รางวัลโนเบล 2010 แด่โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ผู้ให้กำเนิดเด็กหลอดแก้ว
หน้าที่ 1 - โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ผู้ให้กำเนิดเด็กหลอดแก้ว
และแล้วรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ประจำปี 2010 ก็ประกาศผลในวันที่ 4 ตุลาคม ผู้ได้รับรางวัล คือ นายแพทย์โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด (Robert G. Edwards) จากผลงานการบุกเบิกและพัฒนาวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว (in vitro fertilisation) ซึ่งช่วยเหลือผู้มีบุตรยากทั่วโลกให้สามารถมีบุตรได้
สำหรับหลายคน เรื่องเด็กหลอดแก้วอาจไม่น่าตื่นเต้นเท่าใดนัก อาจจะรู้สึกว่ารางวัลโนเบลปีนี้ธรรมดาไม่ค่อยแปลกใหม่ ไม่ใช่วิทยาการล้ำหน้า แต่รู้หรือไม่ว่าการทำเด็กหลอดแก้วที่เราได้ยินได้เห็นกันบ่อยๆ จนเป็นเรื่องธรรมดานั้น กว่าจะพัฒนามาได้ถึงทุกวันนี้ ต้องอาศัยความอุตสาหะ มานะ พยายาม มากแค่ไหน ลองอ่านเรื่องราวของการพัฒนาเด็กหลอดแก้วดู
ขณะที่การตั้งครรภ์อย่างไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกันใครหลายคน แต่คู่สามีภรรยา 1 คู่ จาก 10 คู่ กลับต้องเผชิญกับปัญหาภาวะมีบุตรยาก การเป็นหมันหรือการมีบุตรยากสามารถเกิดจากความผิดปกติทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ในฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ความผิดปกติเกิดจากท่อนำไข่ได้รับความเสียหายทำให้อสุจิไม่สามารถเดินทางไปผสมกับไข่ได้ ส่วนความผิดปกติในฝ่ายชายมักเกิดจากเชื้ออสุจิไม่แข็งแรงหรือมีปริมาณน้อยเกินไป ปัญหาการมีบุตรยากสร้างความเครียดและความกดดันให้ชีวิตคู่จนอาจนำไปสู่การหย่าร้างได้

ในอดีตวิทยาการทางการแพทย์แทบจะช่วยเหลือผู้มีบุตรยากไม่ได้เลย สิ่งที่ทำได้มีเพียงการบำรุงสุขภาพเท่านั้น ทั้งนี้เพราะกระบวนการตั้งครรภ์โดยเฉพาะของมนุษย์นั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ซับซ้อนที่สุด แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครเข้าใจกระบวนการนี้อย่างถ่องแท้ วิทยาการสูงสุดด้านการเจริญพันธุ์ในสมัยนั้น (ประมาณปี 2495) สามารถทำได้เพียงนำไข่และอสุจิของกระต่ายออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายเท่านั้น นายแพทย์โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยทางการแพทย์แห่งชาติในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เล็งเห็นว่าเทคนิคในการนำไข่และอสุจิออกมาผสมกันภายนอกร่างกาย (in vitro fertilisation) นั้นหากสามารถทำในมนุษย์สำเร็จ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยากได้มากมาย
เอ็ดเวิร์ดมีประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสรีระวิทยาของระบบสืบพันธุ์ของสัตว์มาก่อน จึงอาศัยพื้นฐานจากวิธีการผสมไข่กับอสุจิกระต่ายภายนอกร่างกายเพื่อพัฒนาวิธีการที่ใช้กับมนุษย์ แต่เมื่อเริ่มทดลองก็พบว่ากระบวนการตั้งครรภ์ของมนุษย์ซับซ้อนกว่ากระต่ายอย่างมาก แค่เพียงขั้นตอนแรก การทำให้เซลล์ไข่ที่เก็บจากรังไข่พัฒนาเต็มที่ (mature) พร้อมผสมกับอสุจิ โรเบิร์ตใช้เวลาหลายปีกว่าพบช่วงเวลาบ่มเซลล์ไข่ที่เหมาะสม ขั้นต่อมาคือการสภาวะที่กระตุ้นให้อสุจิและไข่ผสมกัน ซึ่งสามารถทำได้สำเร็จในปี 2512 แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้เพราะไข่ที่ผสมเพียงแค่แบ่งเซลล์เป็น 2 เซลล์แล้วหยุดอยู่แค่นั้นจนสลายไป
เอ็ดเวิร์ดสันนิษฐานว่าสาเหตุที่ไข่หยุดการแบ่งเซลล์อยู่ที่ 2 เซลล์ เป็นเพราะเซลล์ไข่อยู่ภายนอกร่างกายนานเกินไป จึงพยายามหาวิธีเก็บไข่ที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้วจากรังไข่ ซึ่งจากประสบการณ์ของเอ็ดเวิร์ดในหนูพบว่ากระบวนการพัฒนาของเซลล์ไข่ในหนูถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน (gonadotrophin) จึงตัดสินใช้ฮอร์โมนกลุ่มเดียวกันนี้กระตุ้นการพัฒนาเซลล์ไข่ในมนุษย์ด้วย แต่เอ็ดเวิร์ดยังไม่มีวิธีเก็บเซลล์ไข่ในระยะที่เหมาะสมจากรังไข่ เอ็ดเวิร์ดในขณะนั้นทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้อ่านบทความของแพทริก สเตปโท (Patrick C. Steptoe) เกี่ยวกับการใช้ผ่าตัดภายในช่องท้องผ่านกล้องส่องภายใน (laparoscopy) จึงได้ความคิดว่าสามารถใช้กล้องส่องภายในช่วยในผ่าตัดเพือเก็บเซลล์ไข่ได้ จึงขอความร่วมมือจากสเตปโท จนทำให้สามารถเก็บเซลล์ไข่ในระยะที่เหมาะสมจำนวนมากโดยคนไข้ได้รับบาดแผลไม่มากนัก หลังจากนั้นเอ็ดเวิร์ดประสบความสำเร็จในการทำให้เซลล์ไข่ที่ผสมแบ่งตัวจนได้ 8 เซลล์และ 16 เซลล์ แต่เนื่องจากเรายังไม่มีเทคโนโลยีในการเลี้ยงเซลล์ให้เติบโตและพัฒนาอย่างสมบูรณ์ได้ จึงจำเป็นต้องนำเซลล์ไข่ที่ผสมแล้วใส่กลับในมดลูกอีกครั้ง

เอ็ดเวิร์ดและสเตปโทล้มเหลวในการใส่เซลล์ไข่ที่ผสมแล้วเข้าสู่มดลูกกว่า 100 ครั้ง ผลการทดลองทุกครั้งแสดงว่าเซลล์มีการฝังตัวในมดลูกเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเอ็ดเวิร์ดและสเตปโททราบภายหลังว่าฮอร์โมนที่ฉีดเพื่อกระตุ้นให้ไข่พัฒนานั้นรบกวนการฝังตัวของเซลล์ไข่ในมดลูกและทำให้แท้งในที่สุด หลังจากลองปรับเปลี่ยนฮอร์โมนที่ใช้กระตุ้นอยู่หลายปี ก็สามารถกระตุ้นให้คนไข้ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แต่น่าเสียดายที่เป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก เซลล์ไข่ไปฝังตัวที่ท่อรังไข่แทน เอ็ดเวิร์ดตัดสินใจไม่ใช้การกระตุ้นโดยฮอร์โมนทั้งหมด และปรับทดลองให้สัมพันธ์กับรอบของประจำเดือน (menstruation) เพื่ออาศัยฮอร์โมนตามธรรมชาติ นั่นหมายถึงในแต่ละรอบสามารถเก็บไข่และทดลองได้เพียงครั้งเดียวเท่านัน จากการตรวจระดับฮอร์โมนในปัสสาวะอย่างรอบคอบทำให้สามารถคาดคะเนช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเซลล์ไข่ได้ จากนั้นนำมาผสมกับอสุจิ รอจนเซลล์แบ่งตัวได้ประมาณ 8 เซลล์ และใส่กลับเข้าไปในมดลูก ด้วยความพิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน ในที่สุดความพยายามทั้งหมดก็ประสบผลสำเร็จ ทารกเพศหญิง หลุยส์ บราวน์ (Louise Joy Brown) เด็กหลอดแก้วคนแรกก็ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม 2521

| แม่ เลสลีย์ บราวน์ (Lesley Brown) กำลังอุ้ม หลุยส์ บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแแรกของโลก |
หลังจาก หลุยส์ บราวน์ ถือกำเนิด คลินิกบอร์นฮอล์ (bourn hall) แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่เอ็ดเวิร์ดประจำอยู่ ได้ให้กำเนิดเด็กหลอดแก้วอีกนับพันคนในระยะเวลาประมาณ 10 ปี และกลายเป็นศูนย์กลางงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กหลอดแก้วในที่สุด เอ็ดเวิร์ดไม่เพียงเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงประเด็นทางด้านจริยธรรมในการใช้ตัวอ่อนของมนุษย์ในงานวิจัย รวมทั้งผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมการด้านจริยธรรมในการวิจัยเด็กหลอดแก้วขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้วางรากฐานงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวอ่อนของมนุษย์ เช่น การโคลนนิ่ง หรือ สเต็มเซลล์


ปัจจุบัน ทั่วโลกมีเด็กที่เกิดด้วยเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วประมาณ 4 ล้านคน เด็กรุ่นแรกๆ เติบโตและพร้อมมีบุตรแล้ว หลายคนสามารถมีบุตรได้โดยไม่ต้องพึ่งการทำเด็กหลอดแก้วอีก หลุยส์ บราวน์ เองก็เช่นกัน เธอได้ให้กำเนิดบุตรแล้วถึง 2 คน แสดงให้เห็นว่าเด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วสมบูรณ์และแข็งแรงดี ความสำเร็จของเอ็ดเวิร์ดในการพัฒนาวิธีการทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้ทีละเล็กทีละน้อย และนำความรู้พื้นฐานมากมายมาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด โดยมีวิสัยอันยาวไกลและความตั้งใจอันแน่วแน่กำหนดทิศทาง จนในที่สุดสิ่งสั่งสมก็ได้สร้างประโยชน์อย่างมากมายแก่มนุษย์ชาติจนได้รับรางวัลโนเบล

ประเทศไทยเองก็ได้ประโยชน์จากงานวิจัยของเอ็ดเวิร์ดเช่นกัน นายปวรวิทย์ ศรีสหบดี เด็กหลอดแก้วคนแรกของไทยเกิดเมื่อ 15 สิงหาคม 2530 โดย ศ.นพ.ประมวล วีรุตมเสน และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่นำเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้วมาใช้ นายปวรวิทย์เรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยพึ่งจัดงานฉลองอายุครบ 20 ไปเมื่อปี 2550 ทุกวันนี้ประเทศไทยเองมีเด็กหลอดแก้วเกิดขึ้นเฉลี่ย 800-1,000 รายต่อปี นับว่าได้รับประโยชน์อย่างมากจากงานของเอ็ดเวิร์ด
หน้าที่ 2 - การทำเด็กหลอดแก้ว

