วิชาการดอทคอม ptt logo

กรด-เบส

โพสต์เมื่อ: 19:44 วันที่ 16 มี.ค. 2547         ชมแล้ว: 197,795 ตอบแล้ว: 396
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ถ้าเราต้องการทดสอบว่าสารนี้มีสมบัติเป็นกรดหรือเบส แต่ว่าสารนี้ไม่ละลายน้ำ เราจะทดสอบยังไงคะ ขอบคุณค่ะ


edge(203.113.32.6,,)





จำนวน 244 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 281 3 ม.ค. 2550 (22:29)
อันนี้กุ๊กก้อไม่รู้เหมือนกันนะค่ะว่าจะทำยังไงอะ

แต่ในความคิดกรดที่ว่าหกเลอะเสื้อคงจะเป็นกรดอ่อนไม่น่าจะใช่กรดแก่

เพราะถ้าเป็นกรดแก่มันคงจะกัดเสื้อเป็นแน่ๆเลยอะ

อย่างแรกกุ๊กคิดว่าควรล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนะค่ะ

เพราะถ้าทำความสะอาดด้วยเบส (ผงซักฟอก ) มันคงจะไม่ดีเท่าไหร่ถ้ากรดนั้นมันทำปฏิกิริยากะกรดที่หกเลอะเสื้ออะค่ะ



ถ้ามันผิดก้ออย่าว่านะค่ะ

แค่แสดงความคิดเห็นเฉยๆอะ
เด็กวิทย์แสนโง่
ร่วมแบ่งปัน13 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 282 4 ม.ค. 2550 (14:27)
ถ้าอยากรู้ว่าเป็นกรดหรือเบส



ก็เอากรดลาดสิ -------ถ้าเกิดปฎิกิริยา แสดงว่า ไอนั่นเป็นเบส



ก็เอาเบสลาดสิ ----------ถ้าเกิดปฏิกิริยา แสดงว่า ไอนั่นเป็นกรด
กัน (IP:203.113.77.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 284 29 ม.ค. 2550 (11:54)
ถ้าอยากรู้ว่ากรด-เบสมีสมบัติอย่างไร
J (IP:124.157.236.196)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 285 3 ก.พ. 2550 (12:40)
กรดเลอะเสื้อก็ต้องรีบล้างด้วยน้ำเปล่าทันทีค่ะ

เพื่อให้กรดนั้นมีความเจือจางลง

ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอาเบสมาราดนะคะ

อาจเป็นอันตรายหนักกว่าเดิมได้

วิธีที่ดีที่สุด เมื่อเราโดนกรด ก็คือรีบล้างด้วยน้ำเปล่าทันที ถ้าเป็นกรดแก่จะได้เป็นการ dilute

สารให้มีความเข้มข้นน้อยลง และเป็นอันตรายน้อยลงด้วย
victory group (IP:222.123.132.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 287 14 ก.พ. 2550 (20:14)
กรดแก่ - กรดที่แตกตัวได้ 100%

กรดอ่อ่น- กรดที่แตกตัวได้น้อยกว่า 100 % ซึ่งจำไว้เลยว่า ในสมการเคมี ถ้าเป็นกรด ต้องเป็นกรดอ่อนเท่านั้น เพราะแตกตัวได้น้อยกว่า 100% และเป็นปฏิกิริยาผันกลับได้จ้า
แป้ง เด็กวิทย์/PN (IP:61.19.185.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 288 19 ก.พ. 2550 (10:38)
อยากทราบว่ากรดและเบสมีกี่ชนิดและอะไรบ้าง และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไรบ้างค่ะ
นานาจัง (IP:202.44.14.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 289 24 พ.ค. 2550 (17:47)
อยากรู้ว่าเหงื่อของคนเราเป็นกรดหรือเบสค่ะ ช่วยบอกทีค่ะ
เจเจ (IP:125.24.220.70)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 290 24 พ.ค. 2550 (17:50)
ใครรู้ช่วยบอกวันนี้ได้มัยค่ะ เหงื่อเป็นกรดหรือเบสกันแน่ ด่วนเลยค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
เจเจ (IP:125.24.220.70)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 291 10 มิ.ย. 2550 (21:42)
อยากได้เบสจัง เพราะที่โณงเรียนมี วงดนตรี
noei_@hotmail.com 10 มิ.ย.50 (21 :37) (IP:222.123.209.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 292 17 มิ.ย. 2550 (14:33)
เข้ามาเพื่อหาความรู้
แมนkittipongmc430@yahoo.com (IP:124.120.50.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 293 23 มิ.ย. 2550 (08:09)
อยากรู้งับ
เก๋า (IP:222.123.25.93)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 294 23 มิ.ย. 2550 (14:04)
กรด เบสมีสมบัติอย่างไรค่ะ
จิงใจไม่จิงจัง (IP:222.123.83.93)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 295 27 มิ.ย. 2550 (11:44)
เบสที่นำมาใช้ในการทำขนมเค้กมีชื่อเคมีว่าอะไร
sat (IP:203.172.74.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 296 27 มิ.ย. 2550 (17:08)
เออ ผมออากรู้ว่าถ้าร่างกายเราโดนกรดหรือเบสอะอับ เราจะมีวิธีการรักษาเบื้องต้นยังไง ถ้าใครตอบขอให้รวยๆแฟนหล่อๆสวยๆคับ
สาหวัดดีคับ (IP:203.113.32.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 297 27 มิ.ย. 2550 (17:12)
ถ้าเรากินสารเคมีเข้าไปจะมีวิธีรักษาเบื้องต้นอย่างไรคับ
สะวีดัสคับ (IP:203.113.32.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 298 27 มิ.ย. 2550 (17:19)
REPที่295 เบสที่ใช้ทำขนม คือ NaHCO3(Baking soda ผงฟู)โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1249 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 299 27 มิ.ย. 2550 (19:38)
เบสที่กินได้_ กินไม่ได้
เเว้ (IP:124.157.236.220)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 300 28 มิ.ย. 2550 (19:42)
ส่วนผสมของเบสมีอะไรบ้างครับ ช่วยตอบหน่อยน่ะครับ
เอ็ม (IP:203.113.51.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 301 1 ก.ค. 2550 (06:25)
จะใช้เมทิลออเร้นจ์แสดงกลวิทยาศาสตร์ใช้สารอะไรให้มันเปลี่ยนสีได้คะ
Vampires_474@hotmail.com (IP:203.113.51.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 302 1 ก.ค. 2550 (07:07)
เมทิลออเร้นจ์ ช่วงpHที่เปลี่ยนสี ประมาณ (แดง)3.2-4.4(เหลือง) ลองหยดเบสลงไป มันจะกลายเป็นสีเหลือง จากนั้นหยดกรดลงไปใหม่ ก็จะเป็นสีแดง แต่จะมีสีเหลืองปนมาด้วย เพราะเราได้หยดเบสลงไปก่อน เราจะเห็นเป็นสีแดงอมเหลือง แต่แดงเข้มกว่า
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1249 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 303 14 ก.ค. 2550 (11:56)
อยากทราบว่าค่าของกรดไอคลีนิกมีปฏิกริยาเช่นไรครับ
atiwat_toy@hotmil (IP:202.69.139.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 304 14 ก.ค. 2550 (15:23)
อยากได้ข้อสอบปลายภาค 1 ป.6
ครูใหม่ (IP:222.123.37.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 305 15 ก.ค. 2550 (18:49)
กรด

-รสเปรี้ยว

-กรด+เบสได้ น้ำ+เกลือ

-มี pH น้อยกว่า 7

-ทำปฏิกริยากับหินปูนได้ co

-ทำปฏิกริยากับเหล็กได้ H

-เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง



เบส

-มีรสฝาด

-pHมากกว่า7

-ทำปฏิกริยากับแอมโมเนียได้แก๊ซแอมโมเนีย

-ทำปฏิกริยากับเหล็กได้ H

-เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงิน

-ลื่น
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 306 15 ก.ค. 2550 (18:51)
หากโดนกรด ให้นำเบสอ่อนมาล้าง

หากโดนเบสให้นำกรดอ่อนมาล้าง
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 307 15 ก.ค. 2550 (18:52)
เหงื่อเป็นกลาง
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 308 15 ก.ค. 2550 (18:54)
เบสที่ใช้ทำเค้กคือผงฟู
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 309 15 ก.ค. 2550 (19:55)
ลองนำสารที่ไม่แน่ใจว่าเป็นกรดหรือเบสมาทดสอบกับแอมโมเนีย หากเกิดก๊าซแอมโมเนียจะถือว่าเป็นเบส
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 310 15 ก.ค. 2550 (19:59)
กรดที่ใช้นชีวิตประจำวันเช่น กรดแอซีติก กรดไฮโดรคลอริก ( ในกระเพาะ) นำมะนาว นำมะขาม น้ำอีดลม

เบส เช่น ปูนขาว ผงฟู แชมพู สบู่ ยาสีฟัน
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 311 15 ก.ค. 2550 (20:01)
น้ำส้มสายชูเป็นกรดเพราะ มีกรดแอซีติก
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 312 15 ก.ค. 2550 (20:06)
น้ำยาล้างจานเป็น เบส เป็นเบสแก่
arinaangle
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 313 19 ก.ค. 2550 (21:39)
ผงฟูน่ะที่ทำขนทเค้ก
ตอนน่ะ (IP:202.129.29.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 314 24 ก.ค. 2550 (16:36)
ประเภทของกรด กรดสามารถจำแนกตามแหล่งกำเนิดได้ดังนี้



1. กรดอินทรีย์ หมายถึงกรดที่ได้จาก พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เช่น กรดน้ำส้มหรือกรดแอซีติก

กรดมดหรือกรดฟอร์มิก วิตามินซีหรือกรดแอสคอบิก น้ำมะนาวหรือกรดซิตริก เป็นต้น

กรดอินทรีย์ มีสูตร ทั่วไปเป็น R - COOH

2. กรดอนินทรีย์ หมายถึงกรดที่ได้จากแร่ธาตุ เช่น กรดกำมะถันหรือกรดซัลฟิวริก

กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก กรดดินประสิวหรือกรดไนตริก เป็นต้น

กรดอนินทรีย์ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

2.1 กรดไฮโดร เป็นกรดที่ประกอบด้วย ไฮโดรเจน และอโลหะ เช่น HCl HI HBr HF

การอ่านชื่อกรดไฮโดร จะอ่านคำว่าไฮโดรนำหน้า แล้วตามด้วยชื่ออโลหะ เปลี่ยนท้ายเสียงเป็นอิก

เช่น HCl อ่านว่า กรดไฮโดรคลอริก

HBr อ่านว่า กรดไฮโดรโบรมิก

HCN อ่านว่า กรดไฮโดรไซยานิก



กรดในชีวิตประจำวัน

สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สารที่ใช้ในการ

ทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาฟอกขาว บางชนิดใช้สำหรับปรุงแต่งอาหาร

ให้มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้มสายชู ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กรดน้ำส้ม หรือกรดแอซิติก

ซึ่งเป็นกรดที่มาจากพืช ละลายน้ำได้ดี ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ผสมในอาหารเพียงเล็กน้อย

จะไม่เป็นอันตราย น้ำส้มสายชูที่ใช้บริโภคแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ



1. น้ำส้มสายชูหมัก ได้จากการหมักธัญพืช ผลไม้ หรือน้ำตาลกับส่าเหล้า

ให้เป็นแอลกอฮอล์แล้วหมักต่อไปด้วยเชื้อน้ำส้มสายชูจนกลายเป็นกรดน้ำส้ม

น้ำส้มสายชูชนิดนี้มีรสกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม มีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

แต่ราคาค่อนข้างแพง



2. น้ำส้มสายชูกลั่น ได้จากกการนำเอทิลแอลกอฮอล์เจือจางหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูชนิดนี้กลิ่นและรสไม่ดีเท่าน้ำส้มสายชูหมัก แต่วิธีทำง่ายกว่าและใช้ระยะเวลาสั้นกว่า



3. น้ำส้มสายชูเทียม ได้จากการนำกรดน้ำส้มมาทำให้เจือจางโดยผสมกับบน้ำให้มี

ความเข้มข้นร้อยละ 4 - 7 และต้องไม่มีกรดแร่ เช่น กรดซัลฟิวริก ผสมอยู่



น้ำส้มสายชูปลอม ได้จากการนำกรดกำมะถันผสมน้ำให้เจือจาง การรับประทาน

น้ำส้มสายชูปลอมจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารและตับอย่างมากดังนั้นถ้าสงสัยว่าน้ำส้มสายชู

ที่รับประทานเป็นน้ำส้มสายชูปลอมหรือไม่ ควรตรวจสอบโดยวิธีต่อไปนี้

1. นำผักชีแช่ในน้ำส้มสายชู ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้ผักชีจะสดอยู่ได้นานไม่ต่ำกว่า

1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอม ผักชีจะมีจุด ๆ สีน้ำตาลที่ใบ

2. ทดสอบโดยใช้เจนเชียนไวโอเลต ซึ่งเป็นยาป้ายลิ้นเด็กหรือไช้ทาแผลที่เกิดจาก

เชื้อรา นำมาผสมน้ำให้เจือจางประมาณ 100 เท่าแล้วหยดลงในน้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็น

น้ำส้มสายชูแท้ เจนเชียนไวโอเลตจะมีสีม่วงคงเดิม แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมเจนเชียนไวโอเลตจะ

เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน หรือสีน้ำเงินอ่อน

3. ทดสอบโดยใช้สารละลายแบเรียมคลอไรด์ โดยหยดสารละลายแบเรียมคลอไรด์ลงใน

น้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมที่มาจาก

กรดซัลฟิวริกจะเกิดตะกอนสีขาวของแบเรียนซัลเฟต

สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สารที่ใช้ในการ

ทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาฟอกขาว บางชนิดใช้สำหรับปรุงแต่งอาหาร

ให้มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้มสายชู ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กรดน้ำส้ม หรือกรดแอซิติก

ซึ่งเป็นกรดที่มาจากพืช ละลายน้ำได้ดี ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ผสมในอาหารเพียงเล็กน้อย

จะไม่เป็นอันตราย น้ำส้มสายชูที่ใช้บริโภคแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ



1. น้ำส้มสายชูหมัก ได้จากการหมักธัญพืช ผลไม้ หรือน้ำตาลกับส่าเหล้า

ให้เป็นแอลกอฮอล์แล้วหมักต่อไปด้วยเชื้อน้ำส้มสายชูจนกลายเป็นกรดน้ำส้ม

น้ำส้มสายชูชนิดนี้มีรสกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม มีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

แต่ราคาค่อนข้างแพง

2. น้ำส้มสายชูกลั่น ได้จากกการนำเอทิลแอลกอฮอล์เจือจางหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูชนิดนี้กลิ่นและรสไม่ดีเท่าน้ำส้มสายชูหมัก แต่วิธีทำง่ายกว่าและใช้ระยะเวลาสั้นกว่า

3. น้ำส้มสายชูเทียม ได้จากการนำกรดน้ำส้มมาทำให้เจือจางโดยผสมกับบน้ำให้มี

ความเข้มข้นร้อยละ 4 - 7 และต้องไม่มีกรดแร่ เช่น กรดซัลฟิวริก ผสมอยู่

น้ำส้มสายชูปลอม ได้จากการนำกรดกำมะถันผสมน้ำให้เจือจาง การรับประทาน

น้ำส้มสายชูปลอมจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารและตับอย่างมากดังนั้นถ้าสงสัยว่าน้ำส้มสายชู

ที่รับประทานเป็นน้ำส้มสายชูปลอมหรือไม่ ควรตรวจสอบโดยวิธีต่อไปนี้

1. นำผักชีแช่ในน้ำส้มสายชู ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้ผักชีจะสดอยู่ได้นานไม่ต่ำกว่า

1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอม ผักชีจะมีจุด ๆ สีน้ำตาลที่ใบ

2. ทดสอบโดยใช้เจนเชียนไวโอเลต ซึ่งเป็นยาป้ายลิ้นเด็กหรือไช้ทาแผลที่เกิดจาก

เชื้อรา นำมาผสมน้ำให้เจือจางประมาณ 100 เท่าแล้วหยดลงในน้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็น

น้ำส้มสายชูแท้ เจนเชียนไวโอเลตจะมีสีม่วงคงเดิม แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมเจนเชียนไวโอเลตจะ

เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน หรือสีน้ำเงินอ่อน

3. ทดสอบโดยใช้สารละลายแบเรียมคลอไรด์ โดยหยดสารละลายแบเรียมคลอไรด์ลงใน

น้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมที่มาจาก

กรดซัลฟิวริกจะเกิดตะกอนสีขาวของแบเรียนซัลเฟต















สมบัติของกรด

1.มีรสเปรี้ยว

2.มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ

3.ทำปฏิกิริยากับโลหะได้แก๊สไฮโดรเจน

4.ทำปฏิกิริยากับหินปูนทำให้หินปูนกร่อน และเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

5.เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน

6.นำไฟฟ้าได้
คนที่ใจดีก็แล้วกัน (IP:125.25.251.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 316 26 ก.ค. 2550 (07:40)
ไม้มะขามมีค่าphท่าไร
น้ำ (IP:125.26.14.152)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 317 26 ก.ค. 2550 (10:56)
สารอิเลกโทรไลต์เนี่ย เปนเกลือได้ด้วยช่ายมะคะ อยากรู้ว่า เราจารู้ได้งัยว่าเกลือตัวไหนละลายน้ำได้ดีอะค่ะ
fonny_54@hotmail.com (IP:61.19.69.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 318 29 ก.ค. 2550 (20:13)
ได้ค่ะ ถ้าอยากทราบว่าเกลือชนิดไหนละลายน้ำได้ดีก็ที่เราท่องเอาไว้ หลักในการละลาย6ข้อ

หรือทดสอบก็ได้ค่ะ ถ้ามันละลายน้อยกว่า1กรัมในน้ำ1ลิตร ถือว่า ไม่ละลายน้ำค่ะ หรือดูที่ค่าKsp(ค่าคงที่ ความสามารถในการละลายก็ได้ค่ะ)
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1249 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 319 1 ส.ค. 2550 (17:56)
นอกจากการตรวจสอบกรดเบสจากกระดาษลิตมัส แล้วยังมีวิธีอื่นอีกเปล่าคะ
fernza_55@hotmail.com (IP:210.86.206.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 320 1 ส.ค. 2550 (18:00)
มีหลายวิธีค่ะ อย่างเช่น.......

ใช้pHมิเตอร์วัด

หรือลองเอากรดเข้าไปทำปฏิกิริยา ถ้าเกิดปฏิกิริยา มันคือเบส

ลองเอาเบสเข้าไปทำปฏิกิริยา ถ้าเกิดปฏิกิริยามันคือ กรด
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1249 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 321 22 ส.ค. 2550 (09:29)
สารที่ใช้ทำสบู่มีอะไรบ้าง น้ำฝนมีค่าpHมากกว่าหรือน้อยกว่า7เพราะอะไร ยาลดกรดมีส่วนผสมของสารใดเพราะอะไรช่วยบอกด่วน
mokamoka_koing@hotmail.com (IP:203.172.244.196)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 322 22 ส.ค. 2550 (12:28)
(ออนที่โรงเรียนค๊ะ)

สารที่ใช้ทำสบู่ คือ พวกไขมัน เบส(โซเดียมไฮดรอกไซด์)ก็ได้

น้ำฝนมีค่าpH<7 เพราะในชั้นบรรยากาศมีพวกก๊าซพิษที่ส่วนใหญ่จะเป็นออกไซด์ของอโลหะ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นต้น(ดูสมการข้างล่าง)ซึ่งทำปฏิกิริยากับน้ำฝนจะเกิดเป็นกรดขึ้น ดังนั้นค่าpH<7

SO2 + H2O ----> H2SO4

NO2+ H2O ----> HNO3

ยาลดกรด ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของMg(OH)2 เพราะ เป็นเบสที่ทานได้ ไม่ค่อยอันตราย ชื่อก็บอกแล้วยาลดกรด แสดงว่าตัวยาต้องมีสมบัติเป็นเบส เพื่อที่จะไปลดกรด
Colodinate Colvalent (IP:202.44.37.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 323 22 ส.ค. 2550 (18:45)
ดีๆๆ
step_o_n_e@hotmail.com (IP:222.123.94.131)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 324 1 ก.ย. 2550 (09:13)
เบสทำปฏิกิริยากับอลูมิเนียมแล้วเป็นก๊าซ อะไรคะ
............... (IP:203.152.39.109)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 325 1 ก.ย. 2550 (21:38)
กรด&เบส

กรด แบ่งได้ 2 ประเภทคือ กรดอินทรีย์ กรดอนินทรีย์

เบส แบ่งได้ 2 ประเภทคือ เบสอินทรีย์ เบสอนินทรีย์



กระดาษลิตมัส เป็นสารชนิดหนึ่งที่ใช้บ่งความเป็นกรดและความเป็น

เบสของสาร หรือเรียกกระดาษชนิดนี้ว่า อินดิเคเตอร์

สารต่าง ๆ เมื่อทดสอบกับกระดาษลิตมัส จะมีสมบัติดังนี้

1.สารที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดงแสดงว่าสารมีสมบัติ

เป็นกรด

2.สารที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงินแสดงว่าสารมีสมบัติ

เป็นเบส

3.สารที่ไม่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสทั้งสอง แสดงว่า สารมีสมบัติเป็นกลาง

อินดิเคเตอร์ คือ สารที่ใช้ทดสอบกรด-เบสของสารละลาย อินดิเคเตอร์ทั่วไปมีสมบัติเป็นกรดอ่อน เป็นสารที่เปลี่ยนสีได้เมื่อ pH ของสารละลายเปลี่ยนไป *โดยทั่วไปจะใช้ HIn แทนสูตรทั่วไปของอินดิเคเตอร์ สมการการแตกตัวของอินดิเคเตอร์



เมื่อยล้าเด๋วจาช่วยหามาใหม่น้า - - ขอพักก่อน
ไม่ระบุอ่า (IP:58.8.10.185)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 326 8 ก.ย. 2550 (13:44)
ขอข้อมูลค่าความเป็นกรดในยาหน่อยค่ะ

ขอบคุณค่ะ
นุช (IP:203.118.84.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 327 9 ก.ย. 2550 (15:38)
กรด-เบส



สารละลายอิเล็กโทรไลต์



อิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) หมายถึง สารที่เมื่อละลายในน้ำจะนำไฟฟ้าได้ เนื่องจากมีไอออนซึ่งอาจจะเป็นไอออนบวก หรือไอออนลบเคลื่อนที่อยู่ในสารละลาย สารละลายอิเล็กโทรไลต์นี้อาจเป็นสารละลายกรด เบส หรือเกลือก็ได้ ตัวอย่างเช่น สารละลายกรดเกลือ (HCl) สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) และสารละลายของเกลือ KNO3 เป็นต้น โดยในสารละลายดังกล่าวประกอบด้วยไอออน H+ , Cl- ,OH- , K+ และ NO3- ตามลำดับ

นอนอิเล็กโทรไลต์ (Non-electrolyte) หมายถึง สารที่ไม่สามารถนำไฟฟ้าได้เมื่อละลายน้ำ ทั้งนี้ เนื่องจาก สารพวกนอนอิเล็กโทรไลต์ จะไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออนได้ เช่น น้ำบริสุทธิ์ น้ำตาล แอลกอฮอล์ เป็นต้น

ความแตกต่างของสารอิเล็กโทรไลต์และนอน-อิเล็กโทรไลต์ พิจารณาจากสาร 2 ชนิดที่มีสูตร AB กับ CD เมื่อละลายน้ำจะรวมกันน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้



ภาพที่ 1 การเป็นอิเล็กโทรไลต์และนอนอิเล็กโทรไลต์ของสาร



จากภาพ AB เป็นสารนอนอิเล็กโทรไลต์ เพราะ AB ไม่ละลายน้ำและไม่แตกตัวเป็นไอออน

CD เป็นสารอิเล็กโทรไลต์ เพราะ CD จะแตกตัวได้ C+ และ D- ไอออนซึ่งถูกล้อมรอบด้วยโมเลกุลของน้ำ



ภาพที่ 2 การแตกตัวของกรดแอซิติกในน้ำ เป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์

อิเล็กโทรไลต์แก่และอิเล็กโทรไลต์อ่อน

สารละลายอิเล็กโทรไลต์ต่างๆ นำไฟฟ้าได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากการแตกตัวเป็นไอออนของอิเล็กโทรไลต์ไม่เท่ากัน อิเล็กโทรไลต์ที่แตกตัวเป็นไอออนได้มากกว่า ก็จะนำไฟฟ้าได้ดีกว่าอิเล็กโทรไลต์ที่แตกตัวเป็นไอออนได้น้อยกว่า อิเล็กโทรไลต์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. อิเล็กโทรไลต์แก่ (strong electrolyte) หมายถึง สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้มาก อาจจะแตกตัวได้ 100% และนำไฟฟ้าได้ดีมาก เช่น กรดแก่ และเบสแก่ และเกลือส่วนใหญ่จะแตกตัวได้ 100% เป็นต้น

2. อิเล็กโทรไลต์อ่อน (weak electrolyte) หมายถึง สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวได้บางส่วน นำไฟฟ้าได้น้อย



ตารางที่ 1 ตัวอย่างของอิเล็กโทรไลต์แก่ และอิเล็กโทรไลต์อ่อนบางชนิด

อิเล็กโทรไลต์แก่

(นำไฟฟ้าได้ดี) อิเล็กโทรไลต์อ่อน

(นำไฟฟ้าได้ไม่ดี)

เกลือที่ละลายน้ำทั้งหมด

H2SO4

HNO3

HCl

HBr

HClO4

NaOH

KOH

Ca(OH)2

Ba(OH)2 CH3COOH

H2CO3

HNO2

H2SO3

H2S

H2C2O4

H3BO3

HClO

NH4OH

HF



การทดสอบว่าสารละลายเป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์ หรือไม่ก็ต้องดูการนำไฟฟ้าของสารละลาย เราอาจทดสอบโดยใช้เครื่องมือง่ายๆ ดังนี้

1.1 การทดสอบการนำไฟฟ้าของสารละลาย



สารละลายที่นำไฟฟ้า ได้แก่ สารละลายของกรด เบส และเกลือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วยขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ว ต่อเข้ากับแหล่งให้พลังงานไฟฟ้า (ให้ศักย์ไฟฟ้า) หลอดไฟ และสวิตซ์ให้ครบวงจรดังภาพ



ภาพที่ 3 อุปกรณ์การวัดการนำไฟฟ้าของสารละลายอิเล็กโทรไลต์





วิธีทดสอบ

เมื่อกดสวิตซ์ลงเพื่อให้ครบวงจร ถ้าสารละลายในภาชนะเป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์ หลอดไฟจะสว่างขึ้น แสดงว่าสารละลายนั้นนำไฟฟ้าได้

ตัวอย่างผลการทดลองการทดสอบการนำไฟฟ้า

สารที่ใช้ทดสอบ ผลการทดสอบ

น้ำบริสุทธิ์

น้ำที่มีน้ำตาลละลายอยู่

ยูเรีย (CO(NH2)2

สารละลายเกลือ NaCl

สารละลายเกลือ K2SO4

สารละลายกรด HCl

สารละลายกรดแอซิติก (CH3COOH)

สารละลายเบส NaOH

สารละลายเบส NH4OH ไม่นำไฟฟ้า (หลอดไฟไม่สว่าง)

ไม่นำไฟฟ้า (หลอดไฟไม่สว่าง)

ไม่นำไฟฟ้า (หลอดไฟไม่สว่าง)

นำไฟฟ้า (หลอดไฟสว่าง)

นำไฟฟ้า (หลอดไฟสว่าง)

นำไฟฟ้า (หลอดไฟสว่าง)

นำไฟฟ้าน้อย (หลอดไฟสว่างน้อย)

นำไฟฟ้า (หลอดไฟสว่าง)

นำไฟฟ้า (หลอดไฟสว่าง)

ผลที่ได้อธิบายได้ว่า สารละลายที่ไม่มีไอออนอยู่ เช่น น้ำ หรือน้ำตาลทราบที่ละลายอยู่ในน้ำมัน จะมีพันธะแบบโคเวเลนต์ ไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออนได้ จึงไม่นำไฟฟ้า แต่ NaCl HCl เมื่ออยู่ในน้ำจะแตกตัวเป็น Na+ , Cl- หรือ H+ , Cl- ซึ่งเป็นไอออนที่เคลื่อนที่ในสารละลายทำให้เกิดการนำไฟฟ้าขึ้นได้

1.2 การทดสอบสมบัติอื่นๆ ของสารละลาย

1. การทดสอบความเป็นกรด-เบส จากการเปลี่ยนสีของกระดาษลิตมัส

• ถ้าสารละลายเป็นกรด จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง

• ถ้าสารละลายเป็นเบส จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงิน

• ถ้าสารละลายเป็นเกลือ จะเปลี่ยนหรือ ไม่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสก็ได้

นอกจากการใช้กระดาษลิตมัส อาจจะใช้อินดิเคเตอร์อื่นๆ เช่น เมทิลเรด ฟีนอล์ฟทาลีน ก็ได้

2. การทดสอบปฏิกิริยาของกรดและปฏิกิริยาของเบส

ปฏิกิริยาของกรด

ก. ทำปฏิกิริยากับโลหะ จะได้ก๊าซไฮโดรเจน เช่น

HCl(aq) + Ca (s) &#61614; CaCl2 (aq) + H2 (g)

H2SO4 (aq) + Mg (g) &#61614; MgSO4 (aq) + H2 (g)

ข. ทำปฏิกิริยากับโลหะออกไซด์ ได้เกลือกับน้ำ

2HCl (aq) + Na2O (s) &#61614; 2NaCl (aq) + H2O (l)

H2SO4 (aq) + MgO (g) &#61614; MgSO4 (aq) + H2O (l)







ค. ทำปฏิกิริยากับคาร์บอเนตได้ก๊าซ CO2 น้ำ และเกลือ

2HCl (aq) + NaCO3 (aq) &#61614; 2NaCl + H2O + CO2

HCl (aq) + NaHCO3 (aq) &#61614; NaCl + H2O + CO2

ง. ทำปฏิกิริยากับเบสได้เกลือกับน้ำ

2HCl (aq) + NaOH (aq) &#61614; NaCl (aq) + H2O (l)

CH3COOH (aq) + NaOH (aq) &#61614; CH3COONa (aq) + H2O (l)

ปฏิกิริยาของเบส

ก. ทำปฏิกิริยากับโลหะบางชนิด ให้ก๊าซไฮโดรเจน

2NaOH (aq) + Zn (s) &#61614; Na2ZnO2 (aq) + H2 (g)

6KOH (aq) + 2Al (s) &#61614; 2K3AlO3 (aq) + 3H2 (g)

ข. ทำปฏิกิริยากับเกลือ ได้เป็นเกลือไฮดรอกไซด์ของโลหะที่ไม่ละลายน้ำ

2NaOH (aq) + MnCl2 (aq) &#61614; Mn(OH)2 (s) + 2NaCl (aq)

2KOH (aq) + CuSO4 (aq) &#61614; Cu(OH)2 (s) + K2SO4 (aq)

ค. ทำปฏิกิริยากับเกลือแอมโมเนียม เช่น NH4Cl ได้ก๊าซ NH3 (g)

NaOH (aq) + NH4Cl (aq) &#61614; NaCl (aq) + H2O (l) + NH3 (g)

KOH (aq) + NH4Cl (aq) &#61614; KCl (aq) + H2O (l) + NH3 (g)

ง. ทำปฏิกิริยากับกรดได้เกลือกับน้ำ



2 สารละลายกรดและสารละลายเบส



จากการศึกษาสมบัติของสารละลาย พบว่า สารละลายกรดและสารละลายเบส เป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์ นำไฟฟ้าได้ เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัส ทำปฏิกิริยากับโลหะและเกลือ กรดและเบสสามารถแตกตัวเป็นไอออน เมื่อเป็นสารละลาย เราจะศึกษาต่อไปถึงไอออนในสารละลายกรดและเบส ซึ่งทำให้สารละลายแสดงสมบัติเฉพาะตัวดังกล่าว

2.1 ไอออนในสารละลายกรด

ในสารละลายกรดทุกชนิด จะมีไอออนที่เหมือนกันอยู่ส่วนหนึ่งคือ H+ หรือ เมื่อรวมกับน้ำได้เป็น H3O+ (ไฮโดรเนียมไอออน) ทำให้กรดมีสมบัติเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น สารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ซึ่งเกิดจากกรด HCl ละลายในน้ำ โมเลกุลของ HCl และ น้ำต่างก็เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้ว ทำให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างขั้วของ HCl และน้ำ โดยที่โปรตอน (H) ของ HCl ถูกดึงดูดโดยโมเลกุลของน้ำเกิดเป็นไฮโดรเนียมไอออน (H+ + H2O &#61614; H3O+) ในบางครั้งเขียนแทน H3O+ ด้วย H+ โดยเป็นที่เข้าใจว่า H+ นั้นจะอยู่รวมกับโมเลกุลของน้ำในรูป H3O+ เสมอ





HCl (g) + H2O (l) &#61614; H3O+ (aq) + Cl- (aq)



ภาพที่ 4 ไฮโดรเนียมไอออน

ไฮโดรเนียมไอออนในน้ำไม่ได้อยู่เป็นไอออนเดียว แต่จะมีน้ำหลายโมเลกุลมาล้อมรอบอยู่ด้วย เช่น อาจอยู่ในรูปของ H5O2+, H7O3+ , H9O4+ เป็นต้น



ภาพที่ 5 ไฮโดรเนียมไอออนที่อยู่ในรูป H9O4+ ไอออน

ตัวอย่าง สมการแสดงการแตกตัวเป็นไอออนของกรดในน้ำ

HNO3 (l) + H2O (l) &#61614; H3O+ (aq) + NO3- (aq)

H2SO4 (l) + H2O (l) &#61614; H3O+ (aq) + SO42- (aq)

CH3COOH (l) + H2O (l) &#61614; H3O+ (aq) + CH3COO- (aq)

HClO4 (l) + H2O (l) &#61614; H3O+ (aq) + ClO4- (aq)

2.2 ไอออนในสารละลายเบส

ในสารละลายเบสทุกชนิดจะมีไอออนที่เหมือนกันอยู่คือ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) ซึ่งทำให้เบสมีสมบัติเหมือนกัน และมีสมบัติต่างไปจากกรด ตัวอย่างเช่น เมื่อ NaOH ละลายน้ำจะแตกตัวได้ OH- ดังนี้

NaOH (s) Na+ (aq) + OH- (aq)



หรือตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่



KOH (s) K+ (aq) + OH- (aq)

NH3 (g) + H2O (l) &#61614; NH4+ (aq) + OH- (aq)



สรุปสมบัติทั่วๆ ไปของสารละลายกรด

1. มีรสเปรี้ยว

2. มีสมบัติในการกัดได้

3. เปลี่ยนสีอินดิเคเตอร์ เช่น กระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง

4. นำไฟฟ้าได้

5. ทำปฏิกิริยากับแมกนีเซียม หรือโลหะบางชนิดได้ก๊าซ H2

Mg (s) + HCl (aq) &#61614; MgCl2 (aq) + H2 (g)



6. ทำปฏิกิริยากับเบส ได้เกลือกับน้ำ เรียกว่า ปฏิกิริยาสะเทิน (Neutralization reaction) เช่น

NaOH + HCl &#61614; NaCl + H2O



7. ทำปฏิกิริยากับเกลือคาร์บอเนต (CO32-) หรือเกลือไฮโดรเจนคาร์บอเนต (HCO3-) จะได้ เกลือ + น้ำ + ก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ เช่น

CaCO3 + 2HCl &#61614; CaCl2 + H2O + CO2

2NaHCO3 + H2SO4 &#61614; Na2SO4 + 2H2O + 2CO2



8. ทำปฏิกิริยากับโลหะซัลไฟด์จะได้เกลือและก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) เช่น

FeS + 2HCl &#61614; FeCl2 + H2S

BaS + H2SO4 &#61614; BaSO4 (s) &#61614; H2S

สรุปสมบัติทั่วๆ ไปของสารละลายเบส

1. มีรสฝาด

2. ถูกมือลื่นคล้ายสบู่

3. นำไฟฟ้าได้

4. ผสมกับไขมันได้สบู่

5. เปลี่ยนสีอินดิเคเตอร์ เช่น กระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน ฟินอล์ฟทาลีนจากไม่มีสีเป็นสีแดง เป็นต้น

2.3. ประโยชน์ของสารละลายกรดและเบสในชีวิตประจำวัน

สารละลายกรดและเบสมีบทบาทที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งมีอยู่ในธรรมชาติและที่สังเคราะห์ขึ้นใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ในด้านอาหาร อุตสาหกรรม การแพทย์ ตัวอย่างเช่น น้ำส้มสายชู น้ำส้ม น้ำมะนาว เหล่านี้ล้วนเป็นสารละลายกรด น้ำส้มสายชู ประกอบด้วยกรดแอซิติก น้ำส้มและน้ำมะนาวประกอบด้วยกรดซิตริก นอกจากนั้น ก็มีกรดคาร์บอนิกในน้ำโซดา กรดซัลฟิวริกในสารละลายที่อยู่ในแบตเตอรี่ สารละลายเบสที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันได้แก่ โซดาทำขนม (Na2CO3) เมื่อละลายในน้ำจะเป็นเบสมิลด์ออฟแมกนีเซียมหรือ Mg(OH)2 ใช้เป็นยารักษาโรคในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ตารางที่ 2 สรุปประโยชน์ของสารละลายกรดและเบสบางชนิด

กรดหรือเบส ประโยชน์

กรดไฮโดรคลอริก (HCl) 1.ใช้ในอุตสาหกรรมเตรียมสารเคมีต่างๆ

2.ใช้ในการผลิตผงชูรส

3.ใช้ในการถลุงโลหะ

4.ใช้ในห้องปฏิบัติการและในทางการแพทย์

5.ใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำยาล้างเครื่องสุขภัณฑ์

6.มีในกระเพาะอาหารสำหรับใช้ในการย่อยโปรตีน

กรดซัลฟิวริก (H2SO4) ใช้เป็นสารเริ่มต้นที่สำคัญอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมเคมี เช่น การผลิตปุ๋ย เส้นใยสังเคราะห์ ทำแบตเตอรี่

กรดไนตริก (HNO3) 1.ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมีและสารเคมี

2.ใช้ในการทดสอบอัลบูมินในปัสสาวะ (อัลบูมินเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง กรดไนตริกจะทำให้โปรตีนแข็งตัวและตกตะกอนได้สารสีเหลือง)

กรดคาร์บอนิก (H2CO3) เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของน้ำอัดลมที่เกิดจากการละลายของก๊าซ CO2 ในน้ำ

กรดไฮโปคลอรัส (HClO) ใช้เป็นสารฆ่าเชื้อโรคในห้องน้ำ

กรดโบริก (H3BO3) ใช้เป็นสารฆ่าเชื้อโรคและใช้เป็นน้ำยาล้างตา

กรดแอซีทิลซาลิซิลิก (C9H8O4) ใช้ทำยาแอสไพริน

กรดแอสคอร์บิก หรือวิตามินซี (C6H8o6) พบในผลไม้ประเภทส้ม ใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน

กรดออกซาลิก (H2C2O4) ใช้กำจัดรอยเปื้อนสนิม

แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) 1.ใช้แก้ดินเปรี้ยว

2.สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ใช้ลดกรดในกระเพราะอาหาร

มิลค์ออฟแมกนีเซียม (Mg(OH)2) 1.ใช้เป็นยาลดกรดในกระเพาะ

2.แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ผสมน้ำในลักษณะสารแขวนลอย ใช้เป็นยาขับถ่าย

แอมโมเนีย (NH3) 1.ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาล้างกระจกและในน้ำยาปรับผ้านุ่ม

2.สารละลายแอมโมเนีย-แอมโมเนียมคาร์บอเนต ใช้ดมแก้ลม

โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 1.ใช้ในการทำสบู่

2.ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตผงชูรส

3.ใช้กำจัดไขมันหรือสารอินทรีย์ จึงนิยมใช้ล้างท่อระบายน้ำที่อุดตัน



ตัวอย่างที่ 1 จงเขียนสมการแสดงการแตกตัวของสารต่อไปนี้ เมื่อละลายน้ำ

HF, HNO2 , CH3COOH , HClO4 , Ba(OH)2 , NH4+ , NH3

วิธีทำ

HF (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + F- (aq)

HNO2 (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + NO2- (aq)

CH3COOH (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + CH3COO- (aq)

HClO4 (l) + H2O (l) &#61614; H3O+ (aq) + ClO4- (aq)

Ba(OH)2 (s) + H2O (l) &#61614; Ba2+ (aq) + 2OH- (aq)

NH4+ (aq) + H2O NH3 (aq) + H3O+ (aq)

NH3 (g) + H2O (l) NH4+ (aq) + OH- (aq)



&#61614; หมายถึง เกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า ไม่เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ

หมายถึง เกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าและปฏิกิริยาย้อนกลับ



ตัวอย่างที่ 2 เพราะเหตุใดสารละลายที่เกิดจากแคลเซียมไฮดรอกไซด์ Ca(OH)2 ละลายน้ำจึงเป็นเบส แต่สารละลายเอทานอล C2H5OH จึงไม่เป็นเบส

วิธีทำ จะต้องพิจารณาดังนี้

1. โครงสร้างของพันธะเคมีของ ca(OH)2 และ C2H5OH เป็นดังนี้





2. จากข้อ 1. ดังนั้น Ca(OH)2 ละลายน้ำจะเกิดการแตกตัวดังนี้



Ca(OH)2(s) Ca2+ (aq) + 2OH- (aq)



ซึ่ง OH-(aq) ที่ได้จะแสดงสมบัติเป็นเบส

ส่วนเอทานอล เมื่อละลายน้ำจะไม่แตกตัวให้ OH- (aq) เนื่องจากเป็นพันธะโคเวเลนต์ ดังนั้นจึงไม่มีส่วนใดที่จะแสดงสมบัติเป็นเบส







ตัวอย่างที่ 3 สารละลายต่อไปนี้ถ้านำมาทดสอบกับกระดาษลิตมัส จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง น้ำปูนใส น้ำโซดา และน้ำขึ้เถ้า

วิธีทำ

น้ำปูนใส คือสารละลาย Ca(OH)2 เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงิน

Ca(OH)2(s) Ca2+ (aq) + 2OH- (aq)

น้ำโซดา คือสารละลายกรด H2CO3 เกิดจากการรวมตัวของ CO2 กับน้ำ เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง



CO2 (g) + H2O H2CO3 (aq) H3O+ (aq) + HCO3- (aq)



น้ำขี้เถ้า คือ สารละลาย KOH เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงิน

KOH (s) K+ (aq) + OH- (aq)





3. ทฤษฎี กรด-เบส



ในการที่จะให้นิยามของกรด-เบส และในการจำแนกสารต่างๆ ว่าเป็นกรดหรือเบสนั้น ได้มีนักวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาและตั้งทฤษฎีกรด-เบส ขึ้นหลายทฤษฎีด้วยกัน ทฤษฎีกรด-เบสที่สำคัญมีดังนี้



3.1 ทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนียส

อาร์เรเนียส เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน ได้ตั้งทฤษฎีกรด-เบส ในปี ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) อาร์เรเนียสศึกษาสารที่ละลายน้ำ (Aqueous solution) และการนำไฟฟ้าของสารละลายนั้น เขาพบว่าสารอิเล็กโทรไลต์จะแตกตัวเป็นไอออน เมื่อละลายอยู่ในน้ำ และให้นิยามกรดไว้ว่า

“กรด คือ สารที่เมื่อละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน” เช่น

HCl (g) H+ (aq) + Cl- (aq)

HClO4(l) H+ (aq) + ClO4- (aq)

CH3COOH (l) H+ (aq) + CH3COO- (aq)

H2SO4 (l) H+ (aq) + SO42- (aq)

H2CO3 (l) H+ (aq) + HCO3- (aq)



“เบสคือ สารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ไอออน” เช่น

NaOH (s) Na+ (aq) + OH- (aq)

Ca(OH)2 (s) Ca2+ (aq) + 2OH- (aq)

KOH (s) K+ (aq) + OH- (aq)

NH4OH (l) NH4+ (aq) + OH- (aq)

ข้อจำกัดของทฤษฎีกรด-เบส อาร์เรเนียส

• ทฤษฎีกรด-เบส อาร์เรเนียส จะเน้นเฉพาะการแตกตัวในน้ำ ให้เป็น H+ และ OH- ไม่รวมถึงตัวทำละลายอื่นๆ ทำให้อธิบายความเป็นกรด-เบสได้จำกัด

• สารที่จะเป็นกรดได้ต้องมี H+ อยู่ในโมเลกุล และสารที่จะเป็นเบสได้ก็ต้องมี OH- อยู่ในโมเลกุล

3.2. ทฤษฎีกรด-เบส ของเบรินสเตต-เลารี

โจฮันส์ นิโคลัส เบรินสเตต นักเคมีชาวเดนมาร์ก และ โทมัส มาร์ติน ลาวรี นักเคมีชาวอังกฤษ ได้ศึกษาการให้และรับโปรตอนของสาร เพื่อใช้ในการอธิบายและจำแนกกรด-เบสได้กว้างขึ้น และได้ตั้งทฤษฎีกรด-เบสขึ้นในปี ค.ศ.1923 (พ.ศ.2466)

กรด คือ สารที่สามารถให้โปรตอนกับสารอื่นๆ ได้ (Proton donor)

เบส คือ สารที่สามารถรับโปรตอนจากสารอื่นได้ (Proton acceptor)

พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

1.



HCl เป็นสารที่ให้โปรตอน (H+) ดังนั้น HCl จึงเป็นกรด

H2O เป็นสารที่รับโปรตอน (H+) ดังนั้น H2O จึงเป็นเบส

2.



NH4+ เป็นสารที่ให้โปรตอน (H+) ดังนั้น NH4+ จึงเป็นกรด

H2O เป็นสารที่รับโปรตอน (H+) ดังนั้น H2O จึงเป็นเบส



3.



H2O เป็นสารที่ให้โปรตอน (H+) ดังนั้น H2O จึงเป็นกรด

NH3 เป็นสารที่รับโปรตอน (H+) ดังนั้น NH3 จึงเป็นเบส

จากปฏิกิริยาทั้ง 3 ปฏิกิริยา จะมีสารที่ให้และรับโปรตอนในแต่ละปฏิกิริยา และมี H3O+ และ OH- เกิดขึ้น แต่บางปฏิกิริยาอาจจะไม่มีสารทั้งสองชนิดนี้เลย ทฤษฎีนี้ก็ยังคงอธิบายได้ เช่น

4.



NH4+ เป็นกรด

NH2- เป็นเบส

ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

5.



6.





7.



8.





ข้อจำกัดของทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตต-ลาวรี

ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตต-ลาวรี ใช้อธิบายสมบัติของกรด-เบส ได้กว้างกว่าทฤษฎีของอาร์เรเนียส แต่ยังมีข้อจำกัดคือ สารที่จะทำหน้าที่เป็นกรดจะต้องมีโปรตอนอยู่ในสารนั้น

สารที่เป็นได้ทั้งกรดและเบส (Amphoteric)

สารบางตัวทำหน้าที่เป็นทั้งกรด เมื่อทำปฏิกิริยากับสารตัวหนึ่ง และทำหน้าที่เป็นเบส เมื่อทำปฏิกิริยากับอีกสารหนึ่ง นั่นคือเป็นได้ทั้งกรดและเบส สารที่มีลักษณะนี้เรียกว่า สารเอมโพเทอริก(Amphoteric) เช่น H2O , HCO3- เป็นต้น

กรณีของ H2O





ในกรณีนี้ H2O เป็นกรดเมื่อทำปฏิกิริยากับ NH3 และเป็นเบสเมื่อทำปฏิกิริยากับ NH4+

กรณีของ HCO3-





ในกรณีนี้ HCO3- เป็นเบสเมื่อทำปฏิกิริยากับ HCl และเป็นกรดเมื่อทำปฏิกิริยากับ OH-

ดังนั้นอาจจะสรุปได้ว่า สารที่เป็นเอมโฟเทอริก ถ้าทำปฏิกิริยากับสารที่ให้โปรตอนได้ดีกว่า ตัวมันเองจะรับโปรตอน (ทำหน้าที่เป็นเบส) แต่ถ้าไปทำปฏิกิริยากับสารที่ให้โปรตอนได้ไม่ดี ตัวมันเองจะเป็นตัวให้โปรตอนกับสารนั้น (ทำหน้าเป็นกรด)

3.3 ทฤษฎีกรด-เบสของลิวอีส

ในปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ลิวอีสไดเสนอนิยามของกรดและเบสดังนี้

กรด คือ สารที่สามารถรับอิเล็กตรอนคู่ จากเบส แล้วเกิดพันธะโคเวเลนต์

เบส คือ สารที่สามารถให้อิเล็กตรอนคู่ในการเกิดพันธะโคเวเลนต์

ปฏิกิริยาระหว่างกรด-เบส ตามทฤษฎีนี้ อธิบายในเทอมที่มีการใช้อิเล็กตรอนคู่ร่วมกัน กรดรับอิเล็กตรอนเรียกว่าเป็น Electrophile และเบสให้อิเล็กตรอนเรียกว่าเป็น Nucleophile และตามทฤษฎีนี้สารที่เป็นเบสต้องมีอิเล็กตรอนคู่อิสระ เช่น







ในกรณีนี้ NH3 เป็นเบส มีอิเล็กตรอนคู่ 1 คู่ จะให้อิเล็กตรอนคู่กับกรดในการเกิดพันธะโคเวเลนต์ และ BF3 รับอิเล็กตรอนจาก NH3 BF3 จึงเป็นกรด

ทฤษฎีของลิวอิสนี้มีข้อดีคือ สามารถจำแนกกรด-เบส ที่ไม่มีทั้ง H หรือ OH- ในสารนั้น และแม้ว่าสารนั้นไม่ได้อยู่ในรูปสารละลาย แต่อยู่ในสถานะก๊าซก็สามารถใช้ทฤษฎีลิวอิสอธิบายความเป็นกรดเบสได้

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น









ตัวอย่างที่ 4 ปฏิกิริยาต่อไปนี้ สารตั้งต้นใดทำหน้าที่เป็นกรด สารใดทำหน้าที่เป็นเบสตามทฤษฎีของอาร์เรเนียส

ก. HSO4- (aq) + H2O (l) SO42- + H3O+



ข. LiOH (s) Li2+ + OH-

ค. H2O + H2O H3O+ + OH-

วิธีทำ

ก. HSO4- (aq) + H2O (l) SO42- + H3O+

HSO4- ให้ H+ ในน้ำ HSO4- ทำหน้าที่เป็นกรด

ข. LiOH (s) เป็นเบสเพราะ แตกตัวให้ OH- ในน้ำ

ค. H2O เป็นทั้งกรดและเบส โมเลกุลหนึ่งให้ H3O+ (เป็นกรด) อีกโมเลกุลหนึ่งแตกตัวให้ OH- (เป็นเบส)

ตัวอย่างที่ 5 ในปฏิกิริยาต่อไปนี้ HCO3- ไอออนทำหน้าที่เป็นกรดในปฏิกิริยาใด

ก. HCO3- (aq) + H2O (l) H2CO3 (aq) + OH- (aq)

ข. HCO3- (aq) + OH- (aq) H2O (l) + CO32- (aq)

ค. HCO3- (aq) + HSO4- (aq) H2CO3 (aq) + SO42- (aq)

ง. HCO3- (aq) + CH3COOH (aq) H2O (l) + CO2 (g) + CH3COO- (aq)

วิธีทำ

ก. HCO3- (aq) ไม่ใช่กรด แต่เป็นเบสเพราะรับ H+

ข. HCO3- (aq) เป็นกรด เพราะให้ H+ กับ OH-

ค. HCO3- (aq) เป็นเบส เพราะรับ H+

ง. HCO3- (aq) เป็นเบส เพราะรับ H+ จาก CH3COOH (aq) ได้ H2O (l) + CO2 (g)

ตัวอย่างที่ 6 สารต่อไปนี้ ข้อใดทำหน้าที่ได้ทั้งกรดและเบส

ก. HC2O42-

ข. CO32-

ค. CN-

ง. HSO4-

เฉลย

ข้อ ก และ ง เป็นได้ทั้งกรดและเบส เพราะสามารถให้ และรับ H+ ได้

ข้อ ข และ ค. เป็นเบสได้เพียงอย่างเดียว เพราะให้โปรตอนไม่ได้เนื่องจากไม่มี H แต่สามารถรับโปรตอนได้ กลายเป็น HCO3- และ HCN ตามลำดับ

4 คู่กรด-เบส

จากปฏิกิริยาของกรดกับเบสที่กล่าวถึงแล้ว ตามทฤษฎีของเบรินสเตต-ลาวรี จะเห็นว่าในปฏิกิริยาหนึ่งๆ อาจจะจัดคู่กรด-เบสได้ 2 คู่ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น





ปฏิกิริยาตัวอย่างนี้ ปฏิกิริยาไปข้างหน้า NH4+ ทำหน้าที่เป็นกรด เพราะให้ H+ กับ H2O แล้วได้เป็น NH3 และ H2O รับ H+ ทำหน้าที่เป็นเบส ส่วนปฏิกิริยาย้อนกลับ H3O+ เป็นกรด เพราะให้ H+ กับ NH3 ซึ่งเป็นเบส แล้วได้ H2O และ NH4+ ตามลำดับ

เรียก NH4+ ว่าคู่กรดของ NH3 (เบส)

H2O ว่าคู่เบสของ H3O+ (กรด)

NH3 ว่าคู่เบสของ NH4+

H3O+ ว่าคู่กรดของ H2O



จะเห็นได้ว่า คู่กรด-เบสนั้นจะมีจำนวนโปรตอน (H) ต่างกัน 1 ตัว หรืออาจกล่าวได้ว่า จำนวนโปรตอนของคู่กรด จะมากกว่าโปรตอนคู่เบสอยู่ 1 ตัวเสมอ

ตัวอย่างอื่นๆ ของปฏิกิริยาคู่กรด-เบส









ตัวอย่างที่ 7 ให้เขียนคู่กรด-เบสของสารต่อไปนี้

ก. คู่เบสของ H2O และ HNO3

ข. คู่กรดของ SO42- และ C2H3O2-

วิธีทำ

ก. คู่เบสของ H2O และ HNO3 คือ OH- และ NO3- ตามลำดับ

ข. คู่กรดของ SO42- และ C2H3O2- คือ HSO4- และ HC2H3O2 ตามลำดับ

ตัวอย่างที่ 8 สารคู่ใดต่อไปนี้ ข้อใดเป็นคู่กรด - เบสกันบ้าง

ก. H2O - OH-

ข. H3O+ - OH-

ค. H2PO4- - HPO42-

ง. NH4+ - NH3

จ. H2CO3 - CO32-

วิธีทำ

ข้อ ก ค และ ง เป็นคู่กรดเบสกัน

ข้อ ข. และ จ ไม่เป็นคู่กรดเบสกัน

4.1 ความแรงของกรดและเบส

การเปรียบเทียบความแรงของกรดและเบส อาจจะพิจารณาได้ดังนี้

1. ดูจากการแตกตัวของกรด

กรดที่มีการแตกตัวมาก มีความเป็นกรดมาก กรดและเบสที่แตกตัวได้ 100% จะเรียกว่ากรดแก่ และเบสแก่ ตามลำดับ ซึ่งสามารถนำไฟฟ้าได้ดี แต่ถ้ากรดและเบสนั้นแตกตัวได้เพียงบางส่วนก็จะเรียกว่า กรดอ่อน หรือเบสอ่อน ตามลำดับ ซึ่งการนำไฟฟ้าจะไม่ดี

สำหรับการพิจารณาค่าการแตกตัวของกรดและเบสนั้น นอกจากจะคิดจากเปอร์เซ็นต์การแตกตัว หรืออาจจะดูได้จากค่าคงที่สมดุลของการแตกตัวของกรดหรือเบส (Ka หรือ Kb) เช่น

สารละลายกรด 4 ชนิด มีค่าคงที่ของการแตกตัวของกรดเป็นดังนี้

HClO2 Ka = 1.1 x 10-2

HF Ka = 6.8 x 10-4

CH3COOH Ka = 1.8 x 10-5

H2CO3 Ka = 4.4 x 10-7

ความแรงของกรดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยตามค่า Ka ได้ดังนี้



HClO2 > HF > CH3COOH > H2CO3



ในทำนองเดียวกัน ความแรงของเบส ก็พิจารณาจากค่า Kb กล่าวคือ ถ้ามีค่า Kb มาก มีความเป็นเบสมากกว่า Kb น้อย เช่น

NH3 Kb = 1.76 x 10-5

N2H4 Kb = 9.5 x 10-7

C6H5NH2 Kb = 4.3 x 10-10

ความเป็นเบส NH3 > N2H4 > C6H5NH2

2. ดูจากความสามารถในการให้และรับโปรตอน

กรดแก่ ได้แก่ กรดที่ให้โปรตอนได้มาก

กรดอ่อน ได้แก่ กรดที่ให้โปรตอนได้น้อย

เบสแก่ ได้แก่ เบสที่รับโปรตอนได้มาก

เบสอ่อน ได้แก่ เบสที่รับโปรตอนได้น้อย

โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคู่กรด-เบส ดังนี้

• ถ้ากรดเป็นกรดแก่ คู่เบสจะเป็นเบสอ่อน เช่น



HCl (aq) + H2O &#61614; H3O+ (aq) + Cl- (aq)

กรดแก่ เบสอ่อน



• ถ้ากรดเป็นกรดอ่อน คู่เบสจะเป็นเบสแก่ เช่น

HS- (aq) + H2O H3O+ + S2- (aq)

กรดอ่อน เบสแก่



• ถ้าเบสเป็นเบสแก่ คู่กรดจะเป็น กรดอ่อน เช่น

H3O+ + S2- (aq) HS- (aq) + H2O

เบสแก่ กรดอ่อน



• ถ้าเบสเป็นเบสอ่อน คู่กรดจะเป็น กรดแก่ เช่น

Cl- (aq) + H3O+ HCl + H2O

เบสอ่อน กรดแก่



ตารางที่ 14.3 ลำดับความแรงของกรดและเบสตัวอย่างตามทฤษฎีของเบรินสเตต-ลาวรี

คู่กรด

คู่เบส

กรดเปอร์คลอริก

กรดไฮโดรไอโอดิก

กรดไฮโดรโบรมิก

กรดไฮโดรคลอริก

กรดไนตริก

กรดซัลฟิวริก

ไฮโดรเนียมไอออน

ไฮโดรเจนซัลเฟตไอออน

กรดไนตรัส

กรดแอซิติก

กรดคาร์บอนิก

แอมโมเนียมไอออน

ไบคาร์บอเนตไอออน

น้ำ

เมทานอล

แอมโมเนีย HClO4

HI

HBr

HCl

HNO3

H2SO4

H3O+

HSO4-

HNO2

CH3COOH

H2CO3

NH4+

HCO3-

H2O

CH3OH

NH3 เปอร์คลอเรตไอออน

ไอโอไดด์ไอออน

โบรไมด์ไอออน

คลอไรด์ไอออน

ไนเตรตไอออน

ไฮโดรเจนซัลเฟตไอออน

น้ำ

ซัลเฟตไอออน

ไนตรัสไอออน

แอซิเตตไอออน

ไบคาร์บอเนตไอออน

แอมโมเนีย

คาร์บอเนตไอออน

ไฮดรอกไซด์ไอออน

เมทออกไซด์ไอออน

เอไมด์ไอออน ClO4-

I-

Br-

Cl-

NO3-

HSO4-

H2O

SO42-

NO2-

CH3COO-

HCO3-

NH3

CO32-

OH-

CH3O-

NH2-



3. ดูจากการเรียงลำดับในตารางธาตุ

การพิจารณาความแรงของกรดและเบสดูจากการเรียงลำดับของธาตุที่อยู่ในกรดนั้น ตามตารางธาตุ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น

3.1 กรดออกซี หมายถึง กรดที่ประกอบด้วย H, O และธาตุอื่นอีก เช่น HNO3 H3PO4 H3AsO4 HClO4 ถ้าจำนวนอะตอมออกซิเจนเท่ากัน ความแรงของกรดเรียงลำดับดังนี้



ดังนั้น H2SO4 > H2SeO4 , H3PO4 > H3AsO4



3.2 กรดที่ไม่มีออกซิเจน เช่น HCl, HBr, HF, และ HI ความแรงของกรดแรงลำดับดังนี้

HI > HBr > HCl > HF

H2S > H2O

5 การแตกตัวของกรดและเบส

5.1 การแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่

การแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่ จะแตกตัวได้หมด 100% หมายถึง การแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่ เป็นไอออนได้หมดในตัวทำละลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำ เช่น การแตกตัวของกรด HCl จะได้ H+ หรือ H3O+ และ Cl- ไม่มี HCl เหลืออยู่ หรือการแตกตัวของเบส เช่น NaOH ได้ Na+ และ OH- ไม่มี NaOH เหลืออยู่

การแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่นั้น เขียนแทนด้วยลูกศร &#61614; ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว เช่น

HCl (aq) &#61614; H+(aq) + Cl- (aq)

1 โมล 1 โมล 1 โมล



[HCl] = [H+] = [Cl-] = 1 โมล/ลิตร

HClO4 (aq) &#61614; H+ (aq) + ClO4- (aq)

0.5 โมล 0.5 โมล 0.5 โมล



NaOH (aq) &#61614; Na+ (aq) + OH- (aq)

0.1 โมล 0.1 โมล 0.1 โมล



การคำนวณเกี่ยวกับการแตกตัวของกรดแก่และเบสแก่

ตัวอย่างที่ 9 จงคำนวณหา [H3O+] , [NO3-] ในสารละลาย 0.015 M HNO3

วิธีทำ

HNO3 + H2O &#61614; H3O+ + NO3-

0.015 0.015 0.015 โมล

เพราะฉะนั้น [H3O+] = [NO3-] = 0.015 โมล/ลิตร



ตัวอย่างที่ 10 ถ้า KOH 0.1 โมล ละลายน้ำและสารละลายมีปริมาตร 2 ลิตร ในสารละลายจะมีไอออนใดบ้างอย่างละกี่โมลต่อลิตร

วิธีทำ

KOH (s) K+ (aq) + OH- (aq)

0.1 0.1 0.1 โมล/ 2 ลิตร

0.05 0.05 0.05 โมล/ลิตร



สารละลาย KOH 2 ลิตร มี KOH 0.1 โมล

สารละลาย KOH 1 ลิตร มี KOH = 0.05 โมล/ลิตร

ดังนั้น KOH จะแตกตัวให้ K+ และ OH- อย่างละ 0.05 โมล/ลิตร



ตัวอย่างที่ 11 สารละลายกรดแก่ (HA) 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีปริมาณ H3O+ ไอออน 0.05 โมล สารละลายนี้มีความเข้มข้นเท่าใด ถ้าเติมกรดนี้ลงไปอีก 0.2 โมล โดยที่สารละลายมีปริมาตรคงเดิม สารละลายที่ได้จะมีความเข้มข้นเท่าใด

วิธีทำ

HA H3O+ (aq) + A- (aq)

0.05 0.05 0.05 โมล/ 250 cm3



สารละลาย HA 250 cm3 มี HA 0.05 โมล

สารละลาย HA 1000 cm3 มี HA = = 0.20 โมล

เพราะฉะนั้นสารละลายที่ได้มีความเข้มข้น 0.20 โมล/ลิตร

ถ้าเติมกรดอีก 0.2 โมล

สารละลายมี HA รวมทั้งหมด = 0.05 + 0.2 = 0.25 โมล

สารละลาย HA 250 cm3 มี HA 0.25 โมล

สารละลาย HA 1000 cm3 มี HA = = 1.00 โมล

เพราะฉะนั้นสารละลายที่ได้มีความเข้มข้น 1.00 โมล/ลิตร



ตัวอย่างที่ 12 จงหาความเข้มข้นของ OH- ที่เกิดจากการเอา NaOH 10.0 กรัม ละลายในน้ำทำเป็นสารละลาย 0.2 dm3 (Na = 23, O = 16, H = 1)

วิธีทำ

จำนวนโมลของ NaOH = = 0.25 mol

สารละลาย 0.2 dm3 มีเนื้อของ NaOH = 0.25 โมล

สารละลาย 1 dm3 มี NaOH = = 1.25 โมล/ลิตร

เพราะฉะนั้นสารละลายมีความเข้มข้น 1.25 โมล/ลิตร

และปฏิกิริยาการแตกตัวของ NaOH เป็นดังนี้

NaOH (aq) &#61614; Na+ (aq) + OH- (aq)

1.25 โมล 1.25 โมล 1.25 โมล

เพราะฉะนั้นความเข้มข้นของ OH- = 1.25 โมล/ลิตร



5.2 การแตกตัวของกรดอ่อน

สารละลายกรดอ่อน เช่น กรดแอซิติก (CH3COOH) เมื่อละลายน้ำ จะนำไฟฟ้าได้ไม่ดี ทั้งนี้ เพราะกรดแอซิติกแตกตัวเป็นไอออนได้เพียงบางส่วน เขียนแทนโดยสมการจะใช้ลูกศร เพื่อชี้ว่าปฏิกิริยาเกิดขึ้นทั้งปฏิกิริยาไปข้างหน้าและปฏิกิริยาย้อนกลับ และอยู่ในภาวะสมดุลกัน เช่น



CH3COOH (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CH3COO- (aq)



ปริมาณการแตกตัวของกรดอ่อน นิยมบอกเป็นร้อยละ เช่น กรด HA แตกตัวได้ร้อยละ 10 ในน้ำ หมายความว่า กรด HA 1 โมล เมื่อละลายน้ำ จะแตกตัวให้ H+ เพียง 0.10 โมล



เปอร์เซ็นต์การแตกตัวของกรดอ่อน =



การแตกตัวของกรดของกรดอ่อนชนิดเดียวกัน จะเพิ่มขึ้นเมื่อสารละลายมีความเจือจางมากขึ้น เช่น กรดแอซิติก CH3COOH ความเข้มข้นต่างกันจะมีเปอร์เซ็นต์การแตกตัวต่างกัน ดังนี้

CH3COOH 1.0 M แตกตัวได้ 0.42 %

CH3COOH 0.10 M แตกตัวได้ 1.30 %

CH3COOH 0.010 M แตกตัวได้ 4.20 %



การแตกตัวของกรดมอนอโปรติก (monoprotic acid dissociation)

กรดมอนอโปรติก คือ กรดที่แตกตัวให้ H+ ได้เพียง 1 ตัว เช่น HCOOH และ CH3COOH

HCOOH (aq) &#61614; H+ (aq) + HCOO- (aq)

CH3COOH (aq) H+ (aq) + CH3COO- (aq)



การแตกตัวของกรดพอลิโปรติก (polyprotic acid dissociation)

กรดพอลิโปรติก หมายถึง กรดที่มีโปรตอนมากกว่า 1 ตัว และสามารถแตกตัวให้ H+ ได้มากกว่า 1 ตัว ถ้าแตกตัวได้ H+ 2 ตัว เรียกว่า กรดไดโปรติก เช่น H2CO3 , H2S , H2C2O4 เป็นต้น

H2S H+ + HS-

HS- H+ + S2-



H2CO3 H+ + HCO3-

HCO3- H+ + CO32-

กรดที่แตกตัวให้ H+ ได้ 3 ตัว เรียกว่า กรดไตรโปรติก เช่น H3PO4 , H3PO3

H3PO3 H+ + H2PO4-

H2PO4- H+ + HPO42-

HPO42- H+ + PO43-



ค่าคงที่สมดุลของกรดอ่อน (Ka)

กรดอ่อนแตกตัวได้เพียงบางส่วน ปฏิกิริยาการแตกตัวไปข้างหน้า และปฏิกิริยาย้อนกลับเกิดขึ้นได้พร้อมกัน และปฏิกิริยาการแตกตัวของกรดอ่อนนี้จะอยู่ในภาวะสมดุล ค่าคงที่สมดุลนี้จะหาได้ดังนี้



HA + H2O H3O+ + A-



K =



K คือค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา และถือว่า [H2O] มีค่าคงที่ ดังนั้นจะได้ว่า



K[H2O] = Ka =



Ka คือ ค่าคงที่สมดุลของกรดอ่อน (HA)



ค่าคงที่สมดุลของกรดนี้ใช้เปรียบเทียบความแรงของกรดได้ ถ้าค่า Ka มีค่ามากแสดงว่ากรดมีความแรงมาก แตกตัวได้ดี ถ้าค่า Ka น้อยแสดงว่ากรดแตกตัวได้น้อย มีความแรงน้อย สำหรับกรดที่แตกตัวได้ 100% จะไม่มีค่า Ka

ตัวอย่างค่า Ka

HF (aq) + H2O (l) H3O+(aq) + F- (aq)

Ka = = 6.7 x 10-4



CH3COOH (aq) + H2O (l) H3O+(aq) + CH3COO- (aq)

Ka = = 1.74 x 10-5



HCN (aq) + + H2O (l) H3O+(aq) + CN- (aq)

Ka = = 4.0 x 10-10

ถ้าเปรียบเทียบความแรงของกรดโดยใช้ Ka

Ka (HF) > Ka (CH3COOH) > Ka (HCN)

เพราะฉะนั้นความแรงของกรด HF > CH3COOH > HCN

• กรณีกรดไดโปรติก

มีสูตรทั่วไปเป็น H2A แตกตัวได้ 2 ขั้น ดังนี้

ขั้นที่ 1 H2A (aq) + H2O (l) H3O+ + HA- (aq)

Ka1 =

ขั้นที่ 2 HA- (aq) + H2O (l) H3O+ + A2- (aq)

Ka2 =

โดย Ka1 > Ka2

ตัวอย่างเช่น H2S , H2CO3

H2S (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + HS- (aq)

Ka1 = = 1.1 x 10-7



HS- (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + S2- (aq)

Ka2 = = 1.10 x 10-14

จะเห็นว่าค่า Ka1 > Ka2

หมายความว่า H2S แตกตัวได้มากกว่า HS-

• กรณีกรดไตรโปรติก

มีสูตรทั่วไปเป็น H3A จะแตกตัวได้ 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 1 H3A (aq) + H2O (l) H3O+ + H2A- (aq)

Ka1 =



ขั้นที่ 2 H2A- (aq) + H2O (l) H3O+ + HA2- (aq)

Ka2 =



ขั้นที่ 3 HA2- (aq) + H2O (l) H3O+ + A3- (aq)

Ka3 =

โดย Ka1 > Ka2 > Ka3



ตัวอย่างเช่น H3PO4

H3PO4 (aq) + H2O (l) H3O+ + H2PO4- (aq)

Ka1 = = 5.9 x 10-3



H2PO4- (aq)(aq) + H2O (l) H3O+ + HPO42- (aq)

Ka2 = = 6.2 x 10-8



HPO42- (aq) + H2O (l) H3O+ + PO43- (aq)

Ka3 = = 4.8 x 10-13

โดย Ka1 > Ka2 > Ka3

การแตกตัวของกรด H3PO4 > H2PO4- > HPO42-



การคำนวณเกี่ยวกับกรดอ่อน

ตัวอย่างที่ 13 จงคำนวณเปอร์เซ็นต์การแตกตัวของกรด HA 1 โมล/ลิตร ซึ่งมี H3O+ 0.05 โมล/ลิตร<
แม็ก (IP:203.113.67.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 328 11 ก.ย. 2550 (18:22)
คนสุดท้ายทำไมเขียนมาเยอะจัง
Sutin (IP:203.113.51.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 329 19 ก.ย. 2550 (08:37)
อยากทราบว่าคุณสมบัติของกรด+เบสมีกี่อย่างคะ
ทราย (IP:61.19.42.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 330 23 ก.ย. 2550 (20:11)
ทดสอบค่าความเป็นกรด-เบสยังไงค่ะ เท่าที่ทราบก็ใช้กระดาษลิตมัสน่ะค่ะเเต่ไม่เเน่ใจว่าจะเป

ลี่ยนสีอะไรเป็นสีอะไรชอบจำสลับกันค่ะอยากทราบทุกวิธีเลยได้ไหมค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ





ปานตา อนังคกุล
ปานตา (IP:124.120.49.110)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 331 23 ก.ย. 2550 (20:13)
อยากทราบเหมือนกันกับคุณปานตาเลยค่ะ งงมาก
น้องจ๋า (IP:124.120.49.110)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 332 23 ก.ย. 2550 (20:16)
อยากรู้มากช่วยบอกหน่อยได้ไหมค่ะ มายต้องpresentเรื่องค่าความเป็นกรดเป็นเบสวันพุธที่จะถึงนี้เเล้วช่วยบอกหน่อยนะค่ะท่านผู้ใจดีทั้งหลาย
มาย (IP:124.120.49.110)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 333 23 ก.ย. 2550 (20:19)
...ทราบหรือไม่ว่า...1โรงเรียนที่ไม่เเนะนำคือโรงเรียนอะไร

เฉลยเด็กสากล
นัช (IP:124.120.49.110)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 334 24 ก.ย. 2550 (11:38)
ไม่ทราบว่ากรดประเภทไหนที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโบกครับใครรู้ช่วยบอกผมทีครับ
tae_killer@hotmail.com (IP:125.24.54.19)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 335 9 ต.ค. 2550 (19:05)
ถ้าเราจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็น HClO4 (กรดเปอร์คลอริก) นะ
posidedons_I@Hotmail.com (IP:203.113.57.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 336 2 พ.ย. 2550 (10:12)
น้องออนเขียนมากจังค่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ





ขอบคุณค่ะที่ให้ความรู้
คนสวย (IP:203.113.71.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 337 12 พ.ย. 2550 (17:41)
ในลำต้นของกล้วยมีน้ำเลี้ยงซึ่งมีสมบัติเป็นอิเล็กโทรไลต์

ข้อความข้างต้นหมายความว่าไงหรอคะ
gusjang_baby@hotmail.com (IP:58.8.204.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 339 15 พ.ย. 2550 (15:09)
อยากรู้จัง ตัวอย่างสารละลายที่เป็นเบสธรรมชาติมีอะไรบ้าง
wranjaijang@thaimail.com (IP:58.147.73.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 340 27 พ.ย. 2550 (09:03)
รักนะฟ้า
PalY_BoY@hotmail.com (IP:61.7.166.81)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 341 29 พ.ย. 2550 (19:38)
ผมก็ม.1นะครับ

กระแก่คือกรดที่แตกตัวได้ ไฮโดรเนียมไออน(ลบ)ได้100เปอเชนนะครับ(ส่วนมากเป็นกรดอนินทรีย์รหือกรดแร่)

ส่วนกรดอ่อนจะแตกตัวได้ไม่ถึง100เปอเชนครับ(ส่วนมากเป็นกรดอินทรีย์)
Raykungzaza (IP:124.120.78.131)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 342 29 พ.ย. 2550 (20:40)
เราไม่เก่งเรื่องนี้เลย
นิรนาม (IP:125.26.79.37)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 343 3 ธ.ค. 2550 (19:45)
คือ อยากถามค่ะว่า โลหะชนิดไหนบ้างที่ทำปฏิกิริยากับเบสคะ พอดีเซิร์ซหาในอินเทอร์เน็ตแล้วไม่เจอค่ะ
J.Moriaty (IP:125.24.157.137)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 344 4 ธ.ค. 2550 (07:19)
Alก็ได้ค่ะ

2Al + 6NaOH ---->2Na3AlO3 + 3H2
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1249 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 345 5 ธ.ค. 2550 (16:09)
ตัวอย่างกรด เบส
0k (IP:58.9.172.226)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 346 16 ธ.ค. 2550 (14:35)
นําปูนใส่เป็นกรดหรือเบส
bank _1337@thaimail.com (IP:125.26.197.75)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 347 16 ธ.ค. 2550 (22:36)
น้ำปูนใส หรือ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ เป็นเบส ครับ
ผ่านไปผ่านมา (IP:124.121.194.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 348 18 ธ.ค. 2550 (21:10)
อยากทราบหลักการและนิยามการไททรตกรดและเบส
ทีม (IP:61.7.169.181)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 349 24 ธ.ค. 2550 (16:43)
กรดนะแบ่งเป้นกรดแก่กับกรดอ่อนนะ

กรดแก่ คือกรดที่แตกตัวเป็นไอออน 100 เปอร์เซนต์นะ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

- กรดไฮโดร เช่น HCl HBr HI ( หมู่ 7 ทั้งหมดจับกับไฮโดรเจน ยกเว้น HF ตัวเดียวที่เป็นกรดอ่อน )

- กรดออกซี เช่น กรดซัลฟูริก กรดคาร์บอนิก กรดไนตริก ( สังเกตง่ายๆ คือ ไฮโดรเจนจะน้อยกว่า ออกซิเจนอย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไปนะ )

กรดอ่อน คือกรดที่แตกตัวได้น้อยมาก ประมาณ 5 เปอร์เซนต์นะ เช่นกรอดฟอร์มิก

( HCOOH ) กรดแอซิติก ( น้ำส้มสายชูนะ ) เป็นต้น

จำง่ายๆนะ พวกที่เป็นกรดอ่อนนะนอกเหนือจากกรดแก่หมดเลย

ส่วนเบสนะ ก้อเป็นเบสแกบเบสอ่อนเหมือนกันนะ

- เบสแก่ คือเบสแตกตัวเป็นไอออน 100 เปอร์เซนต์นะ คือพวกโลหะหมู่ 1 กับ 2 จับกับ OH เป้นเบสแก่หมด นอกจากนั้ก้อเป้นเบสอ่อน เช่น สารละลายแอมโมเนีย
พอจะรู้ (IP:203.155.189.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 350 24 ธ.ค. 2550 (17:03)
การทอดสอบความเป็นกรดเป็นเบสนะนอกจากใช้กระดาลิตมัสแล้วยังใช้การตรวจสอบโดยใช้อินดิเคเตอร์ต่างๆ เช่น เราต้องการทดสอบว่าน้ำปูนใสนะเป็นกรดหรือเบสนะ เราก้อต้องแบ่งน้ำปูนใสใส่หลอดทดลองประมาณ2 หลอดนะ หลอดที่หนิ่งสมมตว่าเลือกใส่ฟีนอล์ฟทาลีนนะ ( pH ประมาณ 8.3 - 10 มีสีใส - ชมพูอ่อน ) แล้วหลอดที่สองใส่ฟีนอลเรด ( pH ประมาณ 6.7 - 8.3 มีสีเหลือง - แดง ) สมมตว่าหลอดแรกนะ ในหลอดเป็นสีขาวใสเหมือนเดิมแสดงว่า pH ก้อคือ 8.3 ลงมา แล้วหลอดที่สองมีสี แดงนะ แสดงว่าpH 8.3 ขึ้นไป ดังนั้นนะ น้ำปูนใสจึงเป็นเบสนะ

ทดสอบประมารนี้แหละ
พอจะรู้ 1 (IP:203.155.189.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 351 21 ม.ค. 2551 (20:43)
ใครรู้สมการเจนเชียนไวโอเลตบ้างอ่ะครับ

ที่ทำกับน้ำส้มสายชูปลอม

.....

กรุณาด้วยครับเขียนไว้หรือส่งมาที่ yangg2536@hotmail.com
yangg2536@hotmail.com (IP:222.123.148.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 352 22 ม.ค. 2551 (09:58)
รักนะครับ คนหน้ารัก
แจ๊ค (IP:203.113.17.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 353 23 ม.ค. 2551 (11:21)
ความเป็นกรด-เบสของนำตาล
โตมรครับ (IP:203.113.17.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 355 3 ก.พ. 2551 (14:45)
รักป่องจุฬาเสมอ
คนน่ารัก (IP:125.26.241.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 356 3 ก.พ. 2551 (14:46)
กรดนะแบ่งเป้นกรดแก่กับกรดอ่อนนะ

กรดแก่ คือกรดที่แตกตัวเป็นไอออน 100 เปอร์เซนต์นะ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

- กรดไฮโดร เช่น HCl HBr HI ( หมู่ 7 ทั้งหมดจับกับไฮโดรเจน ยกเว้น HF ตัวเดียวที่เป็นกรดอ่อน )

- กรดออกซี เช่น กรดซัลฟูริก กรดคาร์บอนิก กรดไนตริก ( สังเกตง่ายๆ คือ ไฮโดรเจนจะน้อยกว่า ออกซิเจนอย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไปนะ )
คนน่ารัก (IP:125.26.241.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 358 28 ก.พ. 2551 (21:08)


จิงไจ
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 22 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 361 8 ก.ค. 2551 (23:01)

อยากทราบว่า ถ้าเราผสมสารเข้าด้วกันแล้วจะคิดเป็นเปอร์เซนต์ยังไงคะ

มี HCl1โมล + ซิตริก 40 กรัม + เติมน้ำกลั่นจนถึง1000ml

คือทั้งสามตัวนี้จะอยู่ในบิ๊กเกอร์ขนาด2000ml

รบกวนตอบกลับทางเมลด้วยนะคะ
ขอบคุณมากๆคะ


suteera.sri@gmail.com (IP:202.91.18.205)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 362 12 ก.ค. 2551 (16:57)
อยากร้เหมือนกันว่าทำไมน้ำกรดถึงกัดกระจก แต่ไม่กัดดินน้ำมันและสติกเกอร์ ถ้าร้ช่วยตอบหน่อยนะค่ะ ที่ s_5022010208@thaimail.com
s_5022010208@thaimail.com (IP:117.47.75.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 363 20 ก.ค. 2551 (16:42)
โทษของกรดและเบสคืออะไรคะ
อ้อ (IP:58.8.54.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 364 22 ก.ค. 2551 (18:07)
ถ้าเราอยากรู้ว่าค่าของphมากว่าหรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับอะไรครับ
ไอ (IP:125.24.242.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 365 2 ส.ค. 2551 (13:52)
อยากรู้สมบัติกรด-เบสอย่างละ20ข้อค่ะ
looknam_8888@hotmail.com (IP:125.25.204.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 366 12 ส.ค. 2551 (10:55)

ประโยชน์ค้า ประโยชน์


mild (IP:203.144.187.19)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 367 18 ส.ค. 2551 (20:02)

ประโยชน์ของสารละลายคืออะไรครับ


- (IP:124.121.216.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 369 9 ก.ย. 2551 (13:06)

อาจารย์ให้หาคำศัพท์เกี่ยวกับกรด-เบส ให้มากที่สุด (เค้าบอกว่ามีเป็นร้อย) ช่วยหน่อยได้ไหมคะ  ขอบคุณค่ะ


PLOY_2412
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 370 11 ก.ย. 2551 (13:55)

สารที่เป็นกรด-เบส


สารที่เป็นกรด-เบส (IP:118.172.218.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 371 20 ก.ย. 2551 (16:16)

อยากทราบว่ากรด-เบสในชีวิตประจำวันและสิ่งมีชีวิต


on-281123-123@hotmail.com (IP:117.47.178.142)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 372 27 ก.ย. 2551 (13:25)
ฝนกรดละลายแก๊ซชนิดใดค่ะช่วยตอบหน่อยค่ะ(ด่วน)
y-i-e-nk@hotmail.com (IP:222.123.10.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 374 6 พ.ย. 2551 (18:39)

อยากทราบว่าถ้าไม่มีกระดาษลิตมัสเเล้วเนี่ย...
จะใช้อะไรทดสอบสารความเป็นกรด-เบสเเทนหรอคะ?
หาในกูเกิ้ลเเล้ว...ไม่เจอเลยค่ะ
ช่วยบอกหน่อยนะคะ
ตามจริงจะไปซื้อที่ศึกษาพรรณเเต่ไปไม่ทันมันปิดอ่ะค่ะ
ถ้าไม่มีโดนครูด่าเเน่
ยังไงก็ช่วยบอกหนูหน่อยนะคะ พลีสส


คนพันธ์Za (IP:124.120.174.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 375 10 พ.ย. 2551 (17:45)

ในการทำหน้าที่ของ CuSO4 และ  K2SOเป็น catalyst ในขณะย่อยแต่งต่างกันอย่างไร
  ช่วยตอยหน่อยนะค่ะ 


เมธินี (IP:202.12.73.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 378 28 พ.ย. 2551 (10:45)
กรด-เบส
กรด คือ สารที่มีรสเปรี้ยว
เบส คือ สารที่มีรสหวานหรือฝาก
tyuiop0072@thaimail.com (IP:118.173.62.27)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 379 4 ธ.ค. 2551 (11:43)

น้อง  Raykungzaza . . .
 // ผมก็ม.1นะครับ
กระแก่คือกรดที่แตกตัวได้ ไฮโดรเนียมไออน(ลบ)ได้100เปอเชนนะครับ(ส่วนมากเป็นกรดอนินทรีย์รหือกรดแร่)
ส่วนกรดอ่อนจะแตกตัวได้ไม่ถึง100เปอเชนครับ(ส่วนมากเป็นกรดอินทรีย์)



Raykungzaza (IP:124.120.78.131)  //

กรดแก่ ( Strong Acid ) : กรดที่เกิดการแตกตัวไฮโดรเนียมไออน(บวก)ในน้ำได้ 100% จัดเป็นการให้โปรตอนที่ดี เป็นกรดพวกที่มีค่า Ka สูง   ตัวอย่างกรดแก่ ได้แก่ HCl, HNO3 , H2SO4 , HBr , HI , HClO4


KiT_KunG (IP:61.91.205.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 380 12 ธ.ค. 2551 (22:16)

เหงื่อเป็นกรด-เบสครับ
ด่วน
ขอบคุณล่วงหน้า


indragon555@hotmail.com (IP:222.123.214.116)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 381 24 ธ.ค. 2551 (20:31)

อยากทราบ "ข้อควรระวังการใช้กรด-เบสค่ะ" ใครทราบช่วยบอกด้วยน่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ


Asumi (IP:117.47.145.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 382 26 ม.ค. 2552 (13:31)

เปา


เปา (IP:118.172.176.222)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 383 30 ม.ค. 2552 (21:59)

ยอดเยี่ยมครับผม


BoyT_Teerawat@hotmail.com (IP:125.26.58.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 385 12 ส.ค. 2552 (21:15)

ต้องการคำศัพท์วิทย์มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆที่สุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


winnet5541@hotmail.com (IP:222.123.4.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 386 1 ก.ย. 2552 (09:12)
ผม•ยากรู้llค่ปs:โ€ชน์v•JสาSa:ลา€กSด•:ครัU
!•กภาW !พ็Jlxมื•u (IP:125.27.173.40)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 387 29 ก.ย. 2552 (18:18)
คาร์บอนไดออกไซด์กับโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นกรดหรือเบสอ่ะค่ะ
micky.maprang.minnie@gmail.com (IP:124.121.184.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 388 29 พ.ย. 2552 (19:10)

เหงื่อที่จริงนะครับเป็นกรดอ่อนนะ ตามหลักแล้วเหงื่อนที่ขับออกมามีกรดปนออกมาด้วย เพื่อทำลายเชื้อโรกที่อยู่บริเวณผิว


คนที่คุณรู้ว่าใคร (IP:180.183.145.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 389 11 ธ.ค. 2552 (11:27)
ถ้าต้องการทราบว่าสารละลายมีความเป็นกรดมากหรือน้อยจะมีวิธีการทดสอบอย่างไร
ช่วยตอบทีคายก็ด้าย
spanner@reborn (IP:114.128.72.102)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 391 20 ม.ค. 2553 (21:36)
นำดอกชบามาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเอทานอลนำกระดาษมาชุบนำแค่นี้ก็เสร็จ
www.phaka@hi5.com (IP:118.173.216.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 394 7 ส.ค. 2553 (16:17)
คำถาม
ผงซักฟอกโดยทั่วไปจะมีค่าความเป็นกรด-เบสประมาณ9.0-10.6ส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่อะไรบ้าง
yen-ta-4@windowslive.com (IP:124.120.232.33)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 395 17 ส.ค. 2553 (20:23)
อุ้ย เราหลุดมาอยู่ดาวอังคารได้ไง
มนุษย์้เดินดิน (IP:222.123.25.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 396 19 ก.ย. 2553 (09:03)
1. กรดอินทรีย์ หมายถึงกรดที่ได้จาก พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เช่น กรดน้ำส้มหรือกรดแอซีติก

กรดมดหรือกรดฟอร์มิก วิตามินซีหรือกรดแอสคอบิก น้ำมะนาวหรือกรดซิตริก เป็นต้น

กรดอินทรีย์ มีสูตร ทั่วไปเป็น R - COOH

2. กรดอนินทรีย์ หมายถึงกรดที่ได้จากแร่ธาตุ เช่น กรดกำมะถันหรือกรดซัลฟิวริก

กรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก กรดดินประสิวหรือกรดไนตริก เป็นต้น

กรดอนินทรีย์ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

2.1 กรดไฮโดร เป็นกรดที่ประกอบด้วย ไฮโดรเจน และอโลหะ เช่น HCl HI HBr HF

การอ่านชื่อกรดไฮโดร จะอ่านคำว่าไฮโดรนำหน้า แล้วตามด้วยชื่ออโลหะ เปลี่ยนท้ายเสียงเป็นอิก

เช่น HCl อ่านว่า กรดไฮโดรคลอริก

HBr อ่านว่า กรดไฮโดรโบรมิก

HCN อ่านว่า กรดไฮโดรไซยานิก



กรดในชีวิตประจำวัน

สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สารที่ใช้ในการ

ทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาฟอกขาว บางชนิดใช้สำหรับปรุงแต่งอาหาร

ให้มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้มสายชู ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กรดน้ำส้ม หรือกรดแอซิติก

ซึ่งเป็นกรดที่มาจากพืช ละลายน้ำได้ดี ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ผสมในอาหารเพียงเล็กน้อย

จะไม่เป็นอันตราย น้ำส้มสายชูที่ใช้บริโภคแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ



1. น้ำส้มสายชูหมัก ได้จากการหมักธัญพืช ผลไม้ หรือน้ำตาลกับส่าเหล้า

ให้เป็นแอลกอฮอล์แล้วหมักต่อไปด้วยเชื้อน้ำส้มสายชูจนกลายเป็นกรดน้ำส้ม

น้ำส้มสายชูชนิดนี้มีรสกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม มีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

แต่ราคาค่อนข้างแพง



2. น้ำส้มสายชูกลั่น ได้จากกการนำเอทิลแอลกอฮอล์เจือจางหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูชนิดนี้กลิ่นและรสไม่ดีเท่าน้ำส้มสายชูหมัก แต่วิธีทำง่ายกว่าและใช้ระยะเวลาสั้นกว่า



3. น้ำส้มสายชูเทียม ได้จากการนำกรดน้ำส้มมาทำให้เจือจางโดยผสมกับบน้ำให้มี

ความเข้มข้นร้อยละ 4 - 7 และต้องไม่มีกรดแร่ เช่น กรดซัลฟิวริก ผสมอยู่



น้ำส้มสายชูปลอม ได้จากการนำกรดกำมะถันผสมน้ำให้เจือจาง การรับประทาน

น้ำส้มสายชูปลอมจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารและตับอย่างมากดังนั้นถ้าสงสัยว่าน้ำส้มสายชู

ที่รับประทานเป็นน้ำส้มสายชูปลอมหรือไม่ ควรตรวจสอบโดยวิธีต่อไปนี้

1. นำผักชีแช่ในน้ำส้มสายชู ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้ผักชีจะสดอยู่ได้นานไม่ต่ำกว่า

1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอม ผักชีจะมีจุด ๆ สีน้ำตาลที่ใบ

2. ทดสอบโดยใช้เจนเชียนไวโอเลต ซึ่งเป็นยาป้ายลิ้นเด็กหรือไช้ทาแผลที่เกิดจาก

เชื้อรา นำมาผสมน้ำให้เจือจางประมาณ 100 เท่าแล้วหยดลงในน้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็น

น้ำส้มสายชูแท้ เจนเชียนไวโอเลตจะมีสีม่วงคงเดิม แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมเจนเชียนไวโอเลตจะ

เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน หรือสีน้ำเงินอ่อน

3. ทดสอบโดยใช้สารละลายแบเรียมคลอไรด์ โดยหยดสารละลายแบเรียมคลอไรด์ลงใน

น้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมที่มาจาก

กรดซัลฟิวริกจะเกิดตะกอนสีขาวของแบเรียนซัลเฟต

สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สารที่ใช้ในการ

ทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาฟอกขาว บางชนิดใช้สำหรับปรุงแต่งอาหาร

ให้มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้มสายชู ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กรดน้ำส้ม หรือกรดแอซิติก

ซึ่งเป็นกรดที่มาจากพืช ละลายน้ำได้ดี ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ผสมในอาหารเพียงเล็กน้อย

จะไม่เป็นอันตราย น้ำส้มสายชูที่ใช้บริโภคแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ



1. น้ำส้มสายชูหมัก ได้จากการหมักธัญพืช ผลไม้ หรือน้ำตาลกับส่าเหล้า

ให้เป็นแอลกอฮอล์แล้วหมักต่อไปด้วยเชื้อน้ำส้มสายชูจนกลายเป็นกรดน้ำส้ม

น้ำส้มสายชูชนิดนี้มีรสกลมกล่อมและมีกลิ่นหอม มีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

แต่ราคาค่อนข้างแพง

2. น้ำส้มสายชูกลั่น ได้จากกการนำเอทิลแอลกอฮอล์เจือจางหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูชนิดนี้กลิ่นและรสไม่ดีเท่าน้ำส้มสายชูหมัก แต่วิธีทำง่ายกว่าและใช้ระยะเวลาสั้นกว่า

3. น้ำส้มสายชูเทียม ได้จากการนำกรดน้ำส้มมาทำให้เจือจางโดยผสมกับบน้ำให้มี

ความเข้มข้นร้อยละ 4 - 7 และต้องไม่มีกรดแร่ เช่น กรดซัลฟิวริก ผสมอยู่

น้ำส้มสายชูปลอม ได้จากการนำกรดกำมะถันผสมน้ำให้เจือจาง การรับประทาน

น้ำส้มสายชูปลอมจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารและตับอย่างมากดังนั้นถ้าสงสัยว่าน้ำส้มสายชู

ที่รับประทานเป็นน้ำส้มสายชูปลอมหรือไม่ ควรตรวจสอบโดยวิธีต่อไปนี้

1. นำผักชีแช่ในน้ำส้มสายชู ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้ผักชีจะสดอยู่ได้นานไม่ต่ำกว่า

1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอม ผักชีจะมีจุด ๆ สีน้ำตาลที่ใบ

2. ทดสอบโดยใช้เจนเชียนไวโอเลต ซึ่งเป็นยาป้ายลิ้นเด็กหรือไช้ทาแผลที่เกิดจาก

เชื้อรา นำมาผสมน้ำให้เจือจางประมาณ 100 เท่าแล้วหยดลงในน้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็น

น้ำส้มสายชูแท้ เจนเชียนไวโอเลตจะมีสีม่วงคงเดิม แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมเจนเชียนไวโอเลตจะ

เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน หรือสีน้ำเงินอ่อน

3. ทดสอบโดยใช้สารละลายแบเรียมคลอไรด์ โดยหยดสารละลายแบเรียมคลอไรด์ลงใน

น้ำส้มสายชู 2 - 3 หยด ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูแท้จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าเป็นน้ำส้มสายชูปลอมที่มาจาก

กรดซัลฟิวริกจะเกิดตะกอนสีขาวของแบเรียนซัลเฟต















สมบัติของกรด

1.มีรสเปรี้ยว

2.มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ

3.ทำปฏิกิริยากับโลหะได้แก๊สไฮโดรเจน

4.ทำปฏิกิริยากับหินปูนทำให้หินปูนกร่อน และเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

5.เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน

6.นำไฟฟ้าได้
WITAVAS_TUI@HOTMAIL.COM (IP:125.26.50.79)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม