การบริหารจัดการระบบสารสนเทศ ตอน การลงทุนระบบสารสนเทศขององค์กร (1)
หน้าที่ 1 - การบริหารจัดการระบบสารสนเทศ ตอน การลงทุนระบบสารสนเทศขององค์กร (1)

พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
settapong_m@hotmail.com
ประจำกรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
กรรมการกำหนดและจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่
กรรมการกำหนดนโยบายการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม
ภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
บทนำ
ในปัจจุบันการดำเนินธุรกิจมีความรวดเร็ว และเร่งรีบมากขึ้นทุกวัน ผู้ที่เร็วกว่าและมีข้อมูลที่แน่นอนย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขัน จึงทำให้บริษัทในปัจจุบันนี้แทบจะทุกบริษัทยอมที่จะทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากเพื่อที่จะทำให้บริษัทของตัวเองนั้น มีความรวดเร็วและมีข้อมูลที่เหนือกว่าคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา
และคงไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าระบบสารสนเทศ หรือ ระบบ IT นั้นมีส่วนอย่างมากที่ช่วยให้เกิดสิ่งเหล่านั้น และนั่นจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกเช่นกัน ที่บริษัทมากมายจะยอมใช้เม็ดเงินจำนวนหลายร้อยล้าน เพื่อติดตั้งระบบ และเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบ เพราะระบบ IT นั้น สามารถบันทึกข้อมูลในอดีต รายงานเหตุการณ์ในปัจจุบัน และคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต ระบบ IT นั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่สินทรัพย์ในงบดุลเท่านั้น เพราะระบบ IT นั้นสามารถที่จะผลักดันและสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์ให้เกิดประสิทธิภาพได้เป็นหลายร้อยเท่าของมูลค่าที่อยู่ในงบดุล
ทำให้ในปัจจุบันการศึกษาด้านการลงทุนทาง IT นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ศึกษาในด้านบริหารธุรกิจ เพราะในยุคที่ข่าวสารและข้อมูลนั้นมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับกับการบริหารธุรกิจมากเท่าไร การเรียนรู้ในการลงทุนด้าน IT ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
ในบทที่ 1 นี้จะเป็นการกล่าวถึงประวัติและวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์และระบบ IT เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจและรับรู้ถึงที่มาที่ไปของคอมพิวเตอร์และประวัติศาสตร์ของการลงทุนในด้าน IT และความหมายของการลงทุนด้าน IT ในส่วนบทที่ 2 นั้นจะกล่าวถึงเรื่องการลงทุนและการประเมินมูลค่าในด้าน IT ว่า การลงทุนในระบบนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านใดบ้าง และต้องระมัดระวังในเรื่องใดบ้างและนอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข้อถกเถียงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของนักวิชาการต่างๆมาให้ผู้อ่านได้ศึกษาและเรียนรู้แนวคิดในมุมมองที่แตกต่างออกไป
อนึ่ง ผู้อ่านควรคำนึงไว้เสมอว่า บทความต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุกาณ์ที่เป็นกรณีศึกษาหรือข้อเสนอแนะต่างๆที่มีอยู่นั้น เกิดขึ้นบนพื้นฐานแนวคิดและสภาพสังคมในสหรัฐอเมริกา การจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้นั้นควรมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยคำนึงถึงสภาพสังคมของประเทศไทย
การลงทุนด้าน IT
การลงทุนด้านเทคโนโลยีนั้นเป็นมากกว่าแค่ธุรกิจหรือสินทรัพย์ในงบดุล เพราะความจริงมันมีความสามารถในการผลักดันธุรกิจ IT และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากโมเดล จากการลงทุนในเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมไปสู่การเข้าถึงการลงทุนด้านข้อมูล ซึ่งได้รับเงินจำนวนมากมาจาก I (Information) ใน IT และ I (Information) ใน CIO ในโลกปัจจุบัน การลงทุนด้าน IT ของธุรกิจนั้นจะมีประสิทธิภาพจากการที่มีความสามารถแบบทวีคูณและได้รับการคุ้มครอง ซึ่งไม่ใช่แค่การประหยัดเท่านั้น
ต้นทุนด้าน IT คิดเป็น 2% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท แต่สามารถเพิ่มเป็น 12 % ได้ และบางทีอาจเป็นส่วนใหญ่ของต้นทุนหลังจากหักค่าแรงงานออกไป ตามที่ Gartner ได้แจ้งไว้ เมื่อสิ้นปี 2008 มีการลงทุนด้าน IT ประมาน 2.6 3.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เกือบครึ่งใช้ไปกับการสื่อสารและส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของ IT ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และการบริการ ตัวอย่างเช่น การใช้จ่ายรายปีเปรียบเทียบกับ GNP ของอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเกือบสามเท่าของอินเดีย อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกใช้ IT เกือบสามเท่าของอินเดีย ขณะที่อินเดียมีประชากร 1,135 ล้านคน (เท่ากับประชากร 20% ของทั้งโลก) ใช้จ่ายไปกับการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐและการส่งออกที่น้อยกว่าการนำเข้า แต่ไม่พบว่าข้อมูลมีค่าคงที่
บทความนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตและแนวโน้มการลงทุนในด้าน IT และเวลากว่า 60 ปีของการลงทุนด้าน IT กล่าวคือ เป็นการพิจารณาจากการคำนวณของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก นอกจากนี้ การลงทุนด้าน IT ยังแบ่งเป็นโมเดล 4 S ซึ่งเป็นประโยชน์ในการประเมินค่าในอนาคต ท้ายที่สุดคือ การพิจารณาการลงทุนด้าน IT ในอนาคต เป็นการสำรวจเกี่ยวกับการวัดมูลค่าของเครือข่ายและการจัดการ
60 ปีของการลงทุนด้าน IT
การลงทุนด้าน IT มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากยุคคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ในปี 1940 ค่าใช้จ่ายด้าน IT มีการขยายตัวมากขึ้นจากพื้นฐานของคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานงานด้านติดต่อสื่อสาร ไปจนถึงระบบรัฐวิสาหกิจ รวมถึงข้อมูลและการจัดการการบริการขององค์กรขนาดใหญ่จนถึงภาคเอกชน
60 ปีของการเติบโต
ยุคคอมพิวเตอร์สมัยใหม่มีมากว่า 60 ปีแล้ว พร้อมๆ กับการเข้าถึงของเทคโนโลยี แต่ก็ไม่มีนักประดิษฐ์คนไหนสามารถอ้างสิทธิในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ แม้ว่าจะมีการสนับสนุนมากมายจนกลายเป็นพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน นักเทคโนโลยีชาวเยอรมัน Konrad Zuse ได้พัฒนา Z3 ในปี 1941 ซึ่งกลายเป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุม ปฏิบัติตามคำสั่งและเป็นคอมพิวเตอร์ระบบดิจิตอลเครื่องแรก
ต่อมา BrITish Colosus ถูกสร้างขึ้นในปี 1943 พบว่าเป็นคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรก ที่ถูกใช้ในการส่งข้อความโจมตีสงครามโลกครั้งที่ 2 ของเยอรมัน
รุ่นของคอมพิวเตอร์ถูกพัฒนามากขึ้นในอเมริกา โดยการนำของบริษัท ABC ได้แก่ เครื่อง Harvard Mark I และ ENIAC I ออกแบบโดย John Presper Ecken & John W. Mauchly ได้กลายเป็นวัตถุปะสงค์ทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ในปี 1945 รูปแบบมาจากรายงานเรื่องการเก็บข้อมูลและโปรแกรมของ John Von Neumann
Kilburn ที่สร้างขึ้นในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ในปี 1948 หรือ 60 ปีมาแล้ว ส่วนประกอบและลักษณะของคอมพิวเตอร์จะมีพื้นฐานที่สมบูรณ์ หน่วยความจำถูกเพิ่มเข้าไปและโปรแกรมก็ถูกก็บอยู่ข้างใน การสุ่มในระบบความจำ 32 คำ (128 ไบต์) และความเร็วของคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งวินาทีต่อคำสั่ง มันอาจจะไม่เร็วแต่มันก็เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ดี มันอาจจะเทียบไม่ได้กับความเร็วของเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ IBMs BlueGene/Lในสมัยนี้ ที่สามารถประมวลผล 360 ล้านล้านครั้งต่อวินาที หรือ 1 GB DRAM ซึ่งสามารถเก็บได้ 8 พันล้านบิต
Ferranti Mark I ในปี 1951 บริษัท UNIVAC (Universal Automatic Computer) ได้ดัดแปลง ENIAC I ให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับการผลิตจำนวนมาก มีหน่วยความจำ 1,000 คำต่อการลงทุนขนาด 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ IBM เข้ามาในสนามแข่งขันในปี 1953 ด้วยเครื่อง Mainframe ชื่อ 701 Electronic Data Processing Machine (EDPM) IBM พัฒนาจาก Fortran เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมภาษาระดับสูง คอมพิวเตอร์เครื่องแรกเป็นเครื่องที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว การลงทุนด้าน IT เริ่มมีการเติบโต เริ่มจากมหาวิทยาลัย และสถาบันต่างๆของรัฐบาลไปถึงเรื่องการค้า แต่มี 10,000 เหรียญสหรัฐต่อ เมกะไบต์สำหรับระบบของ IBM (ปัจจุบัน 1 ใน5 เซนต์ต่อ 1 เมกะบิต) ซึ่งแพงมาก ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้คอมพิวเตอร์มีจำนวนจำกัด
รุ่นที่ 2 เกี่ยวกับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มได้เป็นที่สนใจมากกว่าคอมพิวเตอร์ที่สามารถหาซื้อได้ ระบบท่อสูญอากาศเริ่มหมดไป ระหว่างปี 1960 ถึง 1964 เครื่อง IBM 1401 เริ่มเป็นที่ดึงดูดความสนใจของคนทั้งโลก สามารถขายได้มากกว่า 100,000 เครื่อง รุ่นที่ 3 จะถูกขับเคลื่อนด้วยส่วนประกอบของวงจรต่างหรือชิพ เปลี่ยนเป็นการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ Jack Kilby และ Robert Noyce ได้ออกแบบไมโครชิพที่มีลักษณะเฉพาะในปี 1958 และในช่วงกลาง 1960 IBM ได้เสนอ System/360 mainframe และ Data General ขายเครื่องแรกด้วยไมโครชิพความเร็ว 16 บิต คือ Nova ด้วยราคา 8,000 เหรียญสหรัฐ
Hoff , Federico Faggin และ Stanley Mazor แห่ง Intel ปลายปี 1960 เริ่มมีการแข่งขันมากขึ้นด้วยเมนเฟรมและมินิคอมพิวเตอร์ที่เสนอโดย IBM , Data General, Hewlett-Packard, Sperry Univac, Olivetti , Burroughs Machines, และ ICL โดยพื้นฐานนั้น APRAnet และต้นกำเนิดอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี 1969 ตามมาอย่างรวดเร็วด้วยคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันได้โดย Robert Metcalfes และ Xeroxs Ethernet ในปี 1973 รูปแบบการสลับเปลี่ยนและการทำงานของอินเตอร์เน็ต นำไปใช้เป็นมาตรฐานในการติดต่อสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถติดต่อระหว่างประเทศ
ตามมาด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เริ่มจาก Scelbi และ Mark-8 ในปี 1974 1975 ไปจนถึง Apple I และ II , TRS-80 และ Commodore Pet ในปี 1976-1977 ตามมาด้วย IBM PC ในปี1981 มีการเพิ่มเติมระบบปฏิบัติการไมโครซอฟ MS-DOS และ Windows ช่วงต้นยุค 1980 คอมพิวเตอร์กลายเป็นสินค้าที่ต้องการในวงกว้าง เมื่อเร็วๆ นี้คอมพิวเตอร์มีจำนวนมากขึ้นและใช้ในการติดต่อสื่อสารมากขึ้น แน่นอนว่านำไปสู่การเติบโตของเน็ตเวิร์คที่เชื่อมต่อกันได้ทั่วโลก มีการแนะนำเว็บเบราเซอร์ Mosaic ขึ้นในปี 1993 โดยการนำของ Marc Andreessen ของ University of Illinois ถือเป็นการกำเนิดของการเชื่อมต่อ มาถึงวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จกับการรวมอุปกรณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพราะการฟังสามารถเกิดขั้นได้บนโทรศัพท์มือถือและชุมชนออนไลน์ (เช่น Facebook) โปรแกรมการใช้งานเชิงพาณิชย์กำลังเกิดขึ้นจริงผ่านซอฟต์แวร์ เช่น บริการ SaaS และการจัดการด้านบริการ
การลงทุนด้าน IT เติบโตอย่างมากจากปี 1950 ในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจากคอมพิวเตอร์รุ่นแรก มาสู่การลงทุนด้าน IT ทั่วโลก เติบโตจาก 10 ล้านในปี 1950 เป็น 2.6 3.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2008
ระหว่างปี 1950 และปี 1990 รายงานทั่วโลกพบการใช้จ่ายด้านนี้เติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย 2 เท่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอินเตอร์เน็ตในปี 2001 ส่วนในปี 2000 มีการเติบโตเรื่อยๆอย่างสม่ำเสมอประมาณ 2.5 5 % แต่มีการเปลี่ยนไปมาในประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างไรก็ตามยังคงมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนด้าน IT มีเติบโตขึ้นเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีช่วงท้ายของช่วงปี 1990 เป็น 2.6 3.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2008 ตามที่ Gartner แจ้งเกือบ 1 ใน 3 ของการใช้ IT ทั่วโลกคือที่อเมริกาเหนือ ทางตะวันตกของยุโรปและญี่ปุ่น การเติบโตยังคงมีต่อไปเมื่อมีการเพิ่มความสามารถและวิวัฒนาการในการพัฒนาตลาด รวมไปถึงการแข่งขันที่มากขึ้นเพื่อพัฒนาตลาด

ความสำคัญของการลงทุนด้าน IT
IT ประกอบด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่และเทคโนโลยีใหม่ กล่าวคือ การรวมเอาเทคโนโลยี ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ (เช่น การสนับสนุนและการบริการ) มารวมอยู่ในการลงทุนด้านการจัดการ IT แน่นอนว่ามีประโยชน์จากการลงทุน ต้นทุนด้านแรงงานนั้นสามารถเพิ่มและลดมูลค่าให้กับเทคโนโลยีได้ อย่างไรก็ตามการสนับสนุนและการบริการจะมีต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องปกติในการลงทุน ข้อพิสูจน์เกิดขึ้นจากมนุษย์ (ทรัพย์สินทางปัญญา) เป็นทรัพย์สินที่สำคัญมากกว่าทรัพย์สินที่จับต้องได้และควรรักษาไว้เพื่อการลงทุนด้าน IT ดังนั้น ทางบัญชี การใช้จ่ายด้าน IT ต้องถูกพิจารณาในการลงทุนขององค์กร รวมถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่และเทคโนโลยีใหม่
การลงทุนด้าน IT จะเพิ่มค่าทรัพย์สินทั้งที่สามารถจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ให้กับบริษัท ตามที่เคยปฏิบัติกันมานั้น การลงทุนด้าน IT ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่สามารถจับต้องได้และผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามส่วนสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้นั้น ปัจจุบันคิดเป็น 85-90 % ของมูลค่าของผู้ถือหุ้นจากการลงทุนด้าน IT , เน้นไปที่ความรู้ด้านกลยุทธ์ รวมไปถึงข้อมูลธุรกิจและโปรแกรมฐานข้อมูล ส่วนการสนับสนุนจากการทดลองพบว่า 9 ใน 10 ของต้นทุนและผลประโยชน์ เป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งไปจมอยู่กับสินทรัพย์จับต้องไม่ได้และมองไม่เห็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้นั้นถูกกำหนดโดย IT สามารถจัดและอธิบายได้ด้วยผลตอบแทนจำนวนมาก ประเมินค่าได้สูงจากการผลิต แต่เครื่องมือสำหรับการจัดการและกลยุทธ์การวัดค่าไม่ถูกคำนวณในค่านี้
โดยธรรมชาติ เราเข้าใจว่าข้อมูลมีความสำคัญ แต่การลงทุนด้านข้อมูลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความรู้ด้านการจัดการที่มีมากเกินไปต่อต้านระบบปฏิบัติการที่จุดใด? อุปสรรค คือ ข้อมูลที่อาจแฝงตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในข้อมูล หรือการเกิดความรู้ใหม่ๆ เมื่อ 60 ปีที่แล้วควรจะเรียกว่ายุคของฐานข้อมูล ไม่ใช่ยุคของ IT ฐานข้อมูลที่มีจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ ฐานข้อมูลช่วยในการจัดระบบของธุรกิจผ่าน IT ให้ไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถทำให้เกิดความเหมาะสมหรือเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องความสัมพันธ์ของการรวมฐานข้อมูลเข้าด้วยกัน แต่ใครเป็นเจ้าของหรือผู้สนับสนุนการลงทุน? IT ที่ดีจะต้องนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจ สร้างต้นทุนทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถมองเห็นได้และคุณค่าสินทรัพย์สินที่มองไม่เห็น
การลงทุนด้าน IT มีความจำเป็นทั้งในการทำกำไรระยะสั้น ด้านการสนับสนุนการปฏิบัติการของธุรกิจและในระยะยาวสำหรับผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นรวมถึงโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ จุดประสงค์เฉพาะ คือการลงทุนด้าน IT เพื่อการทำกำไรระยะสั้น จะเน้นไปที่ต้นทุนที่จำกัดและการควบคุมที่เข้มงวดบนการสร้างสรรค์กลยุทธ์ ถึงอย่างนั้น บริษัทที่ประสบความสำเร็จไม่สามารถหาโอกาสของธุรกิจในอนาคตได้น้อยกว่าในการเติบโตระยะยาว ความท้าท้ายคือการลดต้นทุนด้าน IT จากการปฏิบัติการพื้นฐานและการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายของกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจเติบโต ตัวอย่างเช่น การลดต้นทุนเรื่องการเชื่อมต่อและคอมพิวเตอร์พื้นฐาน การลงทุนใหม่ในระบบการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) หรือความรู้ในระบบการจัดการทำอย่างไร? การแข่งขันมีมากขึ้นจากการปรับปรุง นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงของบริษัท ซึ่ง IT สามารถทำให้เป็นไปได้ จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมไปถึงทรัพยากรมนุษย์ การสร้างเครือข่ายในอนาคตจะทำให้มีความสามารถมากขึ้น ปัจจัยด้านการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันของผู้ถือหุ้น
