ระวังภัยมืด การจารกรรมข้อมูลบัตรเครดิตและคอมพิวเตอร์
หน้าที่ 1 - ระวังภัยมืด การจารกรรมข้อมูลบัตรเครดิตและคอมพิวเตอร์
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กับ วิชาการดอทคอม
http://www.ipst.ac.th
“แก๊งไฮเทคข้ามโลก ฉกข้อมูลบัตรเครดิต-เสียหายแสนล้าน” “ไปรษณีย์สุดแสบ ขโมยบัตรเครดิตที่ส่งจดหมายให้ลูกค้า ขณะที่เจ้าของสุดมึนบัตรยังไม่ถึงมือหนี้นับแสนบาท...” หัวข้อข่าวการจารกรรมข้อมูลที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ล่าสุด “กดเอทีเอ็มเงินหาย 20 ราย เกลี้ยงบัญชีสูงกว่า 3 ล้าน” แสดงให้เห็นว่าการจารกรรมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ทำธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของเงินตัวจริงเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงพริบตา กลายเป็น “อาชญากรร” ที่กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก
ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้อำนวยการโปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และที่ปรึกษาวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยียุคสารสนเทศ การส่งข้อมูลข่าวสารที่ฉับไวได้พัฒนาไปมาก ทั้งการซื้อขายผ่านบัตรเครดิต การซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยส่งข้อมูลด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางเครือข่าย เช่น อินเทอร์เน็ต นั้น ช่วยอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เราได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นดาบสองคม ด้วยการเป็นเครื่องมือในการกระทำผิดของผู้ไม่หวังดี
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบมาก โดยที่พบได้บ่อยคือการจารกรรมข้อมูลบัตรเครดิตและคอมพิวเตอร์ ซึ่งการจารกรรมข้อมูลบัตรเครดิตนั้น มีกลโกงในการทำได้หลายวิธีด้วยกันได้แก่
1. การจารกรรมข้อมูลส่วนบุคคล คือ การขโมยข้อมูลของบุคคลอื่นเพื่อนำไปใช้ในการเปิดบัตรเครดิต ยกเลิกการทำบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งทุกวันนี้ผู้บริโภคนิยมทำบัตรเครดิตกับทางธนาคารโดยให้ธนาคารจัดส่งบัตรเครดิตมาให้ถึงผู้รับที่บ้านหรือที่ทำงาน โดยวิธีการเปิดใช้บัตรเครดิตก็สามารถทำได้ง่ายด้วยการโทรแจ้งรายละเอียดส่วนบุคคลกีบทางธนาคาร ทั้งนี้คำถามที่ใช้ตรวจสอบผู้ถือบัตรก็มักเป็นคำถามที่เกี่ยวกับ เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด วงเงินที่ใช้ สถานที่ส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งบุคคลใกล้ตัว เช่น ญาติ เพื่อน ลูกน้อง ก็สามารถตรวจสอบได้ไม่อยากนัก หรือแม้แต่เป็นบุคคลอื่น ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศเช่นนี้ ก็อาจสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตได้ อีกทั้งผู้ร้ายบางกลุ่มยังใช้การหลอกลวงด้วยการปลอมตัวเป็นบุคคลจากธนาคารเพื่อล้วงความลับสำหรับนำไปใช้เปิดบัตรเครดิตได้อีกด้วย

2. การใช้เครื่องสกิมเมอร์ (skimmer) ปลอมแปลงบัตร คือมีการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “สกิมเมอร์” หรือที่รู้จักกันว่า อุปกรณ์บันทึกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปทำบัตรปลอม โดยคนร้ายจะใช้วิธีการแอบนำบัตรจริงไปรูดผ่านเครื่องสกิมเมอร์เพื่อทำการคัดลอกข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้แถบแม่เหล็กหลังบัตรก่อน จากนั้นจึงนำบัตรปลอมที่เตรียมไว้รูดผ่านเครื่องสกิมเมอร์อีกครั้ง เครื่องจะทำหน้าที่คัดลอกข้อมูลทั้งหมดลงบัตรไปใช้ได้ทันที ทั้งนี้คนร้ายมักจะนำเครื่องสกิมเมอร์นี้ไปฝากไว้ที่เครื่องแคชเชียร์หรือพนักงานของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งที่ลักลอบขโมยข้อมูลในบัตรลูกค้าและถูกจับได้ภายหลัง นอกจากนี้ยังมีเครื่องสกิมเมอร์ขนาดเล็กที่มักถูกติดตั้งตามตู้เอทีเอ็มอีกด้วย

อย่างไรก็ดีแม้ขณะนี้หลายธนาคารได้มีการนำบัตรเครดิตซิปการ์ดมาไว้ ด้วยการเปลี่ยนการบันทึกข้อมูลบนแผ่นซิปแทนแถบแม่เหล็กที่หลังบัตร ซึ่งจะช่วยป้องกันการจารกรรมได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการโคลนนิ่งซิปก็ได้เริ่มมีขึ้นบ้างแล้ว
ดร.โกเมน กล่าวต่อว่า การจารกรรมข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ประชาชนยังไม่ค่อยระมัดระวังมากนัก เช่น การจารกรรมข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากทุกวันนี้นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่พัฒนาไปมาก โทรศัพท์มือถือหลายรุ่นมีการใช้สัญญาณบลูทธู (Bluetooth) เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ซึ่งการเปิดสัญญาณบลูทูธในที่สาธารณะ อาจทำให้ผู้ร้ายที่มีความสามารถทางคอมพิวเตอร์จารกรรมข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ อาทิเบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลทางการเงิน หรือ พาสเวิร์ดที่เจ้าของได้บันทึกไว้ ทั้งยังสามารถดักฟังโทรศัพท์ หรือแอบใช้โทรศัพท์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้การใช้อีเมล ด้วยพาสเวิร์ดที่ง่ายต่อการสุ่มเดา หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wireless) โดยไม่มีเมนูการป้องรหัสก่อนใช้งาน ล้วนเป็นช่องทางในการจารกรรมข้อมูลได้ทั้งสิ้น
“อาชญากรรมที่เป็นผลพลวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเหล่านี้ ล้วนเป็นภัยมืดที่กำลังคุกคามประชาชนอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่การสืบหาผู้กระทำผิดมาลงโทษก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งนักสิ่งที่จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงได้ดีคือ ประชาชนต้องมีสติ มีความรู้ และระมัดระวังการใช้ข้อมูลส่วนตัว วิธีการที่คนร้ายมักใช้ในการโอนเงินออกจากธนาคาร ได้แก่ การปลอมแปลงเอกสาร และโอนเงินออกทางอินเตอร์เน็ต การส่งอีเมล์หลอกหลวง ขโมยรหัสผ่าน การหลอกลวงเจ้าของบัญชีให้โอนเงินหรือ ส่งมอบรหัสผ่านให้ การดักรับ User Name Password ดังนั้นเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล จึงไม่ควรให้บุคคลอื่นยืมบัตรประจำตัวประชาชน โทรศัพท์มือถือ หรือสิ่งที่ยืนยันความเป็นตัวตนอื่น ๆ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในการอ้างอิงตัวบุคคล อาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีเอาข้อมูลไปใช้แอบอ้างได้ หรือหากมีผู้ใดโทรศัพท์ติดต่อมาสอบถามข้อมูลทางด้านการเงิน ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามาจากบริษัทหรือธนาคารที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ที่สำคัญอย่าหลงเชื่อคำหลอกลวงที่มักมีผู้กล่าวอ้างในการนำเงินหรือของรางวัลมาให้ โดยให้ส่งเงินบางส่วนผ่านตู้เอทีเอ็มหรือหลอกถามข้อมูลส่วนตัวเพื่อจัดส่งสินค้าพึงตระหนักไว้เสมอว่าไม่มีผู้ใดที่จะให้เงินหรือสิ่งของจำนวนมากโดยไม่หวังผล” ดร.โกเมน กล่าวทิ้งท้าย
