียจริงๆ ส่วนความแท้จริงในพระทัยจะเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้ได้ รู้แต่ว่าเมื่อเกิดศึกพม่าครั้งต่อมา คือในสงครามครั้งสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ไทยเริ่มเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำติดต่อกันหลายครั้งหลายคราว จนถึงคับขันจนกรุงใกล้จะแตก ราษฎรหมดความหวังในตัวพระเจ้าเอกทัศ ก็พากันไปถวายฎีการ้องทุกข์ ทูลขอร้องพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชมาช่วยบ้านเมืองอีกครั้ง แต่จะด้วยความเกรงพระทัยพระเชษฐา หรือเอือมระอาเต็มทีไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยอีกก็ตาม ท่านก็เฉยไม่ยอมลาผนวชท่าเดียว ไม่ว่าราษฎรจะอ้อนวอนแค่ไหนก็ตาม ปล่อยให้พระเจ้าเอกทัศบัญชาการรบไปเอง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของอยุธยามาถึงทั้งสองพระองค์

    พงศาวดารเล่าว่าพระเจ้าเอกทัศทรงหนีออกจากอยุธยาไปได้ แต่ก็หนีไปไม่ตลอด เพราะอดอาหารมิได้เสวยถึงสิบเอ็ดสิบสองวัน จนไปสิ้นพระชนม์ที่ค่ายโพธิ์สามต้น แต่ใน History of the Kingdom of Siam ผู้เรียบเรียงคือ M. Turpin ระบุว่า ถูกปลงพระชนม์ที่ประตูวังนั่นเองเมื่อพยายามเสด็จหนีจากเมือง ไม่ว่าเรื่องไหนจริงก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นถึงวาระสุดท้ายอันน่าสลดใจ ของผู้เคยอยู่ในฐานะประมุขสูงสุดของอาณาจักร

    ส่วนพระเจ้าอุทุมพรถูกจับเป็นเชลยพร้อมเจ้านายและขุนนางอื่นๆจำนวนมาก ถูกนำตัวไปพม่า แล้วก็ทรงอยู่ในพม่าจนสิ้นพระชนม์ไปในที่สุด ระหว่างนั้นทรงให้ปากคำบันทึกกับชาวพม่า ถึงประวัติศาสตร์ของอยุธยา ต่อมาเรื่องนี้แปลเป็นไทยชื่อ คำให้การของขุนหลวงหาวัด

    กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทในรัชกาลที่ ๑ เคยเป็นมหาดเล็กหุ้มแพร ตำแหน่งนายสุดจินดาเมื่อตอนปลายอยุธยามาก่อน รู้ตื้นลึกหนาบางในพระบรมมหาราชวังดี จนถึงกับบรรยายเอาไว้ในพระนิพนธ์อย่างแค้นพระทัยในตัวพระเจ้าเอกทัศว่า ทรงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียกรุง เนื่องจากทรงเลี้ยงข้าราชบริพารสอพลอไว้มาก แต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงทั้งที่ไม่มีฝีมือ แล้วยังมีจิตริษยาปัดแข้งปัดขาขุนนางอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจึงป้องกันบ้านเมืองไว้ไม่ได้

  ...  ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลเหตุ จะอาเพศกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ 
มิได้พิจารณาพวกข้าไท เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา
ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา 
สุภาษิตท่านกล่าวเป็นราวมา จะแต่งตั้งเสนาธิบดี 
ไม่ควรอย่าให้อัครฐาน จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี 
เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา 
เสียยศเสียศักดิ์นคเรศ เสียทั้งพระนิเวศน์วงศา 
เสียทั้งตระกูลนานา เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร 

    ไม่ว่าพระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศทรงกระทำการต่างๆ ที่ว่านี้ลงไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นคือความล่มจมของอาณาจักรที่ตั้งมาถึง ๔๑๗ ปี ถึงแม้ว่าสาเหตุใหญ่มาจากสงครามที่ไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พม่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงบทบาท และการตัดสินพระทัยของทั้งสองพระองค์ว่า มีผลต่อชะตากรรมของอยุธยา พระนามจึงเป็นที่จดจำกันต่อมานานนับร้อยปี ในฐานะบุคคลที่ไม่มีใครอยากจะตกอยู่ในฐานะเดียวกัน

 



สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com

Copyright 2001, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย