ความท้าทายของนโยบายภาษีไทย ภายใต้กระแสประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน
หน้าที่ 1 - ความท้าทายของนโยบายภาษีไทย ภายใต้กระแสประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน
ภายใต้ความร่วมมือของวารสารพลังไทย และวิชาการ.คอม
โดยดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงานบรษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx
ในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) โดยการเปิดเสรีภายใต้ AEC ทำให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ ตลอดจนทุนและแรงงานได้อย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งการเปิดเสรีภายใต้ AEC จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ก็จะทำให้เกิดการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างภาษีมีความสำคัญต่อการพัฒนาต้อระบบเศรษฐกิจและมีผลโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดเก็บภาษีมากเกินไปทำให้ภาคเอกชนแข่งขันไม่ได้ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีน้อยเกินไปทำให้รัฐไม่มีรายได้เพียงพอในการพัฒนาประเทศ สร้างระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและสังคม
.jpg)
ดังนั้น ผมเห็นว่า รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งให้มีการทบทวนแลพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีอากรให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้น เช่า (1) ภาษีศุลกากรที่ลดลงจากการเปิดเสรีทางด้านการค้าระหว่างประเทศ (2) การขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากนโยบายภาครัฐ และ (3) แนวโน้มการลดอัตราภาษีทางอ้อมของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ในช่วงที่ผ่านมา ผมรู้สึกยินดีที่รัฐบาลได้เริ่มก้าวแรกของการปรับโครงสร้างภาษีบ้างแล้ว จากภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของรัฐบาลรองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งผมรู้สึกยินดีที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30.0 ให้เหลือร้อยละ 23.0 ในปี 2555 และลดลงเหลือร้อยละ 20.0
ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ทั้งนี้ในภูมิภาค ASEAN มีประเทศลาวเพียงประเทศเดียวที่มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงกว่าประเทศไทย (ประเทศลาวเก็บในอัตราร้อยละ 35.0) และจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยจะทำให้ประเทศไทยมีการจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแข่งขันในภูมิภาค ASEAN (เทียบกับสิงคโปร์ซึ่งจัดเก็บที่อัตราร้อยละ 17.0)
อย่างไรก็ตามในระยะต่อไป ผมอยากเห็นรัฐบาลพิจารณาประเด็นทางโครงสร้างภาษีอื่นๆ ด้วย เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ถือเป็นภาษีทางตรงที่มีความสำคัญควบคู่ไปกับภาษีเงินได้นิติบุคคล (CTI) และมีบทบาทเพื่ออำนวยรายได้แก่รัฐบาลและเสริมสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้าถึง 5 อัตรา (รวมขั้นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี หรือ Zero-rated Bracket) ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 37 อย่าไรก็ตาม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันมิได้มีความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลได้ใช้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเครื่องมือเพื่อเป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจมากจนเกินไปโดยผ่านการให้ค่าลดหย่อนต่างๆ (เช่น เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม ลดหย่อน LTF เบี้ยประกันชีวิต ดอกเบี้ยซื้อบ้าน และ RMF) ซึ่งค่าลดหย่อนต่างๆเหล่านี้มีการขยายเพดานมาโดยตลอด จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนรวยค่อนข้างมาก ซึ่งในอนาคตรัฐบาลควรต้องพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งในส่วนของการปรับปรุงอัตราและชั้นเงินได้ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดอัตราลงมาแล้ว และปรับปรุงระบบการชำระภาษีของห้างหุ้นส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีรายอื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) เป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคทั่วไป (Consumption Tax) เป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มไดถูกปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 จากอัตราปกติร้อยละ 10 นับตั้งแต่ช่วงหลังเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2555 ทั้งนี้ หลายคนยังคงเข้าใจผิดว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มมีความเป็นภาษีถดถอย (Regressive Tax) แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนรายได้สูงใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมากกว่าคนรายได้ต่ำหลายเท่านัก และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร สินค้าเกษตร หนังสือเรียนก็ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค้าเพิ่มอยู่แล้ว ในอนาคตผมเห็นว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยที่ต่ำในปัจจุบันยังสามารถมีการปรับอัตราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไปได้ ซึ่งจะต้องเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลในอนาคต แต่แน่นอนว่ารัฐบาลอาจต้องเผชิญแรงต่อต้านจากกระแสสังคมอยู่มากพอสมควรในนโยบายขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนี้
สุดท้ายนี้ ผมหวังว่า รัฐบาลจะนำระบบภาษีที่เป็นธรรมมาปรับใช้มากขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้แทนภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ยังมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี แวะวิธีการจัดเก็บ โดยฐานภาษีบำรุงท้องที่ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันมีความล้าสมัย ภาษีโรงเรือนและที่ดินจัดเก็บจากฐานค่าเช่าต่อปี ซึ่งซ้ำซ้อนกับการจัดเก็บภาษีเงินได้จากฐานค่าเช่าทั้งนี้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความจำเป็นอย่างน้อย 3 ประการคือ (1) ทำให้การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน (2) มุ่งกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้มีการทำประโยชน์ในที่ดินเพิ่มขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษีการถือครองทรัพย์สิน เป็นต้น โดยฐานภาษีจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลุกสร้างตามหลักการได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (3) ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ผมเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ อันจะช่วยให้นโยบายภาษีของประเทศไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อรองรับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความเป็นธรรมในสังคม สุดท้ายนี้ การปรับโครงสร้างภาษียังจะทำให้รัฐบาลสามารถทีรายได้ที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะแผนการลงทุนเพื่อบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วมต่อไปได้ครับ
