การค้นพบมนุษย์โบราณสายพันธุ์ใหม่ขนาดจิ๋ว บนเกาะฟลอเรส อินโดนีเซีย
สารบัญ
หน้า:1 การค้นพบที่เกาะฟลอเรส ในประเทศอินโดนีเซีย
หน้า:2 ตั้งเป็นสปีชี่ใหม่ในสายพันธุ์มนุษย์
หน้า:3 งานวิจัยสมองของศาสตราจารย์ดีน ฟอล์ค
หน้า:4 งานวิจัยสมองของศาสตราจารย์ดีน ฟอล์ค(ต่อ)
หน้า:1 การค้นพบที่เกาะฟลอเรส ในประเทศอินโดนีเซีย
หน้า:2 ตั้งเป็นสปีชี่ใหม่ในสายพันธุ์มนุษย์
หน้า:3 งานวิจัยสมองของศาสตราจารย์ดีน ฟอล์ค
หน้า:4 งานวิจัยสมองของศาสตราจารย์ดีน ฟอล์ค(ต่อ)
หน้าที่ 1 - การค้นพบที่เกาะฟลอเรส ในประเทศอินโดนีเซีย
![]() ผังแสดงสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ปัจจุบัน ก่อนที่จะมีการค้นพบ ฮอบบิท มนุษย์โบราณ Homo erectus เป็นพวกแรกที่แยกย้ายออกมาจากทวีปอัฟริกา แล้วสืบสายต่อยอดวิวัฒนาการมาเป็นมนุษยปัจจุบันในภายหลัง โดย Joe Lertola แห่ง Time.com ความเห็นทั่วๆไปของนักโบราณมานุษวิทยาที่มีมาก่อนนี้ เชื่อกันว่า มนุษย์โบราณต้นสายพันธุ์ของมนุษย์ในสปีชี่ Homo erectus (พวกที่เดินสองขา)ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว เป็นต้นเผ่าพันธุ์มนุษย์พวกแรกที่เดินทางออกมาจากทวีปอัฟริกา (ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์ ) แล้วขยับขยายเดินทางออกไปยังทวีปยุโรปและเ้อเชีย โดยมีหลักฐานจากการค้นพบซากของ H. erectus ที่เมือง Dmanisi แห่งประเทศจอร์เจีย (ซึ่งเคยเป็นรัฐหนึ่งในสหภาพโซเวียตเก่า) กับซากที่อายุน้อยกว่าเล็กน้อย ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ที่เรียกกันว่า มนุษย์ปักกิ่ง และบนเกาะชวา ที่เรียกว่า มนุษย์ชวา แต่ยังไม่เคยมีหลักฐานใดปรากฏว่า มนุษย์โบราณพวกนี้ มีสมองพัฒนาได้ขนาดรู้จักสร้างเรือเดินทะเล นักโบราณมานุษยวิทยาส่วนมาก จึงไม่เชื่อกันว่า มนุษย์ H. erectus จะได้ข้ามไปถึงทวีปออสเตรเลีย เ้พราะว่าแผ่นดินใหญ่ทวีปเอเชียสมัยโบราณนั้น ยังเชื่อมต่อกับเกาะในหมู่เกาะอินโดนีเซียให้เดินถึงกันได้ในเวลาน้ำลง แต่เลยจากเกาะชวาไปทางตะวันออก ทะเลก็ลึกมาก ถ้าไม่รู้จักต่อเรือ ก็ไม่น่าจะสามารถข้ามทะเลเลยเกาะชวาไปได้ |
แผนที่แสดงตำแหน่งของเกาะฟลอเรส ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา โดย Professor Mike Morwood ตีพิมพ์ใน นิตยสาร Nature เมื่อ ๖ ปีก่อน ทีมนักโบราณมานุษยวิทยา ซึ่งนำโดย Mike Morwood แห่งประเทศออสเตรเลีย ได้ตีพิมพ์บทความในนิตยสาร Nature (Morwood M. J., et al. Nature, 392. 173 - 176 (1998)) อ้างว่า ได้ขุดพบเครื่องมือสมัยหิน อายุกว่าแปดแสนปี ในถ้ำ เลียงบัว บนเกาะ Flores ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งตะวันออกของเกาะชวาไปถึง ๕๐๐ กิโลเมตร นักโบราณมานุษยวิทยาต่างคิดว่า ถ้าหากการค้นพบนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้จริง ก็เท่ากับว่า มนุษย์โบราณสปีชี่ H. erectus สามารถต่อเรืิอข้ามทะเลได้ ในเมื่อการพัฒนาสติปัญญาจนถึงขนาดต่อเรือได้ เชื่อกันว่า มีแต่พวก Homo Sapiens หรือบรรพบุรุษของเราเท่านั้น(ซึ่งยังไม่เกิดมาเมื่อแปดแสนปีก่อนนี้) ที่มีสมองพัฒนาได้ถึงขนาดรู้จักสร้างเรือ จึงยังแคลงใจว่า เครื่องมือเหล่านั้น จะเป็นของมนุษย์ปัจจุบัน Homo sapiens ที่เดินทางมาถึงในภายหลังแล้วสร้างเครื่่องมือทิ้งไว้ที่ถ้ำเดียวกันนี้ |
ภาพนักโบราณคดีทีมอินโด-ออสเตรเลีย ขณะำกำลังทำการขุดกระดูกมนุษย์ฟลอเรส โดย Chris Turney แห่ง ม. Wollongongแต่ทีมที่นำโดย ศจ Morwood ก็ได้กลับไปขุดค้นในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ ก็กลับได้ค้นพบสิ่งที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นไปอีก คือเมื่อขุดลึกลงไปก็พบโครงกระดูกมนุษย์ร่างเล็ก ที่ยังไม่ทันกลายเป็นฟอสซิล(หินแทนที่กระดูก) จึงเป็นโครงกระดูกที่มีสภาพยุ่ยและบอบบางมาก โดยเฉพาะหัวกะโหลก แต่นักโบราณมานุษยวิทยาชาวอินโดนีเซีย คือ Thomas Sutikna มีความชำนาญในการถนอมโครงกระดูกเป็นอย่างดี จนสามารถขุดขึ้นมาศึกษาได้ และยังพบเครื่องมือยุคหินในที่ที่พบกระดูก พร้อมกับกระดูกสัตว์ต่างๆ ที่มีรอยไหม้ เหมือนกับได้รับการเผาหรือปิ้งกับไฟมาแล้ว ดังปรากฏใน บทความตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature เมื่อเดือน ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๔ ที่ผ่านมา โครงกระดูกนี้ จมอยู่ในชั้นดินลึก ๕.๙ เมตร เมื่อทำการตรวจวัดอายุอย่างถี่ถ้วนแล้ว ประมาณว่า โครงกระดูกมีอายุ ๑๘,๐๐๐ ปี ของมนุษย์ที่สูงเพียง ๑ เมตร ซากมนุษย์แคระนี้ มีช่องบรรจุสมองที่มีปริมาตรเพียงประมาณ ๔๐๐ ซีซี เท่านั้น ซึ่งมีขนาดเพียง หนึ่งในสามของมนุษย์ปัจจุบัน และยังเล็กกว่าซากมนุษย์โบราณในสปีชี่เดียวกัน คือพวก H. erectus ที่พบในเมือง Dmanisi อีกด้วย |
ภาพแสดงเครื่องมือยุคหินของมนุษย์ฟลอเรส ที่ค้นพบโดย Mike Morwood และ Peter Brown ภาพโดย Chris Turney แห่ง ม. Wollongong
|
ภาพกระดูกหัวกะโหลกของมนุษย์ฟลอเรส(ซ้ายมือ) เปรียบเทียบกับหัวกะโหลกมนุษย์ปัจจุบัน โดย Peter Brown
|
หน้าที่ 2 - ตั้งเป็นสปีชี่ใหม่ในสายพันธุ์มนุษย์
โครงกระดูกของมนุษย์แคระนี้ ก็ยังรวมลักษณะแปลกๆแต่ที่เราคุ้นตามาจากกลุ่มอื่นอีกหลายอย่าง เช่น กระดูกสะโพกคล้ายกับพวกกึ่งลิงก่อนที่จะวิวัฒนาให้คล้ายมนุษย์จากทวีปอัฟริกา ชื่อ australopithecines (แปลว่า ลิงจากทางใต้ เช่น การค้นพบกระดูกของ ลูซี่(Lucy)) แต่กระดูกมนุษย์จากเกาะฟลอเรส มีกระดูกขาที่ตรงกว่า สภาพของโครงกระดูกมีรายละเอียดมากพอที่จะยืนยันได้ว่า มนุษย์พวกนี้ เดินสองขา อย่างแน่นอน ภาพกระดูกขาท่อนบน(คู่ซ้ายมือ) ด้านหน้าและหลัง และกระดูกขาท่อนล่าง ด้านหน้าและหลัง วงสีขาว คือ ภาคตัดขวางของกระดูก แสดงให้เห็นว่ากระดูกหนาพอที่จะรับน้ำหนักในการเดินสองขาได้ ภาพโดย ศจ. Peter Brown ซึ่งลงตีพิมพ์พร้อมบทความในนิตยสาร Nature ในเมื่อมนุษย์จากเกาะฟลอเรส มีกระดูกสะโพกคล้าย พวกลิงใต้ แต่สภาพกะโหลก กลับคล้ายพวก H. erectus ซึ่งมีการพัฒนาสูงกว่า นักมานุษยวิทยาจึงตัดสินใจตั้งให้เป็นสปีชี่ใหม่ เรียกว่า Homo Floresiensis แปลตรงๆว่า มนุษย์(เพศชาย)จากฟลอเรส ทั้งๆที่จากลักษณะของกระดูกสะโพก บอกได้ว่าเป็นมนุษย์เพศหญิง และการวัดอายุของกระดูกก็พบว่า เจ้าของมีอายุ ๒๕ ปี และเพิ่งจะตายไปเมื่อ ๑๘,๐๐๐ ปีมาแล้วนี่เอง เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อขึ้นไปอีก ที่มนุษย์เผ่าเก่าแก่โบราณ จะอยู่รอดมาได้นานขนาดนั้น แต่คงจะเป็นเพราะความโดดเดี่ยวของที่ตั้งเกาะ ทำให้ไม่มีการกล้ำกรายจากสังคมภายนอก และพวกมนุษย์ฟลอเรส ก็คงผสมพันธุ์กันเองจากความที่มีกันน้อย ก็ทำให้สายพันธุ์แคระแกร็นลง ดังที่เป็นไปได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเผ่าพันธุ็์อื่นๆ ที่เดี่ยวโดดบนเกาะทางทะเล จนนักมานุษยวิทยามีคำเรียกว่า island dwarfing จากการคัดพันธุ์ทางธรรมชาติที่ถูกจำกัด |
อนิเมชั่นแสดงถึงขั้นตอนการวิวัฒนาของมนุษย์ จากฟอสซิลและกระดูกที่พบ โดย talkorigins.orgในหมู่มนุษย์ปัจจุบัน มนุษย์ที่มีร่างเล็ก มักจะพบได้ในเขตร้อนแถบศูนย์สูตรในทวีปอัฟริกา เหตุุผลที่น่าเชื่อถือก็คือว่า คนที่มีร่างขนาดเล็ก มีความได้เปรียบทางกายภาพที่ร่างกายสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่า และความร้อนที่เกิดจากการเผาผลาญภายในก็มีต่ำกว่า ในพวกพิกมี่แห่งอัฟริกานั้น มีการแคระแกรนหลังการถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว โดยมีความผิดปกติในส่วนของสมองที่มีการสร้างฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโต ทำให้ร่างกายแคระแกรนลงหลังจากที่หัวโตเต็มที่แล้ว พวกพิกมี่ จึงมีขนาดหัวไม่ต่างกับคนทั่วไปเท่าไรนัก เพียงแต่ตัวเล็กกว่าเท่านั้น และในป่าเขตร้อนชื้นนั้น มีอาหารที่คนจะอาศัยยังชีพได้น้อยมาก หากไม่ได้ทำการกสิกรรมเสริม คนตัวเล็กกินน้อยกว่า จึงมีความได้เปรียบที่จะอยู่รอดได้นานกว่า |
กะโหลกที่ค้นพบในถ้า เลียงบัว บนเกาะ Flores จึงได้รับสมญาว่า Homo Floresiensis ซึ่งแปลว่า มนุษย์จากเกาะฟลอเรส
เมื่อมีข่าวการค้นพบมนุษย์ฟลอเรสออกมา ก็ยังมีนักมานุษยวิทยาบางท่าน แย้งว่า กระดูกที่พบ อาจจะไม่ใช่มนุษย์พันธุ์ใหม่ที่มีขนาดเล็ก แต่อาจจะเป็นมนุษย์โบราณเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่แล้ว แต่กระดูกมีความผิดปกติธรรมชาติไป อาจจะเป็นเพราะเกิดโรคร้ายที่ทำให้แคระแกร็น เช่นโรคทางสมองที่ทำให้กะโหลกและสมองไม่ยอมโต เรียกว่า โรค microcephaly หรืออาจจะเป็นกระดูกของคนแคระอย่างพวกมนุษย์พิกมี่ที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว ก็เป็นได้ |
กระดูกของ Australopithecus afarensis หรือ ลูซี่ เปรียบเทียบกับกระดูกของมนุษย์ปัจจุบัน ภาพจากคณะมานุษยวิทยา แห่ง Washington State University
|
หน้าที่ 3 - งานวิจัยสมองของศาสตราจารย์ดีน ฟอล์ค
ภาพ ศาสตราจารย์ Dean Falk คณบดีคณะมานุษยวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยประจำรัฐฟลอริดา กับแบบหล่อสมองของมนุษย์ฟลอเรสในมือขวา และแบบจำลองหัวกะโหลกทำด้วยวัสดุโปร่งแสงในมือซ้าย ที่วางบนโต๊ะทำงาน คือแบบจำลองสมอง และกะโหลกของมนุษย์และลิงต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบกับของมนุษย์ฟลอเรส เพื่อหาคำตอบว่า มนุษย์ฟลอเรส เป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองหรือไม่ ถ่ายภาพโดย Michele Edmunds แห่งFlorida State University และ นิตยสาร National Geographic สงวนลิขสิทธิ์
ศาสตราจารย์ Dean Falk คณบดีคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา สหรัฐ นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกในสาขาวิชา โบราณประสาทวิทยา(Paleoneurology) ได้นำทีมนักวิทยาศาสตร์หลายแขนง ตีพิมพ์บทความในนิตยสาร Science ฉบับวันที่ ๔ มีนาคม ๒๐๐๕ นี้ พิสูจน์ว่า แม้ชาวฟลอเรส จะมีสมองขนาดเล็ก โดยมีปริมาตรเพียง ๔๑๗ ซีซี แต่โครงสร้างของสมอง แสดงว่า มีรูปแบบของสมองที่พัฒนาแล้วของมนุษย์ชั้นสูง จึงน่าจะเป็นไปได้มากว่า เครื่องมือหินที่พบที่ในถ้ำแห่งเดียวกับที่พบกระดูก จะเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ฟลอเรสประดิษฐ์ขึ้นมาใช้สอยได้เอง และยังพบกระดูกของสัตว์ประเภทเดียวกับช้างแต่มีขนาดเล็กที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ชื่อว่า Stegodon ราวกับว่า มนุษย์ฟลอเรสนี้ รู้จักร่วมมือกันไปล่าช้างป่ามากินเป็นอาหาร จากการวิเคราะห์กระดูกของช้างโบราณนี้ ก็แสดงว่า ชาวฟลอเรสเลือกล่าเอาแต่ช้างที่เพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นมาทำอาหาร แล้วยังเป็นการลบล้างข้อข้องใจของนักมานุษยวิทยาบางท่าน ที่แคลงใจว่า กระดูกชุดนี้ อาจจะเป็นกระดูกของมนุษย์ปัจจุบันที่เป็นโรคทำให้กะโหลกไม่ยอมโต และมีร่างกายแคระแกร็น ไปได้ |
ภาพโดยคอมพิวเต้อร์ ของแบบ endocast ภายในกะโหลกที่เป็นส่วนใสของมนุษย์ฟลอเรส โดย Kirk E. Smith แห่งสถาบันรังสีวิทยา Mallinckrodt มหาวิทยาลัย Washingtonการศึกษาสมองของมนุษย์ฟลอเรสนี้ อาศัยเทคนิคการสแกนภาคตัดขวาง คือ 3D Computed Tomography แล้วใช้คอมพิวเตอร์ประกอบเป็นภาพสามมิติ แล้วนำข้อมูลตัวเลขไปเข้าเครื่องหล่อ หล่อแบบสมองที่เรียกว่า Endocranial cast ออกมาได้สัดส่วนเหมือนสมองของจริง Endocranial cast หรือ เรียกสั้นๆว่า Endocast คือแบบหล่อของช่องโพรงในกะโหลกที่แสดงลักษณะพื้นผิวนอกของสมองได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนจากสมองจริงๆ มักจะเกิดตามธรรมชาติ ในซากฟอสซิลของกะโหลกสัตว์ ที่เมื่อสัตว์ตายลงแล้วถูกฝังในโคลนหรือทราย โดยที่เนื้อเยื่อต่างๆไม่ทันได้เน่าเปื่อย ทำให้ดินหรือทรายพิมพ์แบบของจริงได้อย่างเที่ยงตรง เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ เนื้อเยื่อก็เปื่อยหลุดไปก่อน ดินหรือทรายก็แทรกตัวเข้ามาแทนที่ เมื่อกระดูกที่สลายไปช้ากว่ามากๆ ค่อยๆสลายไปทีหลัง ดินทรายก็เข้ามาแทนที่ส่วนกระดูก ทำให้ส่วนที่แทนที่กระดูก กับส่วนที่แทนที่เนื้อเยื่อ แบ่งแยกกันได้อย่างชัดเจน ถ้าเราเอาแบบหล่อโพรงสมองออกมาศึกษาได้ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจสัตว์ชนิดนั้นได้ว่า สมองมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง เพราะสัตว์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วนั้น จะไม่มีเนื้อเยื่อสดให้เราวิเคราะห์ได้ เมื่อมีแบบหล่อแทนที่เช่นนี้ ก็ช่วยให้เราได้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้ได้ดีขึ้น หากไม่มีแบบหล่อหรือ endocast ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมาศึกษา นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้วิธีอื่นมาแทน เช่น เทเลเท็กซ์ลงไปให้แข็งตัวแต่อ่อนพอที่จะดึงออกมาได้ |
แต่กะโหลกของ ฮอบบิท นั้น มีสภาพบอบบาง และมีค่ามากกว่าที่จะเสี่ยงเทยางหล่อลงไปได้ จึงใช้เครื่องสแกนมาวัดสัดส่วน โดยใช้เทคนิค 3D computed tomography มาวิเคราะห์สัดส่วนในสามมิติ แล้วเอาข้อมูลไปสร้างแบบหล่อ แทนการหล่อลงไปในโพรงกะโหลกโดยตรง
Tomography มาจากภาษากรีก คำว่า tomo แปลว่า ผ่า graphen แปลว่าภาพ รวมกันแล้วหมายถึงภาพตัดขวาง แต่เราใช้รังสีเอ็กสเรย์มาฉายทะลุเข้าไปดูโครงสร้างภายใน เหมือนกับตัดขวางตัวอย่างจะเห็นภาพหน้าตัดหนึ่งๆ หากฉายภาพจากหลายๆหน้าตัด ก็จะสามารถนำมาประกอบกันเป็นภาพสามมิติได้ ศจ. Falk ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการศึกษาของมนุษย์โบราณชั้นนำของโลก โดยศึกษาเฉพาะด้านนี้มากว่า ๓๐ ปีแล้ว ท่านได้นำแบบหล่อสมองของมนุษย์ฟลอเรส มาเปรียบเทียบกับสมองของมนุษย์และลิงพันธุ์ต่างๆคือ มนุษย์ฮอมินิน(ลิงรุ่นแรกที่เดินด้วยสองขา) ๒ หัว คือ พวกลิงใต้่ Australopithecus africanus, Paranthropus aethiopicus กัีบลิงจริงๆคือ ชิมแปนซีตัวเมียขนาดโตเต็มที่ ๑๘ หัว ลิงกอริลล่า ๑๐ หัว และสมองของผู้หญิงมนุษย์ปัจจุบันที่ปกติ ๑๐ หัว และสมองของผู้หญิงชาวยุโรปเป็นโรคสมองฝ่อ ที่เรียกว่า microcephaly แล้วยังเปรียบเทียบกับตัวอย่างแบบหล่อสมองของ มนุษย์แคระเผ่าพิกมี่ และจากแบบหล่อสมองของมนุษย์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว คือ Homo erectus ที่พบในประเทศจีนและประเทศอินโดนีเซีย อีก ๕ ตัวอย่างด้วย โดยย่อขนาดลงให้มีปริมาตร ๔๑๗ ซีซี เท่ากับแบบหล่อสมองของ มนุษย์ฟลอเรส เพื่อจะได้เปรียบเทียบในสเกลเดียวกัน ภาพกะโหลกของมนุษย์ฟลอเรส ถ่ายจากของจริง โดย ศจ. Peter Brown ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature ในเดือน ตุลาคม 2004 |
ภาพ Thomas Sutikna แห่ง Indonesian Centre for Archaeology ผู้เป็นคนพบกระดูกฮอบบิทเป็นท่านแรก ถ่ายภาพโดย Ira Block ด้วยความเอื้อเฟื้อจาก National Geographic สงวนลิขสิทธิ์ |
หน้าที่ 4 - งานวิจัยสมองของศาสตราจารย์ดีน ฟอล์ค(ต่อ)
ภาพเปรียบเทียบสมองของมนุษย์ฟลอเรส(ซ้ายมือ) กับสมองของมนุษย์พิกมี่(ขวามือ) แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่แตกต่างกันมาก โดยสมองของมนุษย์ฟลอเรส มีลักษณะผสมผสานกันทั้ง ลักษณะของมนุษย์ดึกดำบรรพ์กับมนุษย์สมัยใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือ ลักษณะของสมองที่กว้างและแบน กับมีความลาดของส่วนหน้าเหมือนมนุษย์สมัยแรกๆที่สมองยังไม่พัฒนามาก กับการที่มีรอยขดรอยหยักมากมาย โดยเฉพาะในส่วนหน้า ซึ่งเป็นลักษณะของมนุษย์ปัจจุบัน ภาพโดย Kirk E. Smith, Mallinckrodt Institute of Radiology of Washington University ด้วยความเอื้อเฟื้อจาก นิตยสาร National Geographic (สงวนลิขสิทธิ์)ผลปรากฏว่า สมองของมนุษย์ฟลอเรส ต่างจาก สมองของมนุษย์พิกมี่่มาก เพราะพวกพิกมี่ จะมีหัวโตแต่ตัวเล็ก และเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เป็นโรคสมองฝ่อ ก็ไม่เหมือนกันเลย แต่งานวิจัยนี้ก็มีจุดอ่อนตรงที่ว่า มีตัวอย่างของคนที่เป็นโรคสมองฝ่อเพียงตัวอย่างเดียว ทำให้ข้อสรุปยังอ่อนอยู่ เพราะขาดความหลากหลายของตัวอย่างไป แต่หากใครจะแย้งผลงานวิจัยครั้งนี้ ก็ต้องหาหลักฐานแน่นหนากว่ามากมายันหลายๆจุดที่ ศจ. ฟอล์ค นำมาสนับสนุนข้อสรุปที่ว่า มนุษย์ฟลอเรส เป็นเผ่าพันธุ์ต่างหากออกไปจากที่เราเคยพบมาก่อน |
ภาพเปรียบเทียบสมองจากด้านหน้าตรง ของมนุษย์ปัจจุบัน(ซ้ายมือ) กับของมนุษย์ฟลอเรส(ขวามือ) ถึงแม้โครงสร้างของสมองจะต่างกัน คือของ มนุษย์ปัจจุบัน จะหนากว่าและขนาดใหญ่กว่า แต่รูปรอยขดรอยหยักต่างๆ ของสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นแหล่งที่บอกถึงความก้าวหน้าทางสติปัญญา จะมีร่องรอยคล้ายคลึงกันมาก
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดจากผลการศึกษาชิ้นนี้ก็คือ แม้ขนาดสมองมนุษย์ฟลอเรสจะเล็ก แต่ลักษณะของสมอง ก็แสดงระดับการพัฒนาสูงมาก โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า temporal lobes นั้นนูนออกมามาก ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพูดและการฟัง ยิ่งไปกว่านั้น สมองส่วนหน้า (frontal lobe) ก็มีรอยขดรอยหยักมาก ซึ่งแสดงว่า มีสติปัญญาสูง ดิฉันไม่เคยเห็นแบบหล่อสมองของมนุษย์โฮมินิดพันธุ์ไหน ที่มีรอยหยักมากอย่างนี้มาก่อนเลยค่ะ ศจ. ฟอล์ค กล่าว |
จากการที่ไม่มีกระดูกของมนุษย์ประเภทอื่นปะปนอยู่ในถ้ำเลย จึงสรุปได้ว่า เครื่องมือยุคหินต่างๆที่เหมือนๆกันในทุกชั้นดินที่ขุดพบ เป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ฮอบบิท ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมานับแสนปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเลย และจากกระดูกฟันของช้างโบราณพันธุ์แคระที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แสดงว่ามีแต่ตัวที่ยังไม่โตเต็มที่ ก็คงจะเป็นไปได้ว่า ถ้าแก่แล้วช้างพวกนี้ิอาจจะหนังเหนียวกินไม่อร่อย มนุษย์ฟลอเรสจึงเลือกล่าแต่ตัวหนุ่มๆสาวๆมากิน โดยมีสังคมที่พัฒนาสามารถจัดระเบียบไปออกล่าสัตว์ใหญ่เป็นหมู่เป็นกลุ่มได้ มนุษย์สายพันธุ์นี้ จึงมีระบบสังคมพัฒนามากกว่าพวกฮอมินิดที่เคยค้นพบกันมาก่อน จากความที่โครงกระดูกของมนุษย์บนเกาะฟลอเรส มีเอกลักษณ์ของตนเอง ที่ผสานลักษณะของมนุษย์โบราณกับร่องรอยพัฒนาการทางสมองของมนุษย์สมัยใหม่ นักโบราณมานุษยวิทยาจึงตั้งเป็นสปีชี่ใหม่คือ Homo Floresiensis Order Primates Linnaeus, 1758 Suborder Anthropoidea Mivart, 1864 Superfamily Hominoidea Gray, 1825 Family Hominidae Gray, 1825 Tribe Hominini Gray, 1825 Genus Homo Linnaeus, 1758 Homo floresiensis sp. nov. ภาพวาดของ Homo floresiensis โดย Peter Schouten แห่ง นิตยสาร National Geographic |
ผังแสดงสังกัดของ Homo floresiensis ซึ่งสรุปว่า เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นไปจาก Homo erectus ภาพจาก นิตยสาร Nature
|
ปากถ้า เลียงบัว ที่นักมานุษยวิทยาค้นพบมนุษย์ฟลอเรส หรือที่ตั้งชื่อเล่นให้ว่า ฮอบบิท ภาพจาก มหาวิทยาลัย Wollongong
|
อ้่างอิง
1. Falk D., et al., The Brain of LB1, Homo floresiensis; Science, Published online 3 March 2005[DOI: 0.1126/science.1109727],
2. Balter M., Small but Smart? Flores Hominid Shows Signs of Advanced Brain, Science, Vol 307, Issue 5714, 1386-1389 , 4 March 2005
3. Dalton R., Critics silenced by scans of hobbit skull, News@nature.com Published online: 3 March 2005; | doi:10.1038/news050228-13
4. Brown P., et al., A new small-bodied hominin from the Late Pleistocene of Flores, Indonesia, Nature 431, 1055 - 1061 (2004).
5. Morwood M. J., et al., Archaeology and age of a new hominin from Flores in eastern Indonesia, Nature 431, 1087 - 1091 (2004).
6. Homo floresiensis, School of Earth and Environmental Sciences, University of Wollongong
7. Hominid Specie Timeline , Washinton State University


แผนที่แสดงตำแหน่งของเกาะฟลอเรส ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา โดย Professor Mike Morwood ตีพิมพ์ใน นิตยสาร Nature
ภาพนักโบราณคดีทีมอินโด-ออสเตรเลีย ขณะำกำลังทำการขุดกระดูกมนุษย์ฟลอเรส โดย Chris Turney แห่ง ม. Wollongong
ภาพแสดงเครื่องมือยุคหินของมนุษย์ฟลอเรส ที่ค้นพบโดย Mike Morwood และ Peter Brown ภาพโดย Chris Turney แห่ง ม. Wollongong
ภาพกระดูกหัวกะโหลกของมนุษย์ฟลอเรส(ซ้ายมือ) เปรียบเทียบกับหัวกะโหลกมนุษย์ปัจจุบัน โดย Peter Brown
โครงกระดูกของมนุษย์แคระนี้ ก็ยังรวมลักษณะแปลกๆแต่ที่เราคุ้นตามาจากกลุ่มอื่นอีกหลายอย่าง เช่น กระดูกสะโพกคล้ายกับพวกกึ่งลิงก่อนที่จะวิวัฒนาให้คล้ายมนุษย์จากทวีปอัฟริกา ชื่อ australopithecines (แปลว่า ลิงจากทางใต้ เช่น การค้นพบกระดูกของ ลูซี่(Lucy)) แต่กระดูกมนุษย์จากเกาะฟลอเรส มีกระดูกขาที่ตรงกว่า สภาพของโครงกระดูกมีรายละเอียดมากพอที่จะยืนยันได้ว่า มนุษย์พวกนี้ เดินสองขา อย่างแน่นอน
อนิเมชั่นแสดงถึงขั้นตอนการวิวัฒนาของมนุษย์ จากฟอสซิลและกระดูกที่พบ โดย talkorigins.org
กะโหลกที่ค้นพบในถ้า เลียงบัว บนเกาะ Flores จึงได้รับสมญาว่า Homo Floresiensis ซึ่งแปลว่า มนุษย์จากเกาะฟลอเรส
กระดูกของ Australopithecus afarensis หรือ ลูซี่ เปรียบเทียบกับกระดูกของมนุษย์ปัจจุบัน ภาพจากคณะมานุษยวิทยา แห่ง Washington State University
ภาพ ศาสตราจารย์ Dean Falk คณบดีคณะมานุษยวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยประจำรัฐฟลอริดา กับแบบหล่อสมองของมนุษย์ฟลอเรสในมือขวา และแบบจำลองหัวกะโหลกทำด้วยวัสดุโปร่งแสงในมือซ้าย ที่วางบนโต๊ะทำงาน คือแบบจำลองสมอง และกะโหลกของมนุษย์และลิงต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบกับของมนุษย์ฟลอเรส เพื่อหาคำตอบว่า มนุษย์ฟลอเรส เป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองหรือไม่ ถ่ายภาพโดย Michele Edmunds แห่งFlorida State University และ นิตยสาร National Geographic สงวนลิขสิทธิ์
ภาพโดยคอมพิวเต้อร์ ของแบบ endocast ภายในกะโหลกที่เป็นส่วนใสของมนุษย์ฟลอเรส โดย Kirk E. Smith แห่งสถาบันรังสีวิทยา Mallinckrodt มหาวิทยาลัย Washington
แต่กะโหลกของ ฮอบบิท นั้น มีสภาพบอบบาง และมีค่ามากกว่าที่จะเสี่ยงเทยางหล่อลงไปได้ จึงใช้เครื่องสแกนมาวัดสัดส่วน โดยใช้เทคนิค 3D computed tomography มาวิเคราะห์สัดส่วนในสามมิติ แล้วเอาข้อมูลไปสร้างแบบหล่อ แทนการหล่อลงไปในโพรงกะโหลกโดยตรง
ภาพ Thomas Sutikna แห่ง Indonesian Centre for Archaeology ผู้เป็นคนพบกระดูกฮอบบิทเป็นท่านแรก ถ่ายภาพโดย Ira Block ด้วยความเอื้อเฟื้อจาก National Geographic สงวนลิขสิทธิ์
ภาพเปรียบเทียบสมองของมนุษย์ฟลอเรส(ซ้ายมือ) กับสมองของมนุษย์พิกมี่(ขวามือ) แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่แตกต่างกันมาก โดยสมองของมนุษย์ฟลอเรส มีลักษณะผสมผสานกันทั้ง ลักษณะของมนุษย์ดึกดำบรรพ์กับมนุษย์สมัยใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือ ลักษณะของสมองที่กว้างและแบน กับมีความลาดของส่วนหน้าเหมือนมนุษย์สมัยแรกๆที่สมองยังไม่พัฒนามาก กับการที่มีรอยขดรอยหยักมากมาย โดยเฉพาะในส่วนหน้า ซึ่งเป็นลักษณะของมนุษย์ปัจจุบัน ภาพโดย Kirk E. Smith, Mallinckrodt Institute of Radiology of Washington University ด้วยความเอื้อเฟื้อจาก นิตยสาร National Geographic (สงวนลิขสิทธิ์)
ภาพเปรียบเทียบสมองจากด้านหน้าตรง ของมนุษย์ปัจจุบัน(ซ้ายมือ) กับของมนุษย์ฟลอเรส(ขวามือ) ถึงแม้โครงสร้างของสมองจะต่างกัน คือของ มนุษย์ปัจจุบัน จะหนากว่าและขนาดใหญ่กว่า แต่รูปรอยขดรอยหยักต่างๆ ของสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นแหล่งที่บอกถึงความก้าวหน้าทางสติปัญญา จะมีร่องรอยคล้ายคลึงกันมาก
จากการที่ไม่มีกระดูกของมนุษย์ประเภทอื่นปะปนอยู่ในถ้ำเลย จึงสรุปได้ว่า เครื่องมือยุคหินต่างๆที่เหมือนๆกันในทุกชั้นดินที่ขุดพบ เป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ฮอบบิท ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมานับแสนปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเลย และจากกระดูกฟันของช้างโบราณพันธุ์แคระที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แสดงว่ามีแต่ตัวที่ยังไม่โตเต็มที่ ก็คงจะเป็นไปได้ว่า ถ้าแก่แล้วช้างพวกนี้ิอาจจะหนังเหนียวกินไม่อร่อย มนุษย์ฟลอเรสจึงเลือกล่าแต่ตัวหนุ่มๆสาวๆมากิน โดยมีสังคมที่พัฒนาสามารถจัดระเบียบไปออกล่าสัตว์ใหญ่เป็นหมู่เป็นกลุ่มได้ มนุษย์สายพันธุ์นี้ จึงมีระบบสังคมพัฒนามากกว่าพวกฮอมินิดที่เคยค้นพบกันมาก่อน
ผังแสดงสังกัดของ Homo floresiensis ซึ่งสรุปว่า เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นไปจาก Homo erectus ภาพจาก นิตยสาร Nature
ปากถ้า เลียงบัว ที่นักมานุษยวิทยาค้นพบมนุษย์ฟลอเรส หรือที่ตั้งชื่อเล่นให้ว่า ฮอบบิท ภาพจาก มหาวิทยาลัย Wollongong