เล่าเรื่อง การจัดตั้งห้องสมุดอุดมศึกษา

Written by admin on . Posted in ภาษาอังกฤษ




หน้าที่ 1 - การการดำเนินงานห้องสมุดในระดับสากล
Create by: Chelie M. harn Cooper
[[6628]]
ระหว่างไม่กี่ปีมานี้มีสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเปิดใหม่เพื่อรองรับกับจำนวนผู้เรียนที่มีมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งขั้นตอนของการขอเปิดสถาบันอุดมศึกษา นอกจาก เรื่องสาขาที่เปิดสอน บุคลากร หลักสูตร สถานที่และอื่นๆ จิปาถะแล้ว หนึ่งในนั้นคือห้องสมุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนการเรียนการสอน เป็นแหล่งค้นคว้าหลักของผู้เรียนและผู้สอนแล้ว ห้องสมุดยังสามารถที่จะเป็นหน้าเป็นตาของสถาบันการศึกษานั้นๆ ได้ ถ้าเพียงแต่ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเล็งเห็น “ผล” ที่จะเกิดจากห้องสมุดได้ – ทั้งนี้ บรรณารักษ์หรือนักเอกสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบในการ “บุกเบิก” ย่อมเป็น “พรีเซนเตอร์” ที่จะนำเสนอ “ภาพ” ของห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดที่สามารถรองรับการใช้งานได้จริงตามหลักสูตรของสถาบันฯ ได้ ในสาขาอาชีพด้านบรรณารักษ์ ในสายตาของคนทั่วไป งานห้องสมุดคือการจัดหนังสือขึ้นชั้น เฝ้าห้องสมุด และทำหน้าตาเป็นยักษ์คอยจ้องจับผิดผู้ใช้บริการที่ทำเสียงดัง และแอบกินขนมในห้องสมุด ภาพลักษณ์และภาพพจน์โดยธรรมชาติของงานถูกสร้างมาให้เป็นแบบนั้น งานเบื้องหน้าคืองานบริการ แต่งานเบื้องหลังคืองานเทคนิคซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองเห็นเพียงงานเบื้องหน้า นั่นคือการคอยให้คำแนะนำการใช้ห้องสมุด งานบริการช่วยค้นคว้า งานยืม-คืน แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าบรรณารักษ์คนหนึ่งนั้นสามารถที่จะทำทุกอย่างเกี่ยวกับ “หนังสือ” ได้ตั้งแต่การผลิตกระดาษจนกระทั่งจัดเก็บ แน่นอน... วิชาเอกบรรณารักษ์ นักศึกษาสาขานี้ต้องเรียนรู้เรื่องบรรณารักษศาสตร์เบื้องต้น ความเป็นมาของห้องสมุด ความเป็นมาของกระดาษและตัวอักษร ขั้นตอนการผลิตตัวอักษร และในลำดับต่อมาก็ต้องเรียนถึงการผลิตหนังสือ เรียนการซ่อมหนังสือ เรียนการจัดหมวดหมู่หนังสือ จนถึงการจัดเก็บให้อยู่ในรูปแบบที่ “ใช้พื้นที่น้อยที่สุด ได้สารนิเทศครบถ้วนมากที่สุด” เรียนเกี่ยวกับวารสารและหนังสือพิมพ์, การจัดทำหนังสือ การผลิตหุ่นและละครสำหรับเด็ก, การจัดทำบรรณานุกรม ดรรชนี และสารสังเขป เรียนรู้ไปจนถึงเรื่องเกี่ยวกับห้องสมุดประเภทต่างๆ ทั้งห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดเฉพาะ ซึ่งถึงแม้จะเน้นเรื่องบรรณารักษ์ แต่นักศึกษาสาขานี้ก็ต้องเรียนเกี่ยวกับวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศอีกครึ่งหนึ่งเป็นไฟท์บังคับตามหลักสูตรเต็มคือ “บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์” ซึ่งหมายถึง บรรณรักษ์ต้องรู้จักและใช้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศในงานห้องสมุดได้ และในระดับสูงถึงปริญญาโทที่เปิดสอนทั้งบรรณารักษศาสตร์ (Library Science),บรรณารักษ -ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (Library and Information Science) , สารสนเทศศาสตร์ศึกษา (Information studies) นักศึกษาสาขานี้ก็จะต้องเรียนเกี่ยวกับ สารสนเทศศาสตร์ (Information Science) การบริหารงานห้องสมุด (Library Management) การวางระบบห้องสมุด (Library System) ระบบเครือข่ายในงานห้องสมุด (Library Networking) การดำเนินงานห้องสมุดด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบบูรณาการ (Computerized Integrated Systems for library Management) เป็นต้น และถึงระดับปริญญาเอก คนที่เรียนในสาขานี้ต้องรอบรู้ถึงการการดำเนินงานห้องสมุดในระดับสากล ค้นคว้าวิจัย และพัฒนางานในสาขาให้ก้าวหน้า และเป็นโชคดีที่ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วโลกใช้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ DC / LC / NLM หรือ ระบบอื่นๆ เฉพาะทาง ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียนจบบรรณารักษ์จากสถาบันใดในโลก ก็สามารถทำงานได้ในทุกห้องสมุดในโลกนี้เช่นกัน
[[6629]]
แต่ไม่ว่าจะวิชาการแน่นเปรี๊ยะแค่ไหนก็ตาม งานบรรณารักษ์ก็ยังเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมองและแรงงาน แถมยังเป็น “งานหนัก” ที่คนทั่วไปมักจะไม่รู้อีกเช่นกันเพราะการยกหนังสือ ย้ายหนังสือขึ้นชั้น เป็นงานที่ต้องใช้ “แรง” ทั้งสิ้น และแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำงานด้านนี้เป็นผู้หญิง... การ “บุกเบิก” ห้องสมุด ที่มีขึ้นพร้อมๆ กับการเปิดสถาบันอุดมศึกษานั้นเป็นเรื่องที่หนักมากสำหรับบรรณารักษ์ เพราะนอกจากจะต้อง “วางแผน” ให้ห้องสมุดเป็นห้องสมุดตรงตามหลักสูตรและนโยบายของสถาบันฯ แล้ว ยังต้องมองการณ์ไกลต่อไปอีกว่าห้องสมุดจะดำเนินไปในทิศทางใด เบื้องต้น ตามระเบียบการขอเปิดสถาบันฯ มีข้อกำหนดไว้ว่าการเปิดในแต่ละระดับต้องมีจำนวนทรัพยากรห้องสมุดเป็นจำนวนเท่าใด เช่น จำนวนหนังสือ ต่อนักศึกษา คือ 15 เล่มต่อ 1 คน, จำนวนหนังสือต่ออาจารย์คือ 100 เล่ม ต่อ 1 คน โดยต้องมีหนังสือเฉพาะสาขาวิชาในระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า 500 เล่ม และปริญญาโท ไม่ต่ำว่า 6, 000 เป็นต้น ดังนั้น “งานหนัก” จึงตกอยู่ที่บรรณารักษ์ ซึ่งต้องจัดซื้อ จัดหา (หรือหาวิธี) ที่จะทำให้มี “รายชื่อหนังสือ” ครบตามจำนวนที่กำหนดเพื่อยื่นเสนอไปกับข้อบังคับจำเป็นอื่นในการขอเปิดสถาบัน ระบบการจัดหมวดหมู่และโปรแกรมห้องสมุด เป็นอีกความสำคัญอันดับต้นของการจัดตั้งห้องสมุด เพราะหากเป็นห้องสมุดสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา บรรณารักษ์ต้องมองการไกลว่าในระหว่างหนึ่งถึงห้าปีนั้นการเติบโตของสถาบันฯ จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด หากสถาบันฯ “โตเร็ว” นั่นย่อมหมายถึงห้องสมุดเองก็ต้องโตตามไปด้วย การจัดหมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้ (Dewey decimal classification: DC) เหมาะสำหรับห้องสมุดขนาดเล็ก, ขนาดกลาง เช่นห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉพาะ แต่อาจจะไม่เหมาะกับห้องสมุดขนาดใหญ่เช่นห้องสมุดมหาวิทยาลัยซึ่งมีหนังสือหรือสื่อที่หลากประเภท และจำแนกแยกย่อยลงลึกไปในเนื้อหามากกว่า ดังนั้นโดยส่วนใหญ่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยจึงมักจัดหมวดหมู่ในระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress Classification: LC) ซึ่งหากห้องสมุดแห่งใดใช้ระบบใดอยู่ก่อนแล้ว และต้องเปลี่ยนระบบเมื่อห้องสมุดขยับขยายขึ้นแล้วเรียกได้ว่าเป็นงานที่โหดระดับชาติ ดังนั้นการวางแผนตั้งแต่ต้นจึงเป็นการปูพรมไปถึงอนาคตด้วย เช่นกัน โปรแกรมห้องสมุดมีให้เลือกตามลักษณะความต้องการใช้งาน หลายปีก่อนนั้นโปรแกรมห้องสมุดต้องซื้อจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวซึ่งอยู่ในราคาที่ค่อนข้างสูง และการซ่อมบำรุงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ปัจจุบันโปรแกรมห้องสมุดถูกพัฒนาขึ้นภายประเทศจำนวนมาก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ง่าย แต่ยังมีข้อเสียคือบางโปรแกรมความพร้อมในการใช้บริการในแต่ละส่วนงานยังไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้กับห้องสมุดขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ “โตแล้ว” จึงเลือกใช้โปรแกรมห้องสมุดที่ซื้อจากต่างประเทศด้วยเหตุผลคือความสมบูรณ์ในตัวโปรแกรมที่ค่อนข้างสูง ใช้งานในวงกว้าง และรองรับกับสารนิเทศที่เพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างเหมาะสม ดังนั้นห้องสมุดที่เพิ่งเปิดใหม่จึงต้องมองไกลไปไปถึงอนาคตในเรื่องการใช้โปรแกรมห้องสมุดด้วยเช่นกัน
[[6630]]


หน้าที่ 2 - “วิสัยทัศน์” ของผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับห้องสมุด
[[6632]]
การเริ่มต้นงานห้องสมุด ไม่ว่าจะห้องสมุดขนาดใหญ่ขนาดเล็กก็ยากที่จะสำเร็จลงได้ด้วยคนเพียงคนเดียว เพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานควบคู่ไปกับการวางแผนงาน รวมไปถึง ทรัพยากร วัสดุ ครุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการจัดตั้งห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็น 1. การวางโครงสร้างและการให้บริการ ซึ่งห้องสมุดมหาวิทยาลัยนั้นมีสถานะเทียบเท่าคณะหนึ่งของสถาบันฯ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดนโยบายการบริหารไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีการแบ่งหน่วยงานและสายงานการบังคับบัญชาอย่างชัดเจน ซึ่งผู้บริหารห้องสมุด ขึ้นตรงต่อผู้บริหารสูงสุดของสถาบันฯ 2. อาคาร สถานที่สำหรับจัดตั้งห้องสมุด เช่น ความเหมาะสมของสานที่ และขนาดของพื้นที่ใช้สอย บรรยากาศรอบด้าน แสงสว่างเพียงพอ อากาศถ่ายเทสะดวก และปราศจากเสียงดังรบกวน รวมไปถึง วัสดุครุภัณฑ์ ประเภท โต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งอ่าน ชั้นหนังสือ ชั้นหนังสือพิมพ์ ชั้นวารสาร คอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้บริการสืบค้น ในจำนวนที่พอเหมาะตามสัดส่วนของจำนวนนักศึกษา คอมพิวเตอร์ ปรินเตอร์ scanner และ โปรแกรมห้องสมุดและฐานข้อมูล เครื่องเขียน ตราประทับ แท่นประทับ และจิปาถะอุปกรณ์ตั้งแต่คลิปหนีบกระดาษไปจนถึงอุปกรณ์ยืม – คืนอัตโนมัติ เหล่านี้ เป็นต้น 3. งบประมาณและการเงิน (ร้อยละ 8 ของงบประมาณทั้งหมดของสถาบันฯ) 4. บุคลากรห้องสมุด ซึ่งหมายความรวมถึงผู้อำนวยการห้องสมุด บรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 5. ทรัพยาการสารนิเทศ หมายความรวมถึง หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ CD ROM สไลด์ และสารนิเทศประเภทอื่นๆ 6. จำนวนหนังสือ ที่กำหนดตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัยว่าด้วยเรื่องมาตรฐานห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ปี 2544 (15/1 และ 6,000) 7. อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความร่วมมือระหว่างห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา และการประเมินคุณภาพห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น แต่เหล่านี้ก็ไม่สำคัญเท่า “วิสัยทัศน์” ของผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับห้องสมุด เพราะถึงแม้ว่าห้องสมุดจะถูกจัดตั้งขึ้นเพราะ “จำใจ” มากกว่า “ต้องการ” ผู้บริหารก็อาจจำต้องมองไกลในระหว่างห้าถึงสิบปีเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะในเรื่องของงบประมาณสำหรับการดำเนินการเบื้องต้น
[[6633]]
หากเป็นธุรกิจก็ต้องเป็นการลงทุนที่ “จมทุน” เพราะค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสูงมากและเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถมองผลกำไรเป็นตัวเลขหรือเป็นจำนวนเงินได้เลย เนื่องจากห้องสมุดเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลักได้เพียงอย่างเดียวคือ “องค์กรไม่หวังผลกำไร” (เพราะถ้าเมื่อใดที่หวังผลกำไรจากงานห้องสมุด ก็จะไม่เรียกว่าห้องสมุด จะเรียกว่า ร้านเช่าหนังสือแทน) และเพราะการลงทุนเบื้องต้นที่ค่อนข้างสูงมากนี่เอง แค่เพียงการซื้อหนังสือใหม่เข้าห้องสมุดเจ็ด-แปดพันเล่มจึงอยู่ในตัวเลขหลักล้านแล้วดังนั้นการ “ลดต้นทุน” ของผู้ลงทุน จึงมักเป็นปัญหาใหญ่มากของบรรณารักษ์ เพราะหนังสือที่มา “เจิม” มักจะไม่ใช่หนังสือใหม่ และไม่ใช่หนังสือที่ตรงตามสาขาที่เปิดสอน การที่สถาบันอุดมศึกษา (เอกชน) แห่งใหม่ที่มีห้องสมุดเปิดใหม่แล้วมีหนังสือ “ใหม่” ด้วยนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่ายนัก... ซึ่งถึงแม้ว่าการขอเปิดสถาบันฯ กับการขออนุมัติเปิดหลักสูตรนั้น ห้องสมุดอาจจะไม่ต้องรับบทหนักในการตรวจประเมิน “ตัวเล่ม” และสถานที่จริงของเจ้าหน้าที่ส่วนกลางในการตรวจสอบความพร้อมเหล่านี้ แต่เมื่อนักศึกษารุ่นแรกจะจบการศึกษานั่นเองที่บรรณารักษ์ต้องตอบให้ได้ทุกคำถามของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการอุดมศึกษา ทั้งเรื่องจำนวนหนังสือ จำนวนนักศึกษา สถิติการใช้บริการ การใช้คอมพิวเตอร์สืบค้น การใช้วารสารและหนังสือพิมพ์ หรือการสืบค้นฐานข้อมูล รวมไปจนถึงการสุ่มตรวจตัวเล่มจริง ดังนั้นแล้วการดำเนินงานห้องสมุดตั้งแต่แรกเริ่มจึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการประเมินมาตรฐานฯ ไปในตัวด้วย การจัดตั้งห้องสมุดตามข้อบังคับของสำนักงานการอุดมศึกษาเมื่อมีการขอเปิดสถาบันอุดมศึกษาขึ้นครั้งแรกนั้น ใช้มาตรฐานห้องสมุดตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัยปี 2544 ว่าด้วยเรื่อง มาตรฐานห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ห้องสมุดเป็นหน่วยงานที่เทียบเท่าคณะ ผู้บริหารห้องสมุดขึ้นตรงต่อผู้บริหารสูงสุดของสถาบันโดยตรง และห้องสมุดมีงบประมาณต่อปีถึง 8 เปอร์เซ็นของงบประมาณทั้งหมดของสถาบันฯ แต่ในทางปฏิบัติ ห้องสมุดและบรรณารักษ์จะเป็นเพียงพนักงานในระดับรองลงมาเนื่องจากเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนการศึกษา ผู้ปฏิบัติงานจึงอยู่ในสถานะเพียง “ผู้สนับสนุน” ไม่เทียบเท่าอาจารย์ผู้สอน ถึงแม้บรรณารักษ์ระดับบริหารจะจบการศึกษาสูงเทียบเท่าอาจารย์ในสาขาที่เปิด และมีประสบการณ์ทำงานและงานสอนรวมแล้วมากกว่าอาจารย์ผู้สอนบางคนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่าจะมองเห็นคุณค่าของห้องสมุด แค่เป็นเพียงสิ่งที่จำใจต้องมี หรือ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี? ซึ่ง “วิสัยทัศน์” ของผู้บริหารนี้เองที่เป็นทั้งกำลังใจและสิ่งบั่นทอน ในการทำงานของบรรณารักษ์ เพราะหากผู้บริหารเห็น “ค่า” คนทำงานก็มีกำลังใจที่จะพัฒนางานของให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับการเติบโตของสถาบันฯ เพื่อสนองตอบนโยบาย และสนับสนุนการศึกษาอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานยิ่งขึ้นไป การ “บุกเบิกแผ้วถาง” อาจจะเหนื่อยยากแสนสาหัสในระยะแรก แต่เมื่อทุกอย่างสำเร็จลง ผลงาที่เกิดขึ้น คือความภาคภูมิใจของผู้สร้าง ... ไม่ว่าจะเป็น “ครู” ที่สร้าง “คน” หรือ “บรรณารักษ์” ที่สร้าง “ห้องสมุด” ก็ตามที....

แสดงความคิดเห็น