TOEIC

Written by pron_one on . Posted in ทั่วไป

สารบัญ
หน้า:1 TOEIC



หน้าที่ 1 - TOEIC

TOEIC คืออะไร
              TOEIC ย่อมาจาก Test of English for International Communication เป็นการสอบภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารในระดับนานาชาติ สำหรับสถาบันที่ออกข้อสอบ TOEIC ก็คือ ETS สถาบันเดียวกับที่ออกข้อสอบ TOEFL และ GMAT ข้อสอบ TOEIC เป็นข้อสอบที่มีสถิติที่ใช้ในการสมัครงานสูงที่สุด เพราะข้อสอบนี้สามารถใช้วัดระดับการสอบภาษาอังกฤษได้กว้างมากๆ ถ้าเกิดต้องการภาษาอังกฤษสำหรับการสมัครงานก็จะต้องเป็น TOEIC ค่ะ

คะแนน TOEIC ใช้ทำอะไร และควรได้คะแนนขั้นต่ำเท่าไร ถึงเรียกว่าใช้ได้
              คะแนน TOEIC หลักๆ ที่ใช้คือการสมัครงาน คะแนนต่ำสุดที่มีการเรียนกันคือ 300 – 400 สำหรับคะแนนระดับนี้จะใช้สมัครงานประเภทเช่น เป็นคนเช็คสต๊อก เสมียน หัวหน้าแม่บ้าน บริกร บาร์เทนเดอร์ เป็นต้น แต่สำหรับคะแนนขั้นมาตรฐานที่ควรจะได้ประมาณ 650 ขึ้นไป  คะแนนในส่วนนี้จะใช้สมัครพวกแอร์โฮสเตส พนักงานโรงแรม  แต่ถ้าเป็นอาชีพที่เป็นเชิงวิชาการขึ้นมานิดหน่อย เช่น วิศวกร หรือโปรแกรมเมอร์ คะแนนน่าจะอยู่ที่ระดับ 800  สำหรับคนที่ได้คะแนน TOEIC 800 ขึ้นไป นอกจากจะได้เรียกตัวในการสมัครงานแล้วยังอาจเป็นใบเบิกทางสำหรับตำแหน่งหรือเงินเดือนที่สูงขึ้นในบางบริษัทด้วยค่ะ

TOEIC มีกี่พาร์ท  แต่ละพาร์ทมีคะแนนเท่าไร
              TOEIC จะมีทั้งหมด 2 พาร์ท  คือ Listening กับ Reading แต่ละพาร์ทจะมีข้อสอบ 100 ข้อ มีคะแนน 450 คะแนน รวม 2 พาร์ทจะได้ 990 คะแนน 

พาร์ท Listening จะมีข้อสอบ 4 ช่วงด้วยกันคือ 
              1. Photographs  จะเป็นดูรูปฟังช้อยส์และตอบคำถาม
              2. Question – Response  จะเป็นบทสนทนาสั้นๆ โต้ตอบกัน
              3. Short Conversations จะเป็นบทสนทนาที่ยาวขึ้นมา
              4. Short Talks  จะเป็นบทสนทนาพูดคุยและตอบคำถาม

ในส่วนของพาร์ท Reading จะมี 3 ช่วง คือ 
              1 : Incomplete Sentences จะมีประโยคให้เรามาและเว้นช่องว่างให้เราเติมคำ
              2 : Error Recognition หาส่วนที่ผิด
              3 : Reading Comprehensive

ถ้าสนใจสอบ TOEIC ควรเริ่มเตรียมตัวอย่างไร
              ก่อนอื่นเราจะต้องรู้จุดประสงค์ในการสอบและคะแนนที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร  เราจะได้ตั้งเป้าหมายได้ถูก  จากนั้นต้องเตรียมตัวทบทวน grammar  แต่ถ้าใครเคยสอบ TOEFL  IELTS SAT ฯลฯ ขอบอกว่า grammar จะคล้ายๆ กันหมด สำหรับใครที่เคยผ่านข้อสอบแบบ Standard test มาแล้วถ้ามาทำ TOEIC ก็จะไม่ยากเท่าไร  ถ้า Reading ให้ไปเตรียมทำข้อสอบที่เป็น text หลายๆ รูปแบบ และบทความส่วนใหญ่จะเป็นด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ การสมัครงานหรือเทคโนโลยีต่างๆ  ส่วนเรื่องคำศัพท์ก็ต้องมีการทบทวนแต่ก็ไม่ได้เป็นคำศัพท์ที่ยากมาก และลักษณะของข้อสอบก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกันค่ะ ต้องทำความเข้าใจว่ามีข้อสอบแบบไหนบ้าง เรื่องของเวลาสำคัญมากจริงๆ  เพราะ TOEIC เป็นข้อสอบที่อ่านทีเดียวแล้วคิดและตอบเลย  เวลาที่จะกลับมาทวนมีน้อยมากๆ ซึ่งจะต้องแบ่งเวลาให้ดีค่ะ

สมัครสอบ TOEIC ได้ที่ไหน
              ศูนย์ใหญ่ในการสอบ TOEIC จะอยู่ที่อาคาร B.B. ชั้น 19 ถนนอโศก สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.toeic.co.th  สำหรับที่ภาคเหนือมีศูนย์สอบใหญ่ที่เชียงใหม่ และมีศูนย์สบอย่อยอีก 6 จังหวัดทั่วประเทศค่ะ

หลังสอบเสร็จต้องรอกี่วันคะแนน TOEIC ถึงจะออก
              เราสามารถรู้คะแนน TOEIC  ในวันถัดมาของการสอบ สอบวันนี้พรุ่งนี้รู้ผลเลย

วิเคราะห์แนวข้อสอบ TOEIC แต่ละพาร์ท
              จะเริ่มด้วยพาร์ท Listening ในช่วงแรกที่เป็นรูปจะเป็นช่วงที่ง่ายที่สุด ซึ่งเราต้องเก็บรายละเอียดให้ดีว่าใครทำอะไรที่ไหนให้ดี แล้วคำถามกับช้อยส์ก็จะตามมา ในส่วนนี้สิ่งที่สำคัญคือในเรื่องของการออกเสียงต้องระวังค่ะ และการออกเสียงคำว่า Sheep ที่แปลว่าแกะ กับ Ship ที่แปลว่าเรือ จะออกเสียงคล้ายกันมากค่ะ ในส่วนถัดมาเป็น Short conversation บทสนทนาสั้นๆ ตรงไปตรงมา ต้องพยายามฟังให้ดี ซึ่งถ้าเราฟังไม่ทันก็จะไม่มีข้อมูลอื่นมาช่วยเราเลย ในส่วนถัดมาจะเป็น conversation แบบยาวๆ ขึ้นมานิดนึง  แต่ไม่ได้มีรายละเอียดออกมาชัดเจน ซึ่งเราต้องพยายามวิเคราะห์ในการตอบคำถาม ส่วนสุดท้ายจะเป็นการ talk จะมีคนๆ เดียวพูดบทความยาวๆ ประมาณหนึ่งย่อหน้า ก่อนที่จะเริ่มทำข้อสอบพยายามใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ดูคำถามว่าเขาถามอะไรบ้าง  เวลาเราฟังจะได้จับประเด็นได้ไม่ฟังอย่างล่องลอย เวลาฟังก็สามารถจดบันทึกได้ค่ะ

              ในส่วนของพาร์ท Reading จะเป็นข้อสอบที่เร็วมากๆ ข้อสอบมี 100 ข้อแต่ให้เวลาเพียง 75 นาทีเท่านั้น  ส่วนที่ง่ายที่สุดของ Reading คือส่วนแรก Incomplete Sentences เทคนิคที่จะทำให้เราทำตรงนี้ได้ดีเราต้องเข้าใจ Parts of Speech ต้องรู้ว่าอะไรคือ ประธาน กริยา กรรม  และเรื่องของ Adjectives Adverb ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ประโยคได้เราก็จะรู้ว่าคำที่หายไปคืออะไร  ต่อมาเป็นส่วนของ Error จะเป็นส่วนที่ยากที่สุด เป็นส่วนที่เราจะผิดและพลาดมากที่สุด ซึ่งต้องแม่นเรื่อง grammar และคำศัพท์ด้วยค่ะ และส่วนสุดท้าย Reading Comprehensive จะเป็นการอ่านบทความและตอบคำถาม  ข้อสอบ TOEIC แบบรีดีไซน์ ตอนนี้มีการปรับปรุงข้อสอบจะเพิ่มบทความแบบคู่เข้ามาด้วยจะเพิ่มขึ้นมา 4 คู่ ก็ต้องการอาศัยทักษะการอ่านที่เพิ่มขึ้นมาด้วย ข้อสอบ Reading คำถามค่อนข้างจะตรงไปตรงมา จะต่างกันที่คำศัพท์ที่นำมาใช้  เพื่อเป็นการประหยัดเวลาแนะนำให้อ่านคำถามก่อนแล้วจึงไปหาคำตอบในเนื้อเรื่องค่ะ

เปรียบเทียบความเหมือนและต่างของ TOEIC  IELTS และ TOEFL
              สำหรับความต่างจุดแลกเลยคือ ค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ TOEIC จะเป็นการสอบที่ถูกที่สุดคือ 1,200 บาท ถ้าเป็น IELTS จะเป็น 5,900 บาท และ TOEFL เป็น 6,000 บาท และในเรื่องของการนำไปใช้ TOEIC จะใช้หลักๆ ในการสมัครงาน  ในขณะที่ IELTS และ TOEFL จะใช้ในการเรียนต่อ

เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนดี
              สำหรับการทำ TOEIC ให้ได้คะแนนที่ดี อย่างแรก เวลา เป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ  ต้องมีการจัดการเวลาที่ดีมากๆ ในเรื่องของการทำข้อสอบ ถ้าเจอข้อไหนที่ทำไม่ได้อย่าข้ามให้พยายามเดาไปก่อนแล้วทำเครื่องหมายไว้ถ้ามีเวลาเราก็จะได้กลับมาดูใหม่  แต่ส่วนมากเราจะไม่มีเวลาย้อนกลับมาดูค่ะ  เพราะฉะนั้นถ้าเราเว้นไว้โอกาสที่เราจะไม่สามารถกลับมาทำได้มีสูงค่ะ และข้อสอบแบบ Standard test เราควรจะอ่านจะตีโจทย์ให้แตกภายในครั้งเดียว  ถ้าเราใช้เวลาคิดและทำความเข้าใจนานจะทำให้เราทำในส่วนอื่นไม่ทัน อีกเรื่องที่อยากฝากคือ สุขภาพ ค่ะ ควรจะดูแลให้ดี  และควรไปถึงสถานที่สอบก่อนเข้าสอบ 1 ชั่วโมงเพื่อลงทะเบียน  และค่าใช้จ่ายในการสอบก็จะจ่ายในวันสอบจริง  ซึ่งต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไว้ให้พร้อม  และก่อนเข้าห้องสอบจะมีการตรวจร่างกายด้วย เครื่องสแกนโลหะด้วย ซึ่งทุกคนต้องแน่ใจว่าไม่ได้พกพาอะไรเข้าไปนอกจากดินสอค่ะ
              สุดท้ายนี้ ก็อยากจะฝากถึงทุกท่านที่จะสอบ TOEIC นะค่ะ  ทางPornpanAcademy เราก็มีคอร์สที่เปิดสอน TOEIC ด้วยค่ะ  ซึ่งคลาสเรียนเราจะมีประมาณ 15 คน และจะเป็นการสอนสดทุกครั้งค่ะ

ขอขอบคุณ สถาบันกวดวิชา อ.พรพรรณ สุวรรณวานิช (พี่เปิ้ล) ผู้ก่อตั้ง PornpanAcademy   www.PornpanAcademy.com  รับติว Math Inter, ภาษาอังกฤษ (เช่น CU-AAT, CU-BEST, SMART I,II , SAT, AP MATH, PRE CALCULUS, IGCSE, GMAT) เพื่อสอบเข้า มหาวิทยาลัยอินเตอร์ที่อยู่ในประเทศไทย และเพื่อสอบศึกษาต่อต่างประเทศ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทค่ะ



แสดงความคิดเห็น