เดินทางเสริมสร้างมงคลกับ 9 วัดอารามหลวง

Written by nokkonk on . Posted in ท่องเที่ยว




หน้าที่ 1 - 9 อารามหลวง

           เมื่อปีที่ผ่านมาคงนับได้ว่าเป็นอีกปีที่ดูเหมือนอะไรๆ ก็จะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ้านเมือง และที่สำคัญก็คือปัญหาเศรษฐกิจที่แน่นอนว่ากระทบต่อหลายๆ คนและหลายๆ สิ่ง ดังนั้นพอเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ การเฉลิมฉลอง การส่งมอบคำอวยพร หรือของขวัญให้กันและกัน ก็อาจจะพอให้ทำปีใหม่ปีหน้านี้ อะไรๆ คงจะถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี 

           ซึ่งนอกจากที่กล่าวมาแล้ว การเป็นชาวพุทธอย่างคนไทยเรานั้น สิ่งสำคัญที่คงจะขาดไปไม่ได้นั่นก็คงจะเป็นการไหว้พระเพื่อขอพรและเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ตนเอง ครอบครัวและคนที่รัก เพื่อให้ปีใหม่นี้เป็นปีแห่งการเริ่มต้นของสิ่งดีๆ 

           โดยวัดต่างๆ ที่คนไทยเรานั้นนิยมไปกราบไหว้กันนั้น ก็มีให้เลือกมากมายแล้วแต่ว่าใครจะสะดวกวัดไหน จังหวัดไหน หรือเคารพนับถือวัดไหน ตามวะระตามโอกาสกันไป แต่ในที่นี่จะขอนำเสนอ 9 พระอารามหลวง ที่ถือว่าเป็นที่นิยมกันมาก โดยโครงการไหว้พระของพร 9 พระอารามหลวงนี้ได้เกิดขึ้น โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำบอกต่อ จึงได้ทำการสร้างจุดเด่นและจุดขาย เป็น “คติ” ของสถานที่แต่ละแหล่งที่ขึ้นมา โดยพระอารามหลวงทั้ง 9 แห่งนั้นประกอบด้วย

           1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
 
               มีคติว่า “แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา” หรือ “เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย” 

           2. วัดกัลยาณมิตร 
               มีคติว่า “เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี” 

           3. วัดชนะสงคราม 
               มีคติว่า “มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง” 

           4. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
               มีคติว่า “ร่มเย็นเป็นสุข” 

           5. วัดระฆังโฆสิตาราม 
               มีคติว่า “ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ”

           6. วัดสุทัศนเทพวราราม 
               มีคติว่า “มีวิสัยทัศนกว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป” 

           7. วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) 
               มีคติว่า “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน” 

           8. วัดบวรนิเวศวิหาร  **
               มีคติว่า “พบแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิต” 

           9. วัดสระเกศ **
               มีคติว่า “เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล”

**
ทั้งนี้ก่อนที่ ททท. จะได้ดำเนินกิจกรรมไหว้พระ 9 อารามหลวงนี้นั้น การไหว้พระขอพร ก็เกิดขึ้นมาก่อนแล้วเพียงแต่ไม่จำกัดแค่ พระอารามหลวงเท่านั้น แต่ที่คนทั่วไปนิยมไปกราบไหว้ก็จะมี ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และศาลเจ้าพ่อเสือ รวมอยู่ในนั้นด้วย แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการต่อยอดและสร้างทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการ “ไหว้พระ (จริงๆ ทั้ง) 9 วัด” ททท.  จึงได้ปรับเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้ดูยิ่งใหญ่และขลังขึ้นกว่าเดิม เป็น “ไหว้พระขอพรเก้าพระอารามหลวงโดยปรับเลือกใช้วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดสระเกศ แทน ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และศาลเจ้าพ่อเสือ **

           ดังนั้นหากใครอยากจะเดินตามรอยทางของคนสมัยก่อนๆ ที่นอกจาก 9 พระอารามหลวงข้างต้นแล้ว ก็อาจจะไปไหว้พระขอพรที่ศาลทั้ง 2 แห่งนี้แถมด้วยก็ได้

           1. ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
 
               มีคติว่า “ตัดเคราะห์ต่อชะตาเสริมวาสนาบารมี” 

           2. ศาลเจ้าพ่อเสือ 
               มีคติว่า “เสริมอำนาจบารมี”


1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) 

           คติ :  “แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา” หรือ “เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกไม้

 

           วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เป็นพระอารามที่อยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2326 เพื่อความสะดวกเวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามราชประเพณี และเพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิอายุของพระเจ้าแผ่นดินเจ้านายในราชสกุล ภายในวัดพระแก้วมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พระอุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” (พระแก้วมรกต) ที่พระระเบียงมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่วิจิตรสวยงามและยาวที่สุดในโลก มีปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งเป็นปราสาทยอดปรางค์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 1- 8 มีพระศรีรัตนเจดีย์ประดับกระเบื้องสีทองทั้งองค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุมีหอพระราชพงศานุสรณ์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีหอระฆังที่มีระฆังซึ่งตีมีเสียงดังกังวานดี มีพระบรมราชานุสาวรีย์ประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์และยังมีรูปยักษ์ 6 คู่ เป็นรูปยักษ์ตัวสำคัญจากเรื่องรามเกียรติ์ เป็นปูนปั้นทาสี ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ สูงประมาณ 6 เมตร ตั้งประจำที่ช่องประตูพระระเบียง


2. วัดกัลยาณมิตร
 

           คติ : “เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่ ดอกไม้พวงมาลัย

 

           วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศที่ดิน ซึ่งบริเวณดังกล่าวเดิมเรียกว่า “หมู่บ้านกุฎีจีน”  วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2368 ในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้ถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดกัลยาณมิตร” พร้อมกับทรงสร้างพระวิหารหลวงเพื่อเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธไตรรัตนนายก” (หลวงพ่อโต) ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 หรือเรียกตามแบบจีนว่า (ชำปอฮุดกง หรือ ชำปอกง-เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอกคืบ    สูง 7 วา 2 ศอกคืบ 10 นิ้ว)

           วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีองค์พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ โดยประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ นอกจากนี้ยังมีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2408


3. วัดชนะสงคราม 
           คติ : “มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก - สำหรับพระประธานในโบสถ์
                                 ธูป 5 ดอก เทียน  1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก - สำหรับรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

           วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมเป็นวัดโบราณขนาดเล็กเรียกกันว่า “วัดกลางนา” เพราะตั้งอยู่กลางทุ่งนา ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงรวมชาวรามัญและพระสงฆ์รามัญที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ให้มาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่รอบวัด และให้ก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดเพื่อให้พระสงฆ์รามัญได้จำพรรษา แล้วตั้งนามใหม่ว่า “วัดตองปุ” โดยได้ลอกเลียนนามวัดและขนบธรรมเนียมของวัดในกรุงศรีอยุธยาและลพบุรี ซึ่งเป็นวัดที่มีพระสงฆ์รามัญจำพรรษาอยู่มาใช้ ต่อมารัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ วัดตองปุ เป็นวัดของสงฆ์ฝ่ายรามัญ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีแก่ทหารรามัญในกองทัพ ที่เป็นกำลังสำคัญในการรบกับพม่า หลังจากบ้านเมืองสงบสุขไม่มีศึกกับพม่าแล้ว ทรงสถาปนาวัดใหม่ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ต่อมารัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ตามเหตุการณ์ ซึ่งทำการรบเอาชนะพม่าได้ถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ.2328-2330 ว่า วัดชนะสงคราม

           วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร  มีพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย เป็นพระประธาน มีพระนามว่า “พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะชยันตะโคดมบรมศาสดา อนาวรญาณ” ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ


4. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
           คติ : “ร่มเย็นเป็นสุข” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 9 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น

 

           วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันในนาม “วัดโพธิ์” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดิมชื่อ “วัดโพธาราม” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงบูรณะและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประเจดีย์เพื่อบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา  ต่อมาใน พ.ศ. 2377  รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระเจดีย์ แล้วพระราชทานนามว่า “พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ” และทรงสร้าง “พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน” เพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 และทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น “มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน” จึงโปรดเกล้าฯให้รวบรวมสรรพวิชาความรู้มาจารึกบนแผ่นศิลาติดไว้บริเวณพระอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนมาศึกษาหาความรู้

           ที่วัดโพธิ์มี “พระพุทธเทวปฏิมากร” ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ ใต้ฐานชุกชี บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 มีพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ที่สวยงามที่สุด และองค์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนพื้นพระบาทประดับมุก เป็นภาพมงคล 108 ประการ นอกจากนั้น  วัดโพธิ์ยังมีเจดีย์ทั้งสิ้น  99 องค์ ถือว่าเป็นวัดที่มีเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย และมีพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล คือ รัชการที่ 1- 4 แห่งกรุงรัตรโกสินทร์


5. วัดระฆังโฆสิตาราม 
           คติ : “ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ”
           เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว

 

           วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารหรือเป็นที่รู้จักกันในนาม (วัดระฆัง) เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เดิมชื่อว่า “วัดบางว้าใหญ่” เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 มีลายหน้าบันเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถนี้ เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่า “พระประธานยิ้มรับฟ้า” นอกจากนี้ยังมีหอไตรเป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ภายในมีภาพจิตรกรรมที่สำคัญหลายแห่งทั้งบานประตู และฝาผนังรวมทั้งตู้พระไตรปิฏกสมัยกรุงศรีอยุธยา

           วัดระฆังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณ วิทยาคุณโด่งดังมากแต่อดีตจวบจนปัจจุบันการไปสักการะสมเด็จพุฒาจารย์ เพื่อขอพรโดยการสวดคาถาชินบัญชรเมื่อสวดจบแล้ว ปักธูปที่กระถางและปิดทองที่รูปปั้น แล้วอย่าลืมพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล


6. วัดสุทัศนเทพวราราม 
           คติ : “มีวิสัยทัศนกว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม

 

           วัดสุทัศเทพวรารามวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อ “วัดมหาสุทธาวาส” ในรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นวัดกลางพระนคร และสร้างพระวิหารสูงใหญ่เทียบเท่าวัดพนัญเชิงของกรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงอัญเชิญพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัย ซึ่งหล่อขึ้นตั้งแต่สมัยกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง ที่เรียกกันว่า "พระโต" หรือ "พระใหญ่" จากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุจังหวัดสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ ต่อมาในสมัยราชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระวิหารต่อจนเสร็จ พร้อมกับสร้างพระอุโบสถและหล่อประธานขึ้นใหม่ พระราชทานนามวัดเป็น วัดสุทัศนเทพวราราม จากเดิมที่เรียกกันว่า วัดพระโต จนถึงสมัยราชการที่ 4 ทรงถวายพระนาม พระโต ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารว่า “พระพุทธศรีศากยมุนี” และพระประธานในพระอุโบสถว่า “พระพุทธตรีโลกเชฏฐ์”


7. วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) 
           คติ : “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียนคู่

 

           วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อ พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พระเจ้ากรุงธนบุรี) เสด็จทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยามารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก จึงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดแจ้ง” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม”

           ในสมัยกรุงธนบุรีวัดอรุณราชวรารามเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต ก่อนที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ว นอกจากนั้นยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระมงกุฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “ยักษ์วัดแจ้ง”

           ภายในวัดอรุณราชวรารามนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูง 33 วาเศษ ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีปรางค์ทิศทั้ง 4 ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เทศน์พระธัมมจักร ตรัสรู้ นิพพาน การเดินเวียนทักษิณาวัดรอบพระปรางค์ 3 รอบ โดยเดินเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) เพื่อความเป็นสิริมงคล มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงปั้นหุ่นและพระพักตร์ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง และยังมีพระวิหารที่มีพระบรมสารีริกธาติที่เกศพระพุทธชมภูนุชฯ มีพระอรุณหรือพระแจ้ง ที่รัชกาลที่ 4 ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์


8. วัดบวรนิเวศวิหาร
  
           คติ : “พบแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิต” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก

           วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชชวรวิหาร สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พ .ศ. 2367 - 2375 เดิมมีชื่อเรียกว่า "วัดใหม่" ได้รับพระราชทานชื่อใหม่ เมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จมาประทับเมื่อปี พ .ศ. 2375 นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช เป็นวัดของคณะ สงฆ์ฝ่ายคามวาสีของธรรมยุติกนิกาย

           สิ่งสำคัญภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ พระอุโบสถ เป็นอาคารแบบตรีมุข หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบ ตรงกลางมีตรามหามงกุฎ พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธชินสีห์ วิหารพระศาสดา พระเจดีย์ใหญ่ และพระตำหนักปั้นหยา สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้าฟ้าที่ทรงผนวช


9. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

           คติ : “เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล” 
           เครื่องสักการะ : ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก

           วัดสระเกศราชวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดสำคัญคู่มากับการสร้างกรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดสะแก" โดยรัชกาลที่ 1 ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โปรดให้ขุดคลองรอบพระอารามและพรราชทานนามว่า วัดสระเกศ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอารามและสร้างสิ่งต่างๆ เพิ่มเติม เช่น พระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง

           สิ่งสำคัญภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้แก่ พระบรมบรรพตหรือภูเขาทอง ซึ่งสร้างเป็นพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่เกิดทรุดทังลง รัชกาลที่ 4 โปรดให้ซ่อมแซม โดยแปลงเป็นภูเขาและก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถที่ภายในมีภาพเขียนจิตรกรรมฝีมือช่าง สมัยรัชกาลที่ 3 และหอไตร ศิลปะสมัยอยุธยาบานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำ



10. ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร 
           มีคติว่า “ตัดเคราะห์ต่อชะตาเสริมวาสนาบารมี”



           ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร (City Pillar Shrine) เป็นศาลที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น โดยมีเรื่องเล่าสืบกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ว่าในพิธีสร้างพระนคร ต้องทำพิธีฝังอาถรรพ์ 4 ประตูเมือง และ พิธีฝังเสาหลักเมือง การฝังอาถรรพ์ กระทำด้วยการป่าวร้องเรียกผู้คนที่มีชื่อ อิน-จัน-มั่น-คง ไปทั่วเมือง เมื่อชาวเมืองผู้เคราะห์ร้ายขานรับ ก็จะถูกนำตัวมาสถานที่ทำพิธี และถูกจับฝังลงหลุมทั้งเป็น ทั้ง 4 คน เพื่อให้วิญญาณของคนเหล่านั้นอยู่เฝ้าหลักเมือง เฝ้าประตูเมือง เฝ้าปราสาท คอยคุ้มครองบ้านเมือง ป้องกันอริราชศัตรูและปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บมิให้เกิดแก่คนในนคร เรื่องเล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ไม่มีบันทึกในพงศาวดาร

           ทั้งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 10 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 เมษายน ปีพุทธศักราช 2325 เวลา 6.45 นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีพระนครสถาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร สูง 27 เซนติเมตร กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 10 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

           และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช 2395

           ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2523 มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พ.ศ. 2525 ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

โดยลำดับขั้นตอนในการสักการะนั้นจะเริ่มจาก

1 หอพระพุทธรูป – จุดธูป เทียน กราบไหว้พระ ถวายพวงมาลัย ดอกไม้ ปิดทอง และใส่บาตรพระประจำวันเกิดลงในบาตรพระ

2. องค์หลักเมือง - จุดธูป เทียน กราบไหว้องค์กระหลักเมืองจำลอง ถวายดอกไม้ ปิดทอง และผูกผ้าแพรสี – กราบไหว้และถวายพวงมาลัยองค์พระหลักเมืององค์จริง 1 พวง



3. หอเทพารักษ์
– กราบไหว้และถวายพวงมาลัยแด่องค์เทพารักษ์ทั้ง 5 สำหรับเทพารักษ์ทั้ง 5 นั้นได้แก่

            1) พระเสื้อเมือง – เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันทั้งทางบกทางน้ำ คุมกำลังไพร่พลแสนยากร รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขปราศจากอริราชศัตูร
            2) พระทรงเมือง – เป็นเทพารักษ์รักษาการปกครอง และกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุขสวัสดี
            3) พระกาฬไชยศรี – เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่นำวิญญาณของมนุษย์ผู้ทำบาปไปสู่ยมโลก
            4) เจ้าเจตคุปต์ – เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป และอ่านประวัติของผู้ตายเสนอพระยม
            5) เจ้าหอกลอง – เป็นเทพารักษ์ประจำหอกลอง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ  อันเกิดขึ้นในแผ่นดิน เป็นต้นว่าคอยรักษาเวลาย่ำรุ่ง ย่ำค่ำ และเที่ยงคืน เกิดอัคคีภัย หรือมีข้าศึกศัตรูยกมาประชิด

4. พระประจำวันเกิดและสะเดาะเคราะห์ - ใส่บาตรประประจำวัดเกิด


11. ศาลเจ้าพ่อเสือ 
           มีคติว่า “เสริมอำนาจบารมี” 
           เครื่องสักการบูชา : ธูป 18 ดอก ปัก 6 กระถาง เทียนแดงคู่ พวงมาลัย 1 พวง และสำหรับการสักการะเจ้าพ่อเสือจะต้องซื้อเครื่องเซ่นซึ่งประกอบด้วย หมูสามชั้น ไข่สด และข้าวเหนียวหวา



           ศาลเจ้าพ่อเสือ เป็นศาลเจ้าจีนแต้จิ๋วที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง คนจีนเรียกกันว่า "ตั่วเล่าเอี้ย" เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐาน เฮี้ยงเทียนเซียงตี่, รูปเจ้าพ่อเสือ, เจ้าพ่อกวนอู และ เจ้าแม่ทับทิม เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวไทย และจีนเป็นอย่างมาก อยู่บริเวณใกล้ๆ เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

           ศาลเจ้าพ่อเสือ มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เกี่ยวเนื่องกับวัดมหรรณพาราม เดิมตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ขยายถนนบำรุงเมือง ได้โปรดให้ย้ายศาลมาไว้ที่ทางสามแพร่งถนนตะนาว จนถึงปัจจุบัน

           ทั้งนี้นอกเหนือจาก 9 พระอารามหลวงและศาลทั้ง 2 ศาลแล้ว ยังมีอีก 3 วัดที่ผู้เขียนขอเสนอให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกราบไหว้สักการะบูชา ซึ่ง 2 ใน 3 วัดนั้นยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนักด้วย นั่นก็คือ วัดไร่ขิง (จังหวัดนครปฐม) และ วัดเพชรสมุทรวรวิหารหรือวัดหลวงพ่อบ้านแหลม (จังหวัดสมุทรสงคราม) ส่วนอีกวัดได้แก่ วัดโสธร (จังหวัดฉะเชิงเทรา) โดยที่มาของตำนานนั้นก็เกี่ยวข้องกับพระทั้ง 3 วัดนี้ ซึ่งเนื้อหาของการเล่าขานอาจแตกต่างไปกันบ้างแล้วแต่จังหวัด แต่ละพื้นที่ แต่โดยทั่วไปก็มีสาระสำคัญอันเดียวกันนั่นก็คือ 

           ในครั้งโบราณว่าในกาลครั้งนั้น มีพระพุทธรูปลอยน้ำมา 3 องค์ตามลุ่มแม่น้ำสายต่างๆ แล้วไปติดตามลุ่มแม่น้ำและวัดยังบริเวณที่พระพุทธรูปเหล่านั้นได้ลอยไปติด และชาวบ้านละแวกนั้นได้อัญเชิญขึ้นเพื่อประดิษฐาน โดยตามตำนานกล่าวว่าบางครั้งถ้าพระพุทธรูปนั้นไม่ประสงค์ที่จะประดิษฐานอยู่ ณ ที่นั้น ไม่ว่าจะทำการผูกเชือก คลองดึงอย่างไร ก็จะไม่สามารถอัญเชิญขึ้นมาได้ ซึ่งในท้ายที่สุดท้าย พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ที่ลอยไปตามลุ่มแม่น้ำต่างๆ ก็ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดทั้ง 3 แห่งดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่คอยคุ้มครองชาวบ้านทั้ง 3 ลุ่มน้ำนั่นเอง

           1. ลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี (หรือก็คือแม่น้ำท่าจีน) - หลวงพ่อไร่ขิง
           2. ลุ่มแม่น้ำบางประกง - หลวงพ่อโสธร
           3. ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง - หลวงพ่อบ้านแหลม


           ปีใหม่นีหลังจากได้ฉลองและสังสรรค์ count down กันอย่างมีความสุขแล้ว ก็อย่าลืมลองหาเวลาว่างๆ ไปขอพรไหว้พระตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่ทุกคนไม่ควรจะลืมก็ได้แก่การกราบขอพรพ่อและแม่ ที่ถือได้ว่าเป็นพรที่ประประเสริฐสุด เราสุขที่ได้รับพร และผู้ให้แน่นอนย่อมมีความสุขมากกว่าที่ได้ให้พร ปีใหม่นี้ขอให้เป็นอีกหนึ่งปี ที่ทุกคนจะประสบแต่ความสุขความเจริญ และสมหวังในทุกประการ ขอให้ทุกคนมีแต่ความทุกข์น้อยๆ และความสุขมากๆ นะค่ะ


.............................................................
ข้อมูลอ้างอิง

http://th.wikipedia.org/
http://www.9wat.net/



แสดงความคิดเห็น