ผลของการเมืองต่อเศรษฐกิจประเทศไทย

Written by speculates on . Posted in ทั่วไป, เศรษฐศาสตร์




หน้าที่ 1 - การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
[[55773]] ถ้าหากเราลองอ่านประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจตั้งแต่แรกๆ เราจะพบว่าสิ่งที่มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง คือ เรื่องของการเมือง การปกครองและสังคมในแต่ละช่วงระยะเวลานั้นเสมอ นับตั้งแต่ประเทศเราเปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยความเป็นไปของบ้านเมืองอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชน...นั่นคือ ทฤษฏี!! สำหรับประเทศของเรา...เป็นที่แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รักอิสรภาพ การมีอิสระเสรี สิ่งเหล่านี้...เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า "ไทย" หมายถึง อิสระ เสรีภาพ ด้วยแล้ว ยิ่งสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยตามเหล่าประเทศตะวันตก แต่ลืมไปว่าประเทศของเรามีประชาชนเป็นจำนวนมาก....ที่ยังขาดการศึกษา ขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิหน้าที่ที่แท้จริง สิ่งที่เป็นเสมือนเครื่องยืนยันได้ส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยน รัฐธรรมนูญมาแล้วหลายครั้งจนปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18 ในระยะเวลา 75 ปีหลังจากเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 โดยขณะที่ประเทศสหรัฐยังไม่เคยมีเปลี่ยนเลยมีแต่แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น!! [[55774]]

หน้าที่ 2 - การเลือกตั้ง และนักการเมือง
การเลือกตั้งในแต่ละครั้งที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากขาดจิตสำนึกละเลยหน้าที่ของตน ขาดความเข้าใจความใส่ใจถึงผลที่จะตามมา เห็นการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องปกติไป ยอมขายสิทธิแลกกับเงินเพียงชั่วคราว การกระทำแบบนี้หารู้ไม่ว่าส่งผลร้ายแรงต่อประเทศชาติยิ่งนัก ทำให้ผู้ที่จะขึ้นมาพัฒนาประเทศอยู่ที่แรงเงินไม่ใช่แรงสมอง ไม่พัฒนาประเทศชาติอย่างเต็มความสามารถ...เนื่องจากรู้ว่าสามารถซื้อตำแหน่งนี้ได้ด้วยเงิน กลายเป็นสนามการแข่งขันแรงเงินใครมีเยอะซื้อสิทธิซื้อเสียงได้เยอะ เศรษฐกิจของประเทศชาติไม่พัฒนาเท่าที่ควร บุคคลรากหญ้าผู้ที่ยอมขายสิทธิขายเสียงก็ต้องลำบากต่อไป เงินที่ได้มาเทียบไม่ได้เลยกับการที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ค่าครองชีพแพงขึ้นเรื่อยๆ เสียทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ครอบครัวขาดความอบอุ่นเกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย บุคคลผู้ที่กำลังสมองดีมีอุดมการณ์เพื่อบ้านเมืองหลายคนต้องพลอยท้อแท้ไปตามๆกัน เนื่องจากแพ้เงิน การเมืองไทยนั้นโดยเฉพาะฝ่ายค้านนั้น...ผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดจึงได้ดีแต่การจ้องจับผิดฝ่ายรัฐบาล เห็นว่าการที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลดูแย่นั้นจะทำให้ความนิยมของฝ่ายรัฐบาลน้อยลง ซึ่งความจริงก็ไม่ผิดเพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านแต่จะดีกว่าไหม...ถ้าติติงแล้วเสนอหนทางแก้ไขปัญหา...ดีกว่ามาคอยจ้องจับผิดอย่างเดียวแบบที่ทำๆอยู่ และการกระทำของฝ่ายค้านแบบนี้ทำให้ชาวต่างชาติมองประเทศไทยในแง่ลบมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลถึงเรื่องเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดต้องมีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศและจากการเปิดประเทศของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 ในปี 2504 นั้นที่เปิดรับเงินทุน เปิดรับการลงทุนของชาวต่างชาติทำให้ประเทศเรานับได้ว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะชาวต่างชาติแทบจะทั้งนั้น เริ่มจากการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนทำให้อัตราการว่างงานลดลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเพิ่มขึ้นทำให้มองว่าประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งที่การเจริญเติบโตนั้นไม่ได้มาจากไทยทำแท้ๆ การส่งออกการค้าขายของเราก็ขึ้นอยู่กับการค้าต่างประเทศ เพราะนิสัยคนไทยชอบใช้ของฟุ่มเฟื่อยมีรสนิยมบริโภคของนอกกันเสียส่วนมากของในประเทศไม่ค่อยอุดหนุนกัน จึงต้องพึ่งการส่งสินค้าออกซึ่งทำรายได้ให้มากกว่า จะเห็นว่าเรายังไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งของตนได้เลย [[55775]]

หน้าที่ 3 - รัฐประหารถอยหลังเข้าคลอง
[[55776]] และจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานนัก ในวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการรัฐประหารขึ้น โดยใช้ข้ออ้างว่าการทำรัฐประหารของ คมช. เพื่อให้บ้านเมืองสงบ โดยผลที่ออกมาตรงกันข้ามกับทำให้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมได้ทำให้ประเทศชาติกลับไปเป็นระบบเผด็จ ทำลายความเป็นประชาธิปไตย ผลจากการปฏิวัติที่แน่ๆ คือการที่ต่างประเทศไม่ให้การยอมรับ เกิดการตั้งรัฐบาลที่อ่อนหัดทำงานไม่เป็นจ้องแต่คอยรื้อฟื้นสิ่งที่รัฐบาลชุดก่อนทำไว้ โดยที่ไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นมาเลย การตัดสินใจไม่เด็ดขาด แล้วยิ่งในขณะที่ประเทศจีนและเวียดนามกำลังบูม ในเรื่อง ค่าจ้างแรงงานถูก แรงงานขยันตั้งใจทำงาน การเมืองพร้อมด้วยต่างหากเหมาะแก่การเข้าไปลงทุนโดยแท้ ต่างชาติจึงพากันแห่ไปลงทุนในประเทศจีนและเวียดนามซึ่งแล้วแต่เคยเป็นคอมมิวนิสต์กันมาก่อน เกิดเหตุการณ์ที่นักค้ากำไรพากันเข้ามาเก็งกำไรจากการซื้อหุ้นในระยะสั้นเพราะรู้ว่ารัฐบาลขาดประสิทธิภาพ ทำให้เงินทุนที่มีสภาพคล่องสูงหลั่งไหลเข้ามา ค่าเงินบาทแข็ง การส่งออกหยุดชะงัก รัฐบาลไม่มารถแก้ปัญหาได้ทำได้เพียงเปิดโรงเลี้ยงอาหารฟรี 3 มือช่วยเหลือลูกจ้างที่ตกงานเท่านั้น ถ้าไม่เกิดวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐมาช่วยก็ไม่รู้ว่าจะเกิดการว่างงาน การปิดโรงงานอีกนับเท่าไหร่ และยิ่งน่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง...เมื่อมีการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเกิดจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มีผลออกมา ว่า “รับ” เท่ากับเป็นการเห็นดีเห็นงามไปกับการทำรัฐประหาร ...น่าเศร้าใจเหลือเกิน ผู้เขียนได้แต่หวังว่าการเลือกตั้งในปลายปีนี้ที่จะถึงจะทำให้อะไรๆดีขึ้นมา และขอให้ประชาชนอย่าได้ซื้อสิทธิขายเสียงอีกเลยเพราะมันเป็นโทษอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดังที่กล่าวไว้ “ รักประเทศไม่ซื้อสิทธิขายเสียง...เพื่อการเมืองที่มีประสิทธิภาพ...เพื่อประเทศเราจะได้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนกันเสียที ” [[55777]]

แสดงความคิดเห็น