นโยบายเศรษฐกิจแบบฉีกแนวของสหรัฐอเมริกา (Unorthodox Economic Policies) ตอนจบ

Written by speculates on . Posted in ทั่วไป, เศรษฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ทั่วไป




หน้าที่ 1 - ฉีกแนวนโยบายเดิมด้วยการแทรกแซงกลไกเศรษฐกิจแบบเสรี

จากความเดิมในตอนที่แล้ว ที่ผมได้วิเคราะห์ว่าสภาพคล่องในระบบของสหรัฐจะมีอยู่น้อยเนื่องจากประชาชนผู้กู้มีปัญหาเรื่องของหนี้เสียกัน ล่าสุดข่าววันนี้ก็ดูเหมือนกับว่าแผนอุ้มอุตสาหกรรมรถยนต์จะไม่รอดเอา และคาดว่าจะมีคนตกงานถึง 2.5 - 3.5 ล้านคน คราวนี้นโยบายด้านเศรษฐกิจจะดิ้นไปทางไหนดี

ตอนนี้ดูเหมือนว่าสถาบันการเงิน และวาณิชธนกิจทั้งหลายของสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักอันเนื่องมาจากหนี้เสีย ดังนั้นธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากวิธีเดียวคือแทรกแซงทำแผนฟื้นฟูโดยการให้รัฐเข้าไปซื้อหุ้น หรือการเพิ่มทุน โดยใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งเป็นที่น่าแปลกดังที่ผมได้เคยเรียนมาแล้วในบทความก่อนๆ ก็คือสมัยที่เราประสบปัญหาต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 IMF ที่มีอิทธิพลโดยสหรัฐฯ กลับให้เราปิดธนาคาร และสถาบันการเงินที่ไปไม่รอด ซึ่งการปิดสถาบันการเงินนี่เหมือนกับการตัดเส้นเลือดทางธุรกิจ แปลง่ายๆ ว่าการปิดสถาบันการเงินทำให้ธุรกิจบางแห่งที่พอจะไปได้ก็ตายไปด้วย เนื่องจากเงินช๊อต จากนั้นก็มีกองทุนประหลาดๆ ทั้งหลายเข้ามาซื้อหนี้เสียในราคาที่ถูกมากๆ และเอาไปขายต่อโกยกำไรแบบคนไทยได้แต่มองตาปริบๆ

ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ใช้นโยบายผ่านโครงการ The Treasury’s Troubled Asset Relief Programme (TARP) ในการเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อเพิ่มทุนในสถาบันการเงินหลายแห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด รวมไปถึงการบริหารจัดการหนี้เสียในระบบอีกด้วย ถ้าหากถามว่าจำนวนเงินที่ใช้อุ้มตอนนี้เป็นเท่าไหร่ เราจะเห็นครับว่าตัวเลขมันจะแก่วงทุกวัน แรกๆ ก็บอกว่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไปๆ มาๆ ชักจะไม่แน่อีกแล้วครับ เพราะว่าที่ยังเจ๊งแต่ยังไม่เปิดเผยมีอีกเยอะ

อย่างไรก็ตามนโยบายฉีดเงินเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯ โดยการเข้าไปอุ้ม จะบอกว่าเป็นนโยบายที่ฉีกแนวก็ได้ครับ เพราะว่าในเศรษฐกิจทุนนิยม ภาครัฐจะเข้าไปมีบทบาทให้น้อยที่สุด โดยการทำตัวเป็นผู้คุ้มกฎก็พอ ไปๆ มาๆ ถ้าวิกฤติเศรษฐกิจจบในอีกหลายปีข้างหน้า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจจะกลายเป็นเจ้าของธนาคารที่มากที่สุดในโลกก็ได้ครับ

แต่แผนการฟื้นฟูนี้ก็คงจะมีความเสี่ยงที่ต้องระวังอยู่สองประการ คือ ประการที่ 1 เรื่องของภาวะเงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว อันเนื่องจากการฉีดเงินเข้าสู่ระบบ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เนื่องจาก ตัวเลขว่างงานของสหรัฐฯ กำลังจะเพิ่มจาก 6.5% เป็น 9% ในเร็ววันนี้ ดังนั้นทั้งสองส่วนมันน่าจะ Off Set กันได้พอดี ส่วนความเสี่ยงประการที่สอง ก็คือการขาดดุลงบประมาณการคลังที่คาดว่าจะขาดดุลเพิ่มอีก 1 ล้านล้านเหรียญ ในการสู้กับสภาพเศรษฐกิจถดถอยนี้ ซึ่งแปลว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังมีความเสี่ยงกับค่าเงินสหรัฐที่จะหล่นลง อันเนื่องจากเงินจะด้อยค่าลง ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกตอนนี้ก็ใช้เงินดอลล่าห์สหรัฐเป็นทุนสำรองกันอยู่ ก็แปลง่ายๆ ว่าส่วนนี้อาจจะมีผลกระทบไปกับชาวบ้านอีกครับ ถ้าเกิดเหตุว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ฟื้นในเร็ววันนี้

ว่ากันว่าหลังพ้นวิกฤติรอบนี้ไป เราอาจจะได้เห็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ ชื่อ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ครับ

ติดตามอ่านบทความน่าสนใ จเ กี่ยวกับเศรษฐกิจจีนได้ที่ ดร. วรัญญู Blog หรือบทความเศรษฐกิจจีน (ฉบับภาษาอังกฤษ) หรือ บทความเศรษฐกิจจีน (ฉบับภาษาจีน) (中國新聞) ได้ตาม Link ครับ

 

--------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน

ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นนักวิชาการอิสระ และผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ (CEO บริษัท Hroyy Inc.) ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขาComputational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น


 

 



แสดงความคิดเห็น