หน้าที่ 1 - เวลารวดเร็วเหมือนติดปีกปิด แล้วหนุ่มน้อย ม.ปลาย ก็เรียนจบปริญญาเอกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2544 นายสุรเชษฐ หลิมกำเนิด (น้องยอ) หนุ่มน้อยหน้าใสวัย 23 ปี ชาวลำปาง ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านฟิสิกส์ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านและมารายงานตัวที่หน่วยงานต้นสังกัดที่ให้ ทุนคือสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คราวนั้นผู้เขียนจึงได้จับเข่าคุยถึงประสบการณ์ร่ำเรียนฟิสิกส์ในต่างแดนของเด็กเก่งคนนี้

แล้ววันเวลาติดปีกก็โบยบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปลายเดือนตุลาคม 2549 นี้เอง น้องยอกลับมารายงานตัวที่ สสวท. อีกครั้ง หลังจากเรียนจบปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเดิมมาหมาด ๆ ด้วยวัย 28 ปี แต่หน้าตาอ่อนวัยใสปิ๊งที่มองดูแล้วเหมือนเด็กขาสั้น ม. ปลายมากกว่า
น้องยอได้รับทุน พสวท. ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปศึกษาต่อปริญญาตรี-โท-เอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนเดียวกัน ตอนที่ร่ำเรียนปริญญาตรีนอกจากจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งแล้ว ยังแถมพ่วงรางวัล DONALD R. YENNIE PRIZE IN PHYSICS จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล เป็นรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติของโปรเฟสเซอร์ DONALD R. YENNIE PRIZE IN PHYSICS ที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้กับนักเรียนที่มีผลงานวิจัยดีเด่นและเรียนดีที่สุดในรุ่นของภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล เพียงปีละ 1 รางวัล โดยมอบเกียรติบัตรพร้อมเงินรางวัล 1,000 เหรียญจากผลงานวิจัยเกี่ยวกับดาราศาสตร์เรื่องแบล็คโฮล นิวตรอน สตาร์ (BLACK HOLE NEUTRON STARS)
งานวิจัยดังกล่าวเป็นคอมพิวเตอร์ซิมูเลชั่น หรือ Computertional Physic แก้สมการของไอน์สไตน์ดูว่าเวลามีหลุมดำมาโคจรกันจะเกิดอะไรขึ้น ปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงอย่างไร เพราะตอนนั้นอเมริกากำลังสร้างเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงกันอยู่ โดยงานวิจัยนี้พิสูจน์ว่าผลทางทฤษฎีกับการทดลองตรงกันหรือเปล่า
ส่วนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกนั้น น้องยอบอกว่าเป็นงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับกลศาสตร์การเคลื่อนที่
ของ dislocations ในโลหะ เวลาเราสร้างหรือหล่อโลหะให้เป็นรูปจากเบ้าหลอม เมื่ออุณหภูมิต่ำลงอย่างรวดเร็ว การเกาะตัวของอะตอมในโลหะเพื่อจะจัดรูปตาม crystal structure ของชนิดโลหะนั้นๆมักจะไม่สมบูรณ์ ระนาบอะตอมส่วนที่หายไป หรือเพิ่มขึ้น คือสิ่งที่เราเรียกว่า dislocation ครับ รูปร่างหน้าตาจะเหมือน
เส้นก๋วยเตี๋ยว dislocations เหล่านี้สร้างสนามความเค้น(stress field)รอบๆ ตัวด้วย
งานวิจัยของผมก็คือผมเขียนสมการการเคลื่อนที่ของเส้นเหล่านี้แล้วศึกษาการจัดเรียงตัว กันเป็นรูปแบบไหนภายใต้แรงกระทำของกันและกัน แล้วเราพบว่ามันจะเรียงตัวกันเป็น ผนังเกรน(grain boundaries) ตามที่เห็นในธรรมชาติครับ นอกจากนี้เรายังพบรูปแบบการเรียงตัวในลักษณะเดียวกันนี้กับ โลหะที่เรียงตัวกัน โดยสมบูรณ์อยู่แล้ว แล้วถูกทุบโดยแรงภายนอกให้เสียรูปอีกด้วย
เราสามารถใช้วิธีการตามแบบงานวิจัยนี้ช่วยทดสอบได้ว่าโลหะชนิดหนึ่งๆนั้นมีจุดเปราะอยู่บริเวณใดบ้าง สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการทำวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ก็คือความตื่นเต้นว่าทฤษฎีของเราจะตรงกับสิ่งที่พบเห็นใน ธรรมชาติรึเปล่า เราเริ่มต้นจากสมมุติฐานที่พื้นฐานมากครับ สมการที่เราเขียนขึ้นอาจจะไม่ก่อให้เกิดรูปแบบที่เห็น ในธรรมชาติอะไรเลยก็ได้ ถ้าโชคร้ายผมก็จะเสียเวลาไปเปล่าๆเลยเป็นสองสามปี ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาก็เตือนไว้ ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นงานวิจัยแล้ว วันที่เห็นผลในคอมพิวเตอร์แล้วเป็นรูปร่างอย่างที่คิดนั้นก็ดีใจมาก
ผมเรียนจากตรีถึงเอกใช้เวลาเก้าปี ตรีสี่ปี โท-เอกห้าปี งานอดิเรกก็เหมือนเดิมครับคือ ทำอาหาร เล่นกีตาร์ ร้องเพลง ท่องเที่ยว ทุกคนที่นั่น ไม่มีการแบ่งวิทย์แบ่งศิลป์ ทุกวันศุกร์ทุกคนก็จะมาบ้านผม แล้วร่วมกันทำ กับข้าวมื้อใหญ่ ตกลงกันก่อนเลย ว่าจะทำอาหารแนวไหน บางทีก็อาหารอีสาน อาหารทะเล อาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมไทย ฯลฯ หลังจากนั้นก็ร้องเพลงกัน เสาร์ อาทิตย์ที่ว่าง ๆ ก็ไปขับรถเที่ยว หรือไป ออกกำลังด้วยกัน เมืองที่ผมอยู่เล็กมาก (Ithaca, New York) มีอะไรทำกันไม่มากครับ แต่นั่นทำให้เด็ก ๆ สนิทกันมากครับ
เนื่องจากผมเรียนฟิสิกส์ทฤษฎี สภาพแวดล้อมการเรียนรู้และเครื่องไม้เครื่องมือ จึงไม่ต่างอะไรจากทางบ้านเรามากนัก มีคอมพิวเตอร์ตัวเดียว ดินสอ ยางลบ กระดาษ ก็ทำงานได้แล้ว แต่หากพูดถึงกระบวนการการเรียนการสอนบางอย่างที่บ้านเราน่าจะนำมาพัฒนาใช้ได้นั้นก็มีอยู่บ้างครับเช่น
ผมเคยเป็นผู้ช่วยสอนวิชาฟิสิกส์พื้นฐานของปริญญาตรีอยู่วิชาหนึ่ง น่าสนใจมาก คือวิชานี้จะให้ เด็กเรียนฟิสิกส์ด้วยตัวเอง ไม่มีอาจารย์สอน ไม่มีเวลาเรียนและเวลาสอบที่แน่นอน ห้องเรียนเป็นเหมือน ห้องแลป กว้างๆ มีอุปกรณ์วางอยู่ตามจุดประสงค์ต่างๆของบทเรียน ใครว่างอยากจะเข้ามาทำแลปเมื่อไหร่ ก็เข้ามา ไม่มีการบ้าน แต่จะมีข้อแนะนำว่าควรทำแบบฝึกหัดข้อไหนในหนังสือบ้าง เมื่อนักเรียนพร้อมก็เอา ผลการทดลองของจุดประสงค์นั้นๆมาให้ผู้ช่วยสอนตรวจ ซึ่งผู้ช่วยสอนก็จะถามคำถามและประเมินว่า พร้อมจะสอบหรือไม่ หากพร้อมก็เซ็นชื่อลงในสมุดแล้วนักเรียนคนดังกล่าวก็สามารถนำสมุดไปแสดงยัง ศูนย์สอบซึ่งอยู่ห้องถัดกัน แล้วลงมือสอบได้ แต่ละจุดประสงค์สามารถสอบได้หลายครั้ง ผลสอบข้อใดผิด สามารถนำมาติวกันได้ มีข้อสอบแต่ละจุดประสงค์อยู่หลายสิบชุดครับ การสอบครั้งถัดไปจึงไม่ได้ข้อสอบ เดิม และป้องกันการคุยกันเองของเด็ก ปลายปีก็นำผลคะแนนมารวมกันสรุปเป็นเกรด เด็กขยันมาก ๆ บางคน จบคอร์สตั้งแต่ยังไม่กลางภาคเรียนดีเลยครับ
วิธีการเรียนการสอนนี้เหมาะสำหรับวิชาเรียนที่ไม่ยากจนเกินไป บุคลากรที่ใช้ก็ไม่ต้องมาก เด็กสามร้อย ต่ออาจารย์หกคนซึ่งผลัดเวรกันมานั่งเฝ้าห้องเรียนและคุมห้องสอบ นักเรียนทุกคน มีโอกาสพบปะกับอาจารย์หลายครั้ง ทำให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์มากกว่าวิธีการเรียนปกติ เด็กทุกคนเรียนได้ด้วยความเร็วของตัวเอง อีกทั้งเด็กยังรู้จักหาความรู้และรับความรู้ด้วยตัวเองอีกด้วยครับ ผมว่าเป็นวิธีที่น่าจะมาทดลองใช้กับบ้านเราทีเดียว
สิ่งที่ประทับใจในมหาวิทยาลัยคอร์แนล ที่ผมคิดถึงมากที่สุดคงจะเป็นธรรมชาติในโรงเรียน คอร์แนลเหมือนรีสอทเลยครับ มีน้ำตกผ่ากลางมหาวิทยาลัย มีทะเลสาบ โรงเรียนเป็นเนินเขา อากาศดีมาก ยกเว้นวันฟ้าใสของหน้าหนาว ซึ่งจะหนาวกว่าปกติ ด้านอื่นคงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับห้องสมุดซึ่งมีอยู่ 18-19 แห่งรอบโรงเรียน ยืมหนังสือได้นานครั้งละหกเดือน แล้วยังมีหนังสือไทยทุก ๆ ด้านอยู่เยอะมากครับ ไม่เหงาเลย
ในฐานะที่เป็นนักเรียนทุน พสวท. ผมคิดว่าทุกคนภูมิใจในความเป็น พสวท.นะครับ พวกเราสนิทกัน มากกว่านักเรียนทุนอื่นๆ เพราะมีโอกาสรู้จักกันมาก่อน และทำกิจกรรมร่วมกันมามากมาย พสวท. สอนให้เรา รักชาติ เราทุกคนอยากกลับมาพัฒนาวิทยาศาสตร์ไทยให้ก้าวหน้า ผมเชื่ออย่างนั้น
สิ่งที่เป็นแรงจูงใจ หรือแรงผลักดันที่ทำให้ก้าวมาสู่จุดนี้ได้ อย่างแรกเลยคงจะเป็นความรักในวิทยาศาสตร์ คนเราพอชอบทำอะไรแล้วก็ทำสิ่งนั้นไปได้เรื่อยๆโดยไม่รู้สึกเหมือนโดนบังคับหรือผลักดัน ไม่เห็นจะต้องมีใคร บังคับให้เด็กผู้ชายทุกคนเล่นเกมส์หรือดูบอลเลย แต่ทุกคนก็ชอบทำ จริงไหมครับ อย่างอื่นก็คงเป็นความรู้สึก อยากจะให้พ่อแม่และโครงการ พสวท. ภาคภูมิใจ
นอกจากริชาร์ด ฟายแมน (RICHARD T. FEYNMAN) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ให้สมัยเรียนปริญญาตรีแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์ในดวงใจ Prof. James P. Sethna ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย
อาจารย์ผมเก่งจริง ๆ ครับ บางทีอะไรที่เราคิดไม่ออกมาเป็นสัปดาห์ พอไปถามท่าน ท่านแนะ แป๊บเดียวก็ทำได้เลย ผมก็กลับมานึกว่าทำไมเราถึงคิดที่ท่านแนะไม่ออกเอง เป็นอย่างนี้อยู่สี่ปีเลย แล้วเวลาคิดอะไรในหัวจะนำหน้าเราไปหลายขั้นมาก มองปัญหาก็หลายมุมกว่า นอกจากนี้ลูกศิษย์ทั้งหกคน ของท่านยังทำงานกันคนละเรื่องคนละด้าน ผมก็ยังคิดกับตัวเองเลยว่าหากเวลาตัวเองเป็นอาจารย์แล้ว เป็นแบบนี้ได้บ้างก็คงจะดีต่อประเทศไม่น้อย
วงการฟิสิกส์ที่อเมริกาก้าวหน้าไปไกลมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านทฤษฎี เครื่องไม้เครื่องมือหรือด้านการ สนับสนุนการวิจัยจากภาครัฐและเอกชน อย่างหลังนี่สำคัญ ที่โน่นโรงงานเอกชนส่วนใหญ่จะกันเงินส่วนหนึ่ง เอาไว้เป็นทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัย แน่นอนว่าปริมาณเงินก้อนนี้มหาศาลมาก ผมอยากเห็นบริษัทหรือโรงงาน ในไทยทำแบบนี้บ้างครับ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนะครับ แล้วยังลดการพึ่งพิงต่างชาติอีกด้วย หากเราสามารถ พัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือหรือวิธีการได้เองในประเทศ
ปลายปีนี้ น้องยอเดินทางกลับไปที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล เพื่อไปทำวิจัยหลังปริญญาเอก (postdoc) อีก 1 ปี ด้วยทุน พสวท. โดยงานวิจัย postdoc เป็นเรื่องใกล้เคียงกับวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกแต่จะเน้นไปในทาง computational มากกว่า แล้วค่อยกลับมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ตามที่เคยลั่นวาจาเอาไว้เมื่อหลายปีที่ผ่านมาว่าอยากจะเจริญรอยตามริชาร์ด ฟายแมน ที่เป็นได้ทั้งอาจารย์ที่ดีและนักวิจัยที่เก่งและมีฝีมือ