นักล่าดาวหาง – แครอลิน ชูเมคเก้อร์

Written by puangroi on . Posted in ดาราศาสตร์, ลับสมอง




หน้าที่ 1 - จากแม่บ้าน มาเป็นนักดาราศาสตร์ชั้นนำของโลก
แครอลิน ชูเมคเก้อร์ นับได้ว่าค่อนข้างจะเป็น "มือใหม่" ในวงการนักดาราศาสตร์ แต่ก็นับว่าเป็นผู้นำในวงการท่านหนึ่งทีเดียว เพราะเป็นผู้ที่ค้นพบดาวหางมากที่สุดในปัจจุบัน โดยค้นพบดาวหางใหม่ๆถึง ๓๒ ดวง และได้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยถึง ๘๐๐ กว่าดวง "ดิฉันเองก็สนใจเรื่องผู้หญิงในวงการดาราศาสตร์มาพอสมควรแล้ว ดิฉันก็รู้จักนักวิทยาศาสตร์หลายคน ในสาขาดาวเคราะห์วิทยา(planetary science) ซึ่งก็เป็นสาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ แต่ก็ไม่มีมากที่ทำงานด้านที่ดิฉันคิดว่า เป็นดาราศาสตร์ "บริสุทธิ์" จริงๆ"

การได้กลายมาเป็นนักดาราศาสตร์ระดับโลก ผู้อยู่ในแนวหน้าในวงการดาวเคราะห์วิทยา อยู่เหนือความคาดหมายใดๆทั้งสิ้นของแครอลิน พ่อของเธอเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่ และแม่เป็นครูสอนหนังสือ ในรัฐบ้านเกิดที่นิวเม็กซิโก ตัวของเธอเอง ก็เรียนมาทางประวัติศาสตร์และธุรกิจ จากวิทยาลัยแห่งรัฐในเมืองชิโค แล้วไปเป็นครูสอนหนังสือชั้นมัธยมต้น
วิถีชีวิตของเธอ ได้หักมุมหันเหมาสู่วงการวิทยาศาสตร์ เมื่อมาพบกับ จีน ชูเมคเก้อร์ ในงานแต่งงานของพี่ชาย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องกับจีนขณะที่ศึกษาอยู่ที่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย(Caltech) แต่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตั้น ในสาขาวิชา metamorphic petrology คือศึกษาเรื่องหินที่แปรสภาพไปแล้ว
หลังจากแต่งงานกันแล้ว เธอก็ใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน และภรรยาของนักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์แนวหน้าของโลก คือ ดร ยูจีน หรือ จีน ชูเมคเก้อร์ ผู้ที่เธอสมรสด้วยตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี และใช้เวลาถึง ๒๕ ปี ดูแลบ้านและลูกๆ ในขณะที่ผู้เป็นสามีทำงานที่สร้างชื่อเสียงให้ว่า เป็นผู้บุกเบิกสร้างพื้นฐานให้สาขาวิชา ดาวเคราะห์วิทยา ในด้านธรณีฟิสิกส์ ของการปะทะกันของบริวารในระบบสุริยะ จนได้มีบทบาทสำคัญด้านธรณีวิทยา โดยเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งหัวหน้า ฝ่ายดาราธรณี แห่งกรมธรณีวิทยาสหรัฐฯ และเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์ ในด้านการสำรวจธรณีของดวงจันทร์ ในโครงการอพอลโล ดร จีน ชูเมคเก้อร์ เองนั้นอยากไปสำรวจดวงจันทร์ด้วยตนเองมาก แต่ด้วยโรคประจำตัวคือ Addison's disease ทำให้ไม่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นมนุษย์อวกาศ ท่านได้แต่ดูการขุดเจาะตัวอย่างบนดวงจันทร์จากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยนักธรณีวิทยาคนแรก(และคนเดียว) ที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ คือ ดร. แฮริสัน ชมิทท์
บางท่านอาจจะแปลกใจที่ทราบว่า ผู้ที่ค้นพบดาวหางมากที่สุดในโลก หาใช่สามีผู้เป็นนักดาราศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ไม่ แต่กลับเป็นแครอลิน ผู้ที่เพิ่งเริ่มจับงานด้านนี้เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๐ นี่เอง

"ดิฉันก็อายุได้ ๕๑ ปี แล้ว ลูกๆทั้งสามคนก็โตๆออกจากบ้านกันไปหมด เลยนึกอยากจะหาอะไรที่มีสาระทำสักหน่อย ก็เลยถามคุณจีน ผู้เป็นสามี ให้ช่วยแนะนำหางานอดิเรกให้ ว่ามีอะไรที่ทำให้อยากทุ่มเททำงานทั้งวันทั้งคืนที่จะพอแนะนำให้บ้างมั้ย
เธอก็คิดว่า ดิฉันคงจะทำงานด้านสำรวจหาดาวเคราะห์น้อยด้วยกล้องดูดาวได้ ดิฉันก็เลยค่อยๆเข้าไปทำเรื่อยๆ ก็ตื่นเต้นอิ่มใจกับการที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆอยู่ทุกวัน ยิ่งเมื่อได้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยเข้าสักดวง ก็ปลื้มใจไม่สุด เลยยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่" แครอลินกล่าว การสนับสนุนเป็นกำลังใจของสามีของเธอ เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของเธอ "จีนสนับสนุนดิฉันในทุกๆอย่างที่ดิฉันต้องการจะทำเสมอ"
และพอดีกับในขณะนั้น จีน กำลังต้องการคนช่วยทำงานด้านค้นหาดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสจะมาชนกับโลกได้ แครอลินก็โดดเข้าไปร่วมทีมอย่างเต็มตัว เธอเริ่มทำงานโดยเป็นผู้ช่วยทำงานวิจัยของ Caltech ซึ่งจีนเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ ในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอริโซน่าภาคเหนือ ซึ่งได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้เธอเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๐ เมื่อแครอลินมีอายุได้ ๖๑ ปีแล้ว!

(ภาพถ่ายของแครอลิน และจีน สามีผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่หอดูดาวพาโลมาร์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย)


ยุคที่แครอลินเริ่มสำรวจดาวเคราะห์น้อย เมื่อยี่สิบปีมานี้เองนั้น คนยังมองว่าเป็นงานที่ออกจะแปลกๆอยู่ เพราะความสำคัญของความเข้าใจเกี่ยวกับดาวหางและดาวเคราะห์น้อย ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีนัก แม่แต่ในวงการดาราศาสตร์เอง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่วัตถุจำพวกนี้ จะพุ่งมาชนโลก ก็ยังไม่มีใครเข้าใจมากนัก
"ดาวหางยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากอยู่ ในแง่อันตรายที่มันจะมาชนโลก เพราะเราไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้นานๆว่า พวกดาวหางที่มีวงโคจรรีมากๆไกลๆเหล่านี้ จะแปรสภาพได้อย่างไร การติดตามศึกษาดาวหางจึงสำคัญมากต่อความอยู่รอดของมนุษย์เราเอง เรายังต้องศึกษาเข้าใจถึงส่วนประกอบโครงสร้างของมัน ว่า มันเป็นวัตถุของแข็งที่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ปล่อยก๊าซและฝุ่นออกมา หรือเป็นกลุ่มก้อนหินดินทรายที่ยึดตัวกันหลวมๆเพียงด้วยก๊าซและน้ำแข็ง หรือมันเป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างกลางของสองสถานะนั้น
แล้วดาวเคราะห์น้อย เป็นดาวหางที่หมดลมแล้วจริงหรือ แล้วดาวหางจะมีน้ำมากพอที่จะใช้เป็นทรัพยากรในการสำรวจจักรวาลในอนาคตได้หรือไม่ แล้วดาวหางนำสารอินทรีย์มาสู่โลกจริงหรือเปล่า ฯลฯ ยังมีคำถามอีกมากมายที่เราตอบยังไม่ได้"



การเสาะหาดาวเคราะห์น้อยที่แครอลินทำ เป็นงานที่หนัก จุกจิก ยาวนาน และน่าเบื่อมาก ในสมัยที่ยังไม่มีอุปกรณ์ CCD และโปรแกรมคอมพิวเต้อร์ที่ตรวจสอบเบื้องต้นช่วยประหยัดเวลาให้ นักวิจัยต้องใช้ภาพถ่าย ที่ตั้งกล้องดูดาวถ่ายภาพละ ๔๕ นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง แล้วใช้เครื่องที่ส่องดูภาพสองภาพพร้อมๆกัน เรียกว่า stereomicroscope ที่ดูสองภาพได้พร้อมๆกัน ทำให้มองเห็นเหมือนเป็นภาพสามมิติ ดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางซึ่งเคลื่อนที่ ไม่อยู่นิ่งเหมือนดาวฤกษ์ในพื้นหลัง จะปรากฏลอยตัวขึ้นมาให้เห็นได้ชัดยิ่งขึ้น
แต่มันเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามมาก เพราะต้องดูภาพเป็นร้อยเป็นพันต่อคืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน แล้วต้องฝึกตาให้มองให้ออกว่า เป็นภาพจริงหรือเป็นเศษฝุ่นจากการที่ภาพถ่ายไม่ชัดเจนมีเส้นมีลายต่างๆ เดวิด เลวี่ ผู้ร่วมงานคนหนึ่งของทีมชูเมคเก้อร์เล่าว่า คืนหนึ่งๆต้องทำงานกันอย่างน้อยๆ ๑๓ ชั่วโมง และยังต้องมาตรวจดูภาพทีหลังอีก อัตราเฉลี่ยของแครอลิน ได้ใช้เวลานั่งดูภาพ ๑๐๐ ชั่วโมงต่อดาวหางที่ค้นพบหนึ่งดวง
แครอลินกล่าวว่า มีเหตุผลหลายอย่างที่ช่วยให้เธอประสบความสำเร็จมาได้ "แผนกสำรวจดาวหางและดาวเคราะห์น้อยของหอดูดาวพาโลมาร์ ใช้วิธีสำรวจด้วยการดูสองภาพแบบนี้ เผอิญดิฉันถนัดดูภาพแบบนี้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ผู้ร่วมทีมก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สมัยโน้นยังไม่มีเครื่องมือทันสมัยมาทุ่นเวลา ก็ต้องใช้แรงคนล้วนๆ แล้วเราก็สำรวจท้องฟ้าส่วนที่นักสำรวจดาวหางมักจะมองข้ามไป คือเป็นบริเวณที่เหมาะกับการสำรวจดาวเคราะห์น้อยมาก"
แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด คงเป็นใจรักต่องานอย่างยิ่งยวดของเธอ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่ช่วยลุ้นให้เธอฟันฝ่าเวลาที่ต้องนั่งดูภาพทีละนานๆ ที่คนส่วนมากมักจะทนกับความจำเจไม่ไหว "ความรักที่มีต่อการดูดาว มาพัฒนาเอาเมื่อดิฉันมานั่งทำงานตอนกลางคืนที่หอดูดาวพาโลมาร์นี่เอง แล้วก็มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆไม่เคยลดลงเลย" คราใดที่เธอค้นพบดาวหาง แครอลินเล่าว่า เธอมักจะมีธรรมเนียมประพฤติอยู่ว่า "ดิฉันอยากจะเต้นระบำไปรอบๆ แล้วมักจะขึ้นบันไดไปร้องตะโกนเรียกผู้ร่วมทีมคนอื่นให้รู้ทั่วกันว่า "เยยยยยยยยย...ย้" เมื่อใดที่เธอไปบรรยายในที่ต่อผู้ฟังในที่สาธารณะ ก็จะเห็นได้ถึงความกระตือรือร้น ความมีใจรักต่อสิ่งที่เธอทำ ที่หวังว่า คงจะช่วยบันดาลใจยุวชนรุ่นหลัง ให้มีใจรักต่องานเช่นเดียวกัน


การค้นพบที่โด่งดังที่สุดของเธอ คงจะเป็นการค้นพบ ดาวหางชูเมคเก้อร์-เลวี ๙ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๓ ทีมสามีภรรยาและ เดวิด เลวี ได้ค้นพบ ดาวหางที่แตกเป็นเสี่ยงๆถึงกว่ายี่สิบชิ้นส่วน เดินทางตามกันเป็นลูกโซ่ ที่ดูเหมือน สายสร้อยไข่มุก แล้วพุ่งเข้าปะทะดาวพฤหัสในอีก ๑๖ เดือนต่อมา ในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๔ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราได้ประจักษ์พยานการปะทะกันของดวงดาว




หน้าที่ 2 - ดาวหางชูเมคเก้อร์-เลวี่ ๙

ในหนังสือ "เลวี่ เล่าถึง ชูเมคเก้อร์ - ผู้สร้างรอยประทับจากแรงปะทะ" โดย เดวิด เลวี ได้บันทึกเหตุการณ์ค้นพบในคืนฟ้ามัวเมฆนั้นว่า
"...มาถึงวันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม พวกเราก็ทำงานกันเงียบๆแต่มีความสุขที่ได้ทำงานกับคนรู้ใจกัน จะมีเศร้าอยู่สักหน่อยก็ที่ฟ้ามีเมฆมากเหลือเกิน จนดูดาวไม่ได้เท่าไรนัก แม้แต่แครอลินเองยังบ่นว่า "เธอรู้มั้ย ชั้นน่ะเคยเจอดาวหางมาก่อนนะ"
"เคย...เหรอ" จีนถาม
มีอยู่สองสามครั้งที่แครอลินพูดอย่างนี้แล้วก็ได้ค้นพบดาวหาง แต่คืนนี้ เธอดูภาพชุดแรกหมดแล้ว ก็ยังไม่เจออะไรเลย จีนกับผมก็ตรงไปยังกล้องดูดาวหกสิบนิ้ว ซึ่งมีเตาอบที่เมื่อเปิดอุ่นเครื่อง จะช่วยให้ไวแสงยิ่งขึ้น ข้างนอก พายุกำลังคะนองฟ้า ลมเบื้องสูงกรรโชกหนัก และหิมะก็เริ่มโปรยตัวลงมาแล้ว เราคิดว่า คืนนี้คงไม่ได้เห็นอะไรหรอก แต่ก็เปิดเตาอบไปงั้นเอง ทำไปตามความเคยชินเสียมากกว่า เผื่อจะโชคดี
แล้วเราก็ไปที่โดมของกล้องสิบแปดนิ้ว คิดว่าคงไม่ได้สำรวจอะไรแล้ว ผมก็นั่งเขียนต้นฉบับหนังสือ ส่วนจีนก็อ่านทวนบทความทางวิชาการที่จะลงตีพิมพ์ แครอลินที่ยังเพลียจากคืนก่อน ก็นั่งดูภาพแถวๆดาวพฤหัสจากเครื่องมองสองภาพ
แล้วจู่ๆ แครอลินก็ชะงักมือจากการเลื่อนภาพในเครื่องของเธอ เธอเพิ่งสแกนผ่านจุดมัวๆอะไรสักอย่าง ที่ดูคล้ายภาพกาแล้กซี่ เอ มันลอยขึ้นมารึเปล่านะ เธอคิด แล้วย้อนภาพกลับไปดูใหม่ เพิ่มกำลังขยายภาพขึ้นอีก เธอยืดหลังนั่งตรงขึ้นมาบนเก้าอี้ แล้วเขม้นตามองส่องดูในกล้องสายตาอีกสองสามวินาที แล้วจ้องมายังเราสองคนเขม็ง พูดขึ้นว่า "ชั้นไม่รู้ว่าไปเจอเอาภาพอะไรเข้านะ แต่ดูแล้วมันเหมือนดาวหางที่โดนใครไปตึ๊บมายังงั้นแหละ"
จีนลุกขึ้นเดินไปหาเธอ ส่วนเธอมองหน้าผม เธอล้อเล่นรึเปล่า คงไม่นะ ก็เพิ่งพูดอยู่หยกๆนี่นา ว่าเคยเป็นนักค้นพบดาวหาง แครอลินรีบหันมาบอกเหมือนอ่านความคิดของผมออก "เปล่านะ มีอะไรประหลาดจริงๆอยู่บนโน้นนะ ชั้นไม่ได้ล้อเล่น"
จีนจ้องดูในกล้องอย่างขมักเขม้น แล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม ด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตที่ได้ร่วมงานกับท่านมา ผมจึงไปดูบ้าง ภาพที่เห็น เป็นดาวหางที่ดูเหมือนกับโดนใครเหยียบมาจริงๆ ตรงกลางเป็นบาร์ที่เป็นลำแสงของดาวหาง แต่ในภาพเนกาทีฟที่กลับขาวเป็นดำ หางดาวจึงเป็นสีดำเหยียดยาวไปจรดด้านเหนือของแผ่นบาร์นั้น "มันต้องใช่ดาวหางแน่ๆเลย ดูซิ หางมันยาวตั้งเท่าไหร่" แล้วผมก็รีบส่งรายงานแจ้งผลการค้นพบไปยัง สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ...


(ภาพถ่ายโดย European Southern Observatory - ESO ที่ประเทศชิลี ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๓ ซึ่งเป็นเวลาเพียงสามวันต่อมาหลังจากที่ทีมชูเมคเก้อร์-เลวี ได้ค้นพบดาวหางดวงนี้)


ตลอดทางที่ขับรถกลับบ้านพักด้วยกัน จีนก็นั่งคิดและหาข้อสรุปทางทฤษฎีเพื่ออธิบายภาพที่พบ ว่าทำไมมันดูแบนๆอย่างนั้น จีนให้เหตุผลว่า ดาวหางเข้าใกล้ดาวพฤหัสมากเกินไป แรงไทดัลจากดาวพฤหัสก็บีบดาวหางจนมันดูยืดออกยาวเป็นแผ่นรีๆเช่นนั้น เพราะมันกำลังจะแตกทลายลง หรือแตกไปแล้วก็ได้ และก็เหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา การประเมินของจีนถูกต้องตรงเผงอย่างไม่น่าเชื่อ"


แครอลินยอมรับว่า "การค้นพบดาวหางชูเมคเก้อร์-เลวี ๙ ที่เข้าปะทะดาวพฤหัสในปีต่อมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุด และให้ความพึงพอใจที่สุดของดิฉัน ตั้งแต่ทำงานในด้านนี้มา เพราะยังไม่เคยมีใครได้พบเห็นเป็นพยานการที่ดาวหางถูกแรงบีบจนแตกทลาย แล้วเรียงคิวเข้าถล่มดาวเคราะห์อย่างนี้มาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นับว่าเป็นการได้ดูการทดลองของจริง ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้าง และส่วนประกอบของดาวหาง พลศาสตร์การปะทะ ส่วนประกอบทางเคมีของบรรยากาศดาวพฤหัส แต่ที่สำคัญที่สุดต่อความรับรู้ของมนุษย์ก็คือ การตระหนักในความเป็นไปได้ ว่ายังมีวัตถุในระบบสุริยะของเรา ที่จะหล่นเข้ามาตกใส่ดาวเคราะห์ที่รวมทั้งโลกได้อยู่"
ในภาพ จีน และ แครอลิน ชูเมคเก้อร์ กำลังชมอย่างใจจดใจจ่อ ต่อการถ่ายทอดสดจากกล้องฮับเบิล ที่ได้เห็นการพุ่งเข้าชนดาวพฤหัสของดาวหาง SL9 จากด้านหลังทางใต้ ในมุมที่เห็นได้โดยตรงจากตำแหน่งของยานฮับเบิ้ล ในขณะที่กล้องดูดาวบนโลกของเรา ไม่สามารถมองเห็นด้านหลังของดาวพฤหัสได้

คลิก ที่นี่ เพื่อชมวีดีโอคอมพิวเต้อร์กราฟฟิค เมื่อดาวหางชูเมคเก้อร์-เลวี ๙ เข้าปะทะดาวพฤหัส





หน้าที่ 3 - ชีวิตรักร่วมกัน...ตราบวันสุดท้าย

งานอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของจีน คือการศึกษาหลุมอุกกาบาตตามที่ต่างๆทั่วโลก ซึ่งท่านเป็นผู้แรกที่บุกเบิกศึกษาให้ข้อสรุปทางฟิสิกส์ ถึงที่มาและการปะทะจากวัตถุนอกโลก อันเป็นต้นกำเนิดของหลุมอุกกาบาตเหล่านี้ ทั้งคู่เดินทางไปสำรวจ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันทั่วโลก จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ เมื่อท่านทั้งสองเดินทางไปสำรวจหลุมอุกกาบาตที่เมือง อลิส สปริง ในออสเตรเลีย ก็ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ส่งผลให้จีนสิ้นชีวิตลงทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนแครอลินก็บาดเจ็บหนัก กระดูกหักหลายที่ แต่เจ็บกายยังไม่เท่าหัวใจสลาย ที่คู่ใจคู่กายมาค่อนชีวิต ต้องมาจากไปอย่างกระทันหัน นักดาราศาสตร์ทั่วโลกต่างพากันช้อคกับการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการดาวเคราะห์วิทยา
หลังจากเหตุการณ์นั้น เมื่อแครอลินหายจากบาดเจ็บ ก็กลับไปทำงานวิจัยเช่นเดิม ร่วมกับทีมงานเดิม โดยมี เดวิด เลวี และ เวนดี้ ภรรยาของเขา ยังร่วมทำงานกับเธอ ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้ชาวโลก เสาะหาดาวหางและดาวเคราะห์น้อย สืบสานความฝันของจีนอยู่จนทุกวันนี้

ในปลายปี ค.ศ. ๑๙๙๗ ดร แครอลิน พอร์โก้ อดีตลูกศิษย์ของ จีน ซึ่งในขณะนั้น เป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญในโครงการสำรวจดวงจันทร์ Lunar Prospector ได้ทราบข่าวว่า ทางครอบครัวจะทำการพิธีเผา เธอจึงเกิดความคิดที่จะสร้างอนุสรน์ให้แก่นักดาราศาสตร์คนสำคัญ จึงได้รีบติดต่อกับครอบครัว และทางนาซ่า เพื่อขออนุมัตินำเถ้าของจีนไปทิ้งไว้บนดวงจันทร์ ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติทันที

(ภาพบริเวณที่เถ้าของ ดร ยูจีน ชูเมคเก้อร์ ถูกส่งให้ตกลงยังพื้นผิวของดวงจันทร์แถบขั้วใต้)


ดร พอร์โก้ นำเถ้าของจีน ไปบรรจุในภาชนะขนาดเล็ก ห่อหุ้มด้วยแผ่นฟอยล์ทองเหลือง ที่สลักด้วยเลเซ่อร์ เป็นรูปของดาวหาง เฮล-บ๊อพ ที่เธอเคยศึกษากับจีน สมัยที่เธอยังเป็นนักศึกษาคณะดาวเคราะห์วิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Caltech ที่จีนสอนอยู่ แล้วได้สลักโคลงของเช็คสเปียร์ จากเรื่อง โรเมโอ และ จูเลียต ไว้ว่า


And, when he shall die,
Take him and cut him out in little stars,
And he will make the face of heaven so fine
That all the world will be in love with night,
And pay no worship to the garish sun.

เมื่อยาน Lunar Prospector สำเร็จการปฏิบัติงานลง ก็ส่งภาชนะบรรจุเถ้าของจีน ให้ตกปะทะยังบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ดร.พอร์โก้ เล่าว่า "สองปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตลง จีนเคยบอกดิฉันว่า สิ่งที่นำความผิดหวังที่สุดในชีวิตของท่านก็คือ การที่อดได้เอาค้อนไปทุบหินบนดวงจันทร์ด้วยมือของท่านเอง ดิฉันคิดว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จีนจะได้ไปยังดวงจันทร์ ให้สมเกียรติของนักบุกเบิกความรู้ในด้านระบบสุริยะของเรา"




(ภาพ ศจ. ดร. ยูจีน ชูเมคเก้อร์ ขณะสำรวจหลุมอุกกาบาต Waber กลางทะเลทรายอาหรับ)

ครั้งหนึ่ง เมื่อ จีน ได้ไปสำรวจหลุมอุกกาบาต Waber ในคาบสมุทรอาหรับ ที่ประเทศซาอุดิอะเรเบียนั้น ได้ให้สัมภาษน์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า

"Just decide what you want to do, then do it. You don't need the specialized education if you're willing to do the work yourself. You can study and learn on your own. As you go through life, and you come to various forks in the road, take the one that goes in the direction you want to go. It's possible. We're living, breathing proof of that. The skies are there. Anyone can look up and study the sky. The skies belong to everyone."

"ให้ตัดสินใจเอาว่า คุณต้องการทำอะไร แล้วก็ทำไปตามนั้น คุณไม่ต้องเรียนหนังสือสูงๆเฉพาะด้านมาหรอก ถ้าคุณจะลงแรงด้วยตัวเอง คุณก็ศึกษาหาอ่านค้นคว้าเอาเองได้ หลายๆครั้ง เมื่อคนเรามาถึงทางแยกของชีวิตแล้วต้องตัดสินใจเลือกทางเดิน ก็ให้เลือกเลี้ยวไปทางที่คุณอยากจะไปเถอะ พวกเราสองคนตายายก็เลือกทำไปด้วยใจรักมาแล้ว เราเป็นตัวอย่างเป็นๆที่พิสูจน์มาให้เห็นแล้วว่า การเลือกทางเดินชีวิตเช่นนี้ มันเป็นไปได้

ท้องฟ้ามันอยู่เหนือหัวเราเท่านั้นเอง แค่เงยหน้าขึ้นไป ใครๆก็มองมันได้ทั้งนั้น ท้องฟ้า เป็นของเราทุกๆคน"




อ่านเพิ่มเติม
1. Carolyn Shoemaker: Comet Hunter โดย Jennifer Laing แห่ง Universe Today ประจำวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๐๐๑
2. Comet Shoemaker-Levy Collision with Jupiter โดย สถาบัน Jet Propulsion Laboratory
3. ประวัติ ดร. ยูจีน ชูเมคเก้อร์ โดยแผนกดาราธรณี กรมธรณีวิทยา สหรัฐฯ
4. Lunar Prospector To Take Shoemaker To His Final Resting Spot... And APlace In History โดย Carolyn Niethammer แห่ง Space.com
5. Levy, David, 'Shoemaker by Levy: The Man Who Made an Impact', Copyright © 2000 Princeton University Press.



แสดงความคิดเห็น