ไขข้อข้องใจราคาหน้าปั๊มกับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
หน้าที่ 1 - ไขข้อข้องใจราคาหน้าปั๊มกับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
ภายใต้ความร่วมมือของวารสารพลังไทย และวิชาการ.คอม
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งเบนซินและดีเซลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง...ก็ในเมื่อมีคนบอกว่าปตท. ส่งออกน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวกัมพูชานั้น ในราคาเพียงไม่กี่บาทต่อลิตร แต่ในทางกลับกัน ราคาขายปลีกให้กับคนไทยนั้นกลับแพงกว่าเสียอีกคำถามนี้อาจจะยังคงคาใจผู้ใช้รถใช้ถนนหลายๆ ท่านและเพื่อให้ท่านเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศได้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ “พลังไทย” ฉบับนี้มีคำอธิบายให้แก่คนไทยทั่วประเทศได้ทราบข้อเท็จจริงนี้ครับ
.jpg)
ปตท.ทำอะไรก็ย่อมเป็นที่จับตามองอย่างแน่นอนครับ โดยเฉพาะการขึ้นลงของราคาน้ำมัน บางท่านอาจได้ยินคนตั้งข้อสงสัยมาบ้างแล้วว่า “ ปตท.ส่งออกเบนซินดีเซลไปยังประเทศกัมพูชาและลาวเพียงลิตรละ 24-25 บาทต่อลิตร และทำไมคนไทยต้องจ่ายลิตรละ 40 บาท ”
ข้อเท็จจริงนั้นอยู่ที่ฐานราคาของแต่ละประเทศไม่เหมือนกันครับ ราคาส่งออกเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีและกองทุน ซึ่งผู้นำเข้าแต่ละประเทศจะต้องไปจ่ายภาษีและกองทุนอีกครั้งหนึ่งตามที่แต่ละประเทศจะเรียกเก็บ ขณะที่ราคาที่จำหน่ายในประเทศที่นำมาเปรียบเทียบนั้นเป็นราคาขายปลีกซึ่งรวมภาษีและกองทุนต่างๆแล้ว ( ปัจจุบันภาษีและกองทุนที่เรียกเก็บของไทยอยู่ที่ประมาณ 14.80 บาทต่อลิตรสำหรับเบนซิน 91 และ 12 บาทต่อลิตรสำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 2.95 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันดัเซล ณ ราคาวันที่ 19 เม.ย. 2555 )
ฉะนั้นเมื่อรวมภาษีและกองทุนที่แต่ละประเทศเรียกเก็บแล้ว ราคาน้ำมันที่กัมพูชาและลาวไม่ได้ถูกกว่าไทย โดยราคาเบนซินของกัมพูชาและลาวอยู่ที่ 43 บาท ขณะที่พม่าอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตรเพราะเก็บภาษีต่ำกว่าครับ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้ในการขนส่งและผลิต ที่สำคัญไทยยังมีราคาต่ำกว่าเพื่อนบ้าน โดยราคาดีเซลของไทยอยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ขณะที่กัมพูชา ลาว และพม่า อยู่ที่ 39.9 บาทต่อลิตร 38.7 บาทต่อลิตร และ 34.4 บาทต่อลิตร ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามราคาส่งออกก็เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ณ ปัจจุบันราคาส่งออกซึ่งไม่รวมภาษีและกองทุนจะอยู่ที่ประมาณ 28 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงกับราคา ณ โรงกลั่นที่โรงกลั่นไทยจำหน่าย
สำหรับกรณีที่ไทยเราส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปเมื่อปี 2551 มูลค่า 7,913 ล้านเหรียญ x 30 = หรือประมาณ 240,000 ล้านบาทนั้น หากมองแต่ข้อมูลการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เราคงจะหลงนึกไปว่าประเทศไทยเป็นเศรษฐีน้ำมันมีรายได้เป็นแสนล้านจากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป แต่ความจริงก็คือ รายได้นั้นต้องหักต้นทุนของการผลิตซึ่งส่วนใหญ่คือน้ำมันดิบที่เราต้องนำเข้ามาเกือบทั้งหมด เพราะประเทศไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันดิบได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ ดังนั้น เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบทั้งจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล และแหล่งอื่นๆ กว่า 85% ของการใช้ โดยอีก 15% เราใช้น้ำมันดิบที่ผลิตได้จากแหล่งในประเทศ เมื่อหักลบต้นทุนจากน้ำมันดิบที่เราต้องนำเข้าแล้ว รายได้ของประเทศไทยจะได้เพียงค่าการกลั่นซึ่งประมาณลิตรละบาทกว่าๆ เท่านั้น ซึ่งในปี 2553 เราส่งออกประมาณ 15,710 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเพียง 16,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งรายได้ดังกล่าวนี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของการกลั่น เพราะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการลงทุน และค่าใช่จ่ายอื่นๆที่เกิดขึ้นจากการกลั่น เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าดำเนินงาน และค่าดอกเบี้ย เป็นต้น
ปี 2553 ประเทศไทย
- นำเข้าน้ำมันดิบมูลค่า 750,000 ล้านบาท
- นำเข้าผลิตภัณฑ์ 43,000 ล้านบาท
- ส่งออกน้ำมันดิบ 26,000 ล้านบาท
- ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 190,000 ล้านบาท
Source : Energy Statistics of Thailand 2011 สนพ.
และอีกสาเหตุที่ทำให้การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปที่เหลือใช้จากโรงกลั่นในประเทศมีปริมาณมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใช้แอลพีจีในภาคขนส่งแทนน้ำมันมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นว่าประเทศต้องจ่ายเงินชดเชยการนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้นอีกต่างหากด้วย ( ในปี 2000 ไทยใช้ LPG ในภาคขนส่งเพียง 162,000 ตัน และเพิ่มเป็น 680,000 ตันในปี 2010 เท่ากับเพิ่มขึ้นถึงเฉลี่ยปีละ 15% )
อีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเข้าใจผิดก็คือ มีผู้เข้าใจว่าน้ำมันในอ่าวไทยเป็นเกรดที่แพงที่สุดในโลก เบา กลั่นง่ายมลพิษต่ำ เป็นที่ต้องการของประเทศที่พัฒนา เราส่งออกไปที่อเมริกา แล้วไปนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง ซึ่งกำมะถันสูงพอต้องกำจัดกำมะถัน ก็ไปขอค่าใช้จ่ายจากกองทุนเชื้อเพลิง เท่ากับว่าเอาของดีส่งออก แต่เอาของเสียเข้ามาใช้ในประเทศ แล้วยังต้องเสียเงินเพิ่มอีก
ตามความเป็นจริงแล้ว น้ำมันในอ่าวไทยไม่ใช่เกรดที่แพงที่สุดในโลก เหตุผลคือน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศไทยนั้นเป็นน้ำมันดิบชนิดเบาและกำมะถันต่ำจริงแต่ไม่ใช่น้ำมันดิบเกรดที่ดีที่สุด อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านคุณภาพด้านอื่น อาทิ น้ำมันดิบที่มีปริมาณสารปรอทสูงมาก ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของน้ำมันดิบในอ่าวไทย นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติ Pour Point สูง ก่อให้เกิดอุปสรรคในการบริหารจัดการด้านขนส่งและการจัดเก็บ จากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นนี้เองจึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
ข้อข้องใจเรื่องต่างๆ ผมพยายามแยกออกให้ท่านผู้อ่านได้ทราบส่วนที่ได้ยินว่าเราส่งออกไปอเมริกานั้น ก็ต้องตอบว่าเป็นเพียงบางส่วนจริงๆ เพราะน้ำมันดิบที่ส่งออก ณ ปัจจุบัน ผู้ผลิตเป็นผู้ส่งออกโดยตรงประมาณ 30,000 บาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการผลิตกว่า 150,000 บาร์เรลต่อวัน โดยการส่งออกดังกล่าวเป็นการส่งออกน้ำมันดิบที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะกับความต้องการในประเทศ เนื่องจากน้ำมันดิบมีสาร Organic chloride สูง ทำให้โรงกลั่นในประเทศไม่สามารถนำเข้ามากลั่นทั้งหมดได้
ส่วนที่ “ เราต้องนำเข้าน้ำมันมาจากตะวันออกกลาง ” เพราะกำลังการผลิตของน้ำมันดิบในประเทศ ( Domestic Crude ) ของปี 2553 นั้นคิดเป็นเพียง 16% ของความต้องการใช้น้ำมันดิบของประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบอีกกว่า 800,000 บาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ประกอบกับคุณสมบัติที่สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้มาก ( ซึ่งเป็นความต้องการหลักของประเทศ ) อีกทั้งยังคงมีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น
หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับชาวพลังไทยทุกท่านนะครับ และหากมีผู้ใดสอบถามหรือมีข้อสงสัยพวกเราชาวพลังไทย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว ปตท. จะได้สามารถช่วยตอบหรืออธิบายเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้รับทราบข้อเท็จจริงนี้ด้วยนะครับ
