รักษาโรคมะเร็งด้วยการฟื้ันฟูระบบภูมิคุ้มกัน

"การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" เป็นประโยคยอดฮิต ที่ไม่ว่าใครๆ ก็คงจะเห็นด้วย แต่สำหรับงานวิจัยนี้ อาจต้องเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยเป็น "การมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี เป็นลาภอันประเสริฐ"

ระบบภูมิคุ้มกันเปรียบเสมือนป้อมปราการที่คอยปกป้อง ต่อต้าน และกำจัดสิ่งต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์ สารเคมี ไวร้ส สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและฝุ่นละอองต่าง ๆ เป็นต้น

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว เนื่องจากหลายๆ ครั้งกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นก็สายเกินไปเสียแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้โรคมะเร็งเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต เพราะระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถตรวจพบจับเซลล์มะเร็งได้ และบางครั้งกลับช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าสาเหตุที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีกลไกการป้องกันการถูกพบ โดยอาศัยการทำงานของ PD-L1 ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบอยู่บนผิวเซลล์มะเร็งนั่นเอง

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนั้นจะมีโปรตีนที่ชื่อว่า Programmed Death-1 (PD-1) อยู่บน T-cells จะคอยหยุดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการเกินอันตรายแก่เซลล์ปกติที่แข็งแรง ซึ่ง PD-1 นี้เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดการทำงานของ T-cell ในการตอบสนองต่อเซลล์เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือจุลชีพ แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่า ในผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนั้น บนผิวเซลล์ของมะเร็งจะมี PD-L1 อยู่เป็นจำนวนมาก คอยทำหน้าที่จับกับ PD-1 บน T-cells ทำให้กระบวนการตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมในร่างกายถูกมองข้ามไปเฉยๆ จึงไม่เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อเซลล์มะเร็ง

immunotherapy-defense2

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกลดังกล่าว จึงพยายามที่จะค้นคว้าเพื่อหาแอนติบอดี้ที่จะไปป้องกันการจับกันระหว่าง PD-1 กับ PD-L1  และได้พยายามที่จะรักษาโรคมะเร็งด้วยการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน  ( Immunotherapy) เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งและทำลายได้

ตัวอย่างของความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะหาทางกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง เช่น การกระตุ้นร่างกายด้วยเซลล์มะเร็ง, การให้แอนตี้เซรุ่ม, การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะเจาะจง (immunopotentiation), Immunotoxin, การรักษาด้วยยาพวกทำลายเซลล์ที่มีการแบ่งตัว เป็นต้น

ล่าสุดนักวิจัยได้พัฒนายาต้านมะเร็งแบบ Targeted cancer therapy ชนิด monoclonal antibody โดยยานี้มีชื่อว่า Lambrolizumab พัฒนาโดย Antoni Ribas จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เป็นยาที่ไปยับยั้งการทำงานของโปรตีน PD-1 โดยไปบล็อคที่ตัวรับ (PD-1 receptor) บน T-cell โดยยานี้จะไปทำให้ PD-L1 บนเซลล์มะเร็งจับกับ PD - 1 บน T-cells ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงพอที่จะสามารถกำจัดเนื้องอกได้

cancer-immune

melanoma

ยานี้ได้ทดสอบในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสี (มะเร็งไฝ; melanoma) จำนวนทั้งสิ้น 135 คน ที่อยู่ในระยะลุกลามและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปที่อวัยวะต่างๆ (ส่วนมากผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งผิวหนัง) พบว่าผู้ป่วย 54 คน มีการตอบสนองต่อยาดี คือสามารถทำให้ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งหลังจากรับยา lambrolizumab และมีผู้ป่วยมากถึง 6 คน จาก 57 คนที่ได้รับยา lambrolizumab ในขนาดสูงสูด (10 มก/กก) แล้วเนื้องอกหายไปทั้งหมด

ผลของยา lambrolizumab นี้น่าประทับใจเช่นเดียวกันยา Nivolumab ซึ่งเป็นยาต้านมะเร็งแบบ Targeted cancer therapy ชนิด monoclonal antibody เช่นเดียวกัน โดยผู้ป่วย 21 คน จากทั้งหมด 53 คน เมื่อได้รับยา Nivoluman เนื้องอกจะยุบลง (ขนาดเล็กลง) ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ป่วยจำนวน 17 คนที่ได้รับยาขนาดสูงสุด เนื้องอกนั้นยุบตัวจนหายไปหมดภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์

ผลข้างเคียงของยา lambrolizumab นั้นไม่รุนแรงมาก มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาด้วยการฉายแสงและการทำคีโม โดยผลข้างเคียงที่เกิดกับผู้ป่วยที่ได้ลองใช้ยา เช่น ปวดเมื่อยเนื้อตัว , เป็นไข้, มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง, ผิวซีด และ กล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่มีผู้ป่วย 13% ที่เกิดผลข้างเคียงอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อที่ปอด หรือไต และมีผลกับไทรอยด์

Clinical trial(Nam_040112_2)

อย่างไรก็ดีการศึกษานี้เป็น Phase I ที่เพิ่งเสนอในงานประชุม Americn Society of Clinical Oncology (ASCO) ปี 2012 และตีพิมพ์ใน New England Journal online เท่านั้น การจะเอามาใช้จริงไปจนถึงการวางตลาดนั้นคงต้องรอผลการวิจัยอย่างน้อย Phase II หรือ Phase III หากผลใน Phase II ไม่ได้ดีมากนัก นั่นหมายความว่าอย่างน้อยก็ต้องอีก 1-2 ปีถึงจะได้ผลที่ดีพอว่ายาสามารถรักษาได้ผล และหากไม่ได้รับอนุมัติให้ขายได้ (Accerelated Approval by US-FDA) อาจจะต้องรอผลที่แน่นอนไปอีก 1-2 ปี ซึ่งยาที่ดีใน Phase I มีหลายตัวที่ล้มเหลวในการศึกษาต่อมาใน Phase II และ Phase III

อย่างไรก็ตามยานี้น่าสนใจเพราะแทนที่จะไปพยายามกำจัดเนื้องอกกลับไปมุ่งเน้นสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอที่จะกำจัดมะเร็งได้ และการที่เห็นเนื้องอกยุบลงได้นั้นแทบจะไม่ค่อยเห็นในกาiรักษาด้วยภูมิคุ้มกันวิธีต่างๆ เช่น การใช้วัคซีนหรือยาอื่นๆ ที่เน้นเรื่องภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งแนวใหม่ เช่นเดียวกับข่าวใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาที่ได้มีการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวให้หายได้ภายใน 8 วัน โดยอาศัยการตัดต่อ/ดัดแปลง T-cells เพื่อให้สามารถจับกับโปรตีน CD-19 ที่อยู่บนเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด


อ้างอิงจาก
1. http://www.newscientist.com/article/dn23646-antibody-wakes-up-tcells-to-make-cancer-vanish.html

2. http://www.cancer.gov/newscenter/newsfromnci/2013/NewMelanomaDrug
3. http://www.kantarhealth.com/blog/oncology/stephanie-hawthorne/2013/06/02/pd-1-pd-l1-immune-checkpoint-blockade-it-just-keeps-getting-better

tags :

บทความอื่นๆ