ก๊าซธรรมชาติคืออะไร
หน้าที่ 1 - ก๊าซธรรมชาติคืออะไร
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม
โดย ชุดความรู้เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ เล่มที่ 5
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx
ในช่วงเวลาประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติได้เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาของโลกในทุกๆ ด้านมากขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้แทนที่ถ่านหินและน้ำมัน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ ทำให้ “ ก๊าซธรรมชาติ ” ได้รักการยอมรับมากขึ้นว่าเป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสำหรับโลกในวันนี้และอนาคต ที่ไม่เพียงเป็นพลังงานขับเคลื่อนเพื่อการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ที่สำคัญบังเป็นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ทั้งความร้อนและแสงสว่าง ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม หรือใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และยังสามารถนำมาใช้ในระบบทำความเย็นได้ด้วย
องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ

โดยทั่วไป ก๊าซธรรมชาติประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 70 ขึ้นไป ก๊าซพวกนี้เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทั้งสิ้น เมื่อจะนำมาใช้ต้องแยกก๊าซออกจากกันเสียก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่นอกจากสารไฮโดรคาร์บอนแล้ว ก๊าซธรรมชาติยังอาจประกอบด้วยก๊าซอื่นๆ อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจน และน้ำ เป็นต้น สารประกอบเหล่านี้สามารถแยกออกจากกันได้ โดยนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก๊าซที่ได้แต่ละตัวนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้อีกมากมาย
คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซธรรมชาติ
- เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี
- เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก
- ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ดังนั้น ในการขนส่งหรือในกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติจึงต้องมีการเติมสารที่มีกลิ่นลงไป เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
- เบากว่าอากาศ มีค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ประมาณ 0.6-0.8 เมื่อรั่วไหลจะลอยขึ้นสู่ที่สูงและฟุ้งกระจายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
- ติดไฟได้ โดยมีช่วงของการติดไฟที่ 5-15 % ของปริมาตรในอากาศและอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองคือ 537-540 องศาเซลเซียส
- เป็นเชื้อเพลิงสะอาด เผาไหม้สมบูรณ์กว่า จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเปรีบยเทียบกับเชื้อเพลิงปิโตรเลียมประเภทอื่น
ก๊าซธรรมชาติในสถานะต่างๆที่ควรรู้จัก
- ก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งโดยทางท่อ เรียกชื่อทางการตลาดว่า Sale Gas คือ ก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบหลัก ถูกขนส่งด้วยระบบท่อเพื่อส่งให้แก่ผู้ใช้ที่เป็นลูกค้านำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าหรือในโรงงานอุตสาหกรรม
- ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ( NGV ) คือ รูปแบบของการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน เมื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติมาทางท่อจะส่งเข้าสถานีบริการและเครื่องเพิ่มความดันก๊าซ ณ สถานีบริการจะรับก๊าซธรรมชาติที่มีความดันต่ำจากระบบท่อมาอัดเพิ่มความดันประมาณ 3,000 – 3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จากนั้นก็จะสามารถเติมใส่ถังเก็บก๊าซฯของรถยนต์ต่อไป
- ก๊าซธรรมชาติเหลว ( LPG ) ในการขนส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตไปยังบริเวณที่ใช้ ปกติจะขนส่งโดยระบบท่อ แต่ในกรณีที่ระยะทางระหว่างแหล่งผลิตกับบริเวณที่ใช้มีระยะทางไกลเกินกว่า 2,000 กิโลเมตร การวางท่อส่งก๊าซฯ จะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงมีการขนส่งด้วยเรือที่ถูกออกแบบไว้เฉพาะ โดยการทำก๊าซธรรมชาติให้กลายเป็นของเหลว เพื่อให้ปริมาตรลดลงประมาณ 600 เท่า ด้วยการลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ -160 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการขนส่งด้วยระบบท่อ
ก๊าซธรรมชาติใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
เราสามารถใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติได้ใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
1.ใช้เป็นเชื้อเพลิง เราสามารถใช้ก๊าซธรรมชาติได้โดยตรง ด้วยการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
- ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า
- ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
- ใช้เป็นเชื้อเพลิงในระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม ( Co-generation )
- ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ ที่เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ ( NGV )
2.เป็นวัตถุดิบในการผลิตผผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลังผผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซฯ เพราะในตัวเนื้อก๊าซธรรมชาติมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์อยู่มากมาย เมื่อนำมาผ่านกระบวนการที่โรงแยกก๊าซฯ แล้วก็จะได้ผลิตภัณฑ์ต่างๆมาใช้ประโยชน์ได้
ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ
ก๊าซมีเทน ( Cl ) : ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม และเมื่อนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูง จะเรียกว่าก๊าซธรรมชาติอัด ( CNG ) สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ รู้จักกันในชื่อว่า “ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ” ( NGV)
ก๊าซอีเทน ( C2 ) : ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น เพื่อนำไปผลิตเม็ดพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ชนิดต่างๆ ก่อนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป
ก๊าซโพรเพน ( C3 ) และก๊าซบิวเทน ( C4 ) : ก๊าซโพรเพนใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นได้เช่นเดียวกัน และหากนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนมาผสมกันตามอัตราส่วน อัดใส่ถังเป็นก๊าซปปิโตรเลียมเหลว ( LPG ) หรือที่เรียกกว่าก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ และใช้ในการเชื่อมโลหะได้ รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางปประเภทได้อีกด้วย
ไฮโดรคาร์บอนเหลว : อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ ในกระบวนการผลิต สามารถแยกจากไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซบนแท่นผลิต เรียกว่า คอนเดนเสท สามารถลำเลียงขนส่งโดยทางเรือหรือทางท่อน้ำไปกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่อไป
ก๊าซโซลีนธรรมชาติ : อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลว แม้จะมีการแยกคอนเดนเสทออกในกรระบวนการผลิตที่แท่นผลิตแล้ว แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนเหลวบางส่วนหลุดไปกับไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อผ่านกระบวนการแยกจากโรงแยกก๊าซธรรรมชาติแล้ว ไฮโดรคาร์บอนเหลวนี้ก็จะถูกแยกออก เรียกว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ ( NGL ) และส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเสร็จรูปได้เช่นเดียวกับคอนเดนเสท และยังเป็นตัวทำละลาย ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้วจะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า น้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหารอุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่งนำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือการถ่ายทำภาพยนตร์
ระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม
ระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generattion ) คือ การผลิตพลังงานไฟฟ้า (หรือพลังงานกล) ร่วมกับพลังงานความร้อน (ก๊าซร้อนของเหลวร้อน หรือไอน้ำ) หรือเรียกอีกชื่อได้ว่า Combined Heat and Power ( CHP )
จากการวิเคราะห์ทางทฤษฎีและทดลองในทางปฏิบัติแล้วพบว่า การผผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมกันนี้ จะมีประสิทธิภาพรวมดีกว่าการผลิตแยกกันมาก
.jpg)
ประโยชน์จากเทคโนโลยี Co-generation
- ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า โดยการนำความร้อนที่เหลือจากการผลิตไฟฟ้ามาผลิตพลังงานในรูปแบบอื่น เช่น ทำไอน้ำ ทำความเย็น เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยี Co-generation จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานถึง 80% สูงกว่าระบบ Centralize ในปัจจุบันซึ่งมีปประสิทธิภาพเพียง 40-50%
- ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ จากการนำก๊าซธรรมชาติมาทดแทน
- ช่วยลดต้นทุนการผลิตหรือค่าประกอบการของโรงงานอุตสาหกรรมหรือค่าใช่จ่ายการใช้พลังงานที่ลดลง ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน
- มีประโยชน์มากสำหรับสำหรับโรงงานที่มีความต้องการใช้พลังงานในรูปแบบไฟฟ้าและความร้อนที่เหมาะสมกัน เพราะประโยชน์ที่จะได้รับคือ การนำเอาความร้อนที่ต้องปล่อยทิ้งกลับมาใช้เป็นพลังงานในรูปแบบอื่น เช่น ทำไอน้ำ ใช้ในการอบแห้ง ฯลฯ
- ช่วยลดการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพต่ำและมีต้นทุนสูงเนื่องจากความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน
- ช่วยลดมลภาวะจากการใช้ก๊าซธรรมชาติแทนการใช้น้ำมันเตาในการผลิตไอน้ำ การอบแห้ง ฯลฯ
ก๊าซธรรมชาติกับกิจการพาณิชย์
กิจการพาณิชย์และบริการ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและร้านอาหาร โดยทั่วไปนั้น จะตั้งอยู่ในเขตธุรกิจ หรือเขตที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นปานกลางถึงความหนาแน่นสูงและมีการใช้พลังงานมากพอสมควร พลังงานที่ใช้จึงจำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติในลำดับแรก คือ สะอาด ไม่มีมลพิษ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับพลังงานดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สะอาด เผผาไหม้สมบูรณ์ ปลอดภัยกว่าเชื้อเพลิงอื่น และไม่มีมลพิษ นอกจากนี้ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อจะช่วยลดปัญหาการจราจรจากการขนส่งได้อีกด้วย

ปตท. ได้ขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่เขตธุรกิจของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถเพิ่มประโยชน์การใช้งานก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้น ในกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านการพาณิชย์และการบริการ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งร้านอาหารและบ้านพักอาศัย ประโยชน์ของการใช้งานดังกล่าว อาทิ
- การใช้ก๊าซธรรมชาติในระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ ( Gas District Cooling and Co-generation ) คือ ระบบการผผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศไว้ใช้ภายในอาคารและสำนักงาน ซึ่งมีการนำระบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้แล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ท่าอากาศยานสากลโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และท่าอากาศยานสากกัวลาลัมเปอร์แห่งใหม่ ประเทศมาเลเซีย
- การใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนก๊าซหุงต้มในการประกอบอาหาร สำหรับโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร หรือบ้านพักอาศัย โดยสามารถนำไปใช้ในเตาแก๊ส เตาอบ เตาย่างและหม้อหุงข้าวทุกประเภท
- การใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตน้ำร้อนหรือไอน้ำซึ่งใช้ในธุรกิจโรงแรมธุรกิจซักรีด การฆ่าเชื้อโรคในโรงพยาบาล และบ้านพักอาศัย
จุดเด่นของการประยุกต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจการพาณิชย์และบ้านพักอาศัย
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและความเย็นโดยรวมได้ถึง 80% ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40-50%
- เพิ่มแหล่งทางเลือกการใช้พลังงานของอาคารจากเดิมต้องอาศัยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ทำให้สามารถเลือกได้ระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือใช้ไฟฟ้า หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันได้
- ลดการใช้สาร CFC ในระบบทำความเย็นด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
- เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถนำไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาเกรดเอ หรือดีเซล ซึ่งปัจจุบันโรงแรมและโรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตไอน้ำ
- ลดปัญหาและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจะถูกขนส่งผ่านระบบท่อ และวัดปริมาณซื้อขายผ่านมิเตอร์ที่ออกแบบตามมาตรฐาน ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องกักเก็บเชื้อเพลิง และลดปัญหาการจัดการการขนส่งพลังงาน
- ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ในด้านการกักเก็บพลังงาน
.jpg)
ก๊าซธรรมชาติเหลว
ธุรกิจ LNG
ก๊าซธรรมชาติเหลว ( LNG ) คือ ก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก ( มากกว่า 90% ) และถูกลดอุณหภูมิลงที่ -160 c ทำให้แปลสภาพเป็นของเหลว สามารถจัดเก็บและขนส่งทางเรือได้ ทั้งนี้ต้องผ่านกระบวนการการทำให้กลับไปสู่สถานะก๊าซอีกครั้งหนึ่งก่อนนำมาใช้งาน
จากการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องขนาดของหน่วยผผลิต ประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การขนส่ง และอื่นๆ รวมทั้งการใช้ที่แพร่หลายมากขึ้นทำให้แนวโน้มต้นทุนการผผลิต LNG ลดลง และสามารถแข่งขันกับก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งทางท่อได้
ปตท. มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวส่ธุระกิจ LNG โดยการนำเข้า LNG เพื่อมาเสริมอุปทานของก๊าซธรรมชาติทางท่อ ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป โดยหาโอกาสมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการที่ต้นทาง รวมทั้งระบบการขนส่งร่วม
.jpg)
การจัดหา LNG
การนำเข้า LNG ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากแหล่งก๊าซธรรมชาติที่อยู่ไกลจากผู้บริโภคมาก ซึ่งการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซฯ มีต้นทุนสูงหรือเป็นไปได้ยาก โดยทั่วไปแล้วอาจแบ่งประเทศที่มีการนำเข้า LNG ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ คือ
- กลุ่มประเทศเอเชีย
- กลุ่มประเทศยุโรป
- กลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับกลุ่มประเทศเอเชีย ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และไต้หวันเป็นผผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ในกลุ่ม ส่วนสารธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอินเดีย เริ่มดำเนินการนำเข้า LNG ไปแล้ว สำหรับประเทศไทย ปตท. มีแผนจะนำเข้า LNG พ.ศ. 2554 และยังมีประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซียที่จะนำเข้าตามมาในอนาคต
การจัดหา LNG ของประเทศไทย
ผู้ผลิต LNG ที่มีศักยภาพในการจัดหา LNG ให้ประเทศไทย ได้แก่ ผู้ผลิตในภูมิภาคตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย ปตท. ได้ดำเนินการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น และเจรจาสัญญาซื้อขายกับเหล่าผู้ผลิตเพื่อจัดหา LNG ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ รวมทั้ง ยังได้ร่วมลงทุนในโครงการ Floating LNG Production ( FLNG ) ซึ่งเป็นการผลิต LNG จากแหล่งก๊าซฯ ในประเทศออสเตรเลีย และประเทศปาปัวนิวกินี
นอกจากนี้ ปตท. ยังได้จัดตั้งบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เพื่อดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับจ่ายธรรมชาติเหลว ( LNG Receiving Terminal ) ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาบุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการนำเข้า LNG ใน พ.ศ. 2554 โดนระยะแรก สามารถรองรับการนำดข้า LNG ได้ 5 ล้านตันต่อปี หรือเท่ากับปริมาณก๊าซธรรมมชาติ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันและจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านตันต่อปีในอนาคต

ประโยชน์สำคัญจากการจัดหา LNG
- สนองความต้องการพลังงานของประเทศที่เพิ่มขึ้น
- เพิ่มเสถียรภาพ/อำนาจต่อรองในการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว ด้วยการกระจายแหล่งการจัดหาพลังงาน
- การนำเข้า LNG จากแหล่งนอกประเทศ ทำให้ประเทศสามารถสงวนแหล่งก๊าซฯ ในประเทศไว้ใช้เพื่อรองรับความต้องการวัตถุดิบของธุรกิจปิโตรเคมีในระยะยาว
- โอกาสการร่วมทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจแปรสภาพก๊าซธรรมชาติให้เป็นของเหลว ( Liquefaction Plant )
ก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ
- ช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ
- ทำให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
- กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีการสร้างงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องนานาประเภท
- ช่วยทำให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
- ช่วยลดต้นทุนในการผผลิตกระแสไฟฟ้า และช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจาการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในการผผลิตกระแสไฟฟ้า
- การใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซภายในปรระเทศทำให้รัฐมีรายได้จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม
ข้อดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง
- เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีการเผาไหม้สมบูรณ์
- ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
- มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้นเมื่อเกิดการรั่วไหล
- มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
- สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
- ก๊าซธธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตได้เองจากแหล่งในประเทศจึงช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ และประหยัดเงินตราต่างปรระเทศได้มาก
.jpg)
ข้อควรระวังในการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง
- โดยทั่วไป ก๊าซธรรมชาติจะไม่เป็นพิษต่อร่างกาย แต่ในกรณีที่ก๊าซธรรมชาติมีก๊าซไข่เน่า ( ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ) เจือปนอยู่ในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่ได้สัมผัส หรือสูดหายใจ เอาก๊าซนั้นได้เนื่องจากก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์จะทำลายเนื้อเยื่ออ่อน เช่น เยื่อตา เนื้อเยื่อระบบทางเดินหายใจ และปอด
- ก๊าซธรรมมชาติเป็นก๊าซติดไป กรณีที่มีก๊าซรั่วไหลผสมกับอากาศ อาจก่อให้เกิดการลุกไหม้ได้ ถ้าอัตราส่วน ผสมของก๊าซและอากาศพอเหมาะและมีแหล่งความร้อน เปลวไฟ หรือประกายไฟในบริเวณนั้น นอกจากนี้ อาจก่อให้เกิดการระเบิดได้ ถ้าเกิดการสะสมของก๊าซธรรมชาติในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยเฉพาะที่อับต่างๆ เช่น ภายในอาคารสถานที่ที่ไม่มีการระบายอากกาศที่ดีพอ
ก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้มแตกต่างกันอย่างไร
ก๊าซหุงต้ม มีชื่อเป็นทางการว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือเรียกย่อๆ ว่าแอลพีจี เป็นผผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมัน หรือการแยกก๊าซธรรมชาติในโรงแยกก๊าซธรรมชาติก๊าซปิโตรเลียมเหลวประกอบด้วยส่วนผสมของไฮโดรคาร์บอน 2 ชนิด คือ โพรเพนและบิวเทนในอัตราส่วนเท่าใดก็ได้ หรืออาจจะเป็นโพรเพนบริสุทธิ์ 100% หรือบิวเทนบริสุทธิ์ 100% ก็ได้ สำหรับในประเทศไทย ก๊าซหุงต้มส่วนใหญ่ได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โดยใช้อัตราส่วนผสมของโพรเพนและบิวเทนประมาณ 70:30 ซึ่งจะให้ค่าความร้อนที่สูง ทำให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาและค่าเชื้อเพลิง
ก๊าซธรรมชาติสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน ในโรงงานอุตสาหกรรม และในยานพาหนะได้เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมและในยานพาหนะ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้งานในครัวเรือนโดยตรง
ด้วยคุณสมบัติในการเป็นเชื้อเพลิงติดไฟของก๊าซธรรมมชาติและก๊าซหุงต้ม เพื่อความปลอดภัยผู้ใช้ต้องใส่ใจในการปฏิบัติตามกฏความปลอดภัยในการใช้งานอย่างเคร่งครัด
