ออสเมียม-แร่ธาตุหายากถูกพบเจอมากขึ้น

Written by ni.lilcat on . Posted in วิทยาศาสตร์, เคมี

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Dartmouth ค้นพบว่าปริมาณของแร่ธาตุหายาก ออสเมียม (Osmiun หรือ Os) มีปริมาณสูงขึ้นทั่วโลก อัตราการเพิ่มขึ้นสอดคล้องกลับปริมาณการใช้โลหะพลาทินัม (Platinum หรือ Pt) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของอุปกรณ์ที่ช่วยลดสารเป็นพิษในระบบท่อไอเสีย (catalytic converter)

ออสเมียมในรูปแบบที่ระเหยได้ เป็นผลผลิตพลอยได้จากกระบวนการการผลิตพลาทินัมบริสุทธิ์และจากการทำงานของอุปกรณ์ที่ช่วยลดสารเป็นพิษในระบบท่อไอเสีย ออสเมียมรูปแบบที่ระเหยได้จะลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ

นอกจากรถยนต์และการผลิตพลาทินัมซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลักๆของออสเมียมจากฝีมือมนุษย์แล้ว ออสเมียมยังมีแหล่งกำเนิดมาจากเตาหลอมโครเมียม และ เตาเผาของโรงพยาบาล

ทางเคมี ออสเมียมเป็นธาตุที่มีความหนาแน่นที่สุดในโลก มักถูกพบอยู่ในรูปแบบของอัลลอยด์พลาทินัม ออสเมียมถูกนำมาใช้เป็นปลายของปากกาหมึกซึม ในอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือในการประยุกต์ใช้ที่ต้องการความแข็งแรงและคงทนสูง

นักวิทยาศาสตร์แปลกใจกับผลการศึกษาครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าออสเมียมถูกพบในแหล่งหลักๆแหล่งเดียวคือธรรมชาติ เช่น ในน้ำฝน ในหิมะ ในพื้นผิวของลำธารและมหาสมุทร

มันทำให้การวิธีการลดมลพิษในปัจจุบันดูขัดแย้ง เพราะเมื่อ 30 ปีที่แล้วเราเริ่มนำพลาทินัมมาใช้ลดมลพิษจากเครื่องยนต์ ผศ.Mukul Sharma ด้านธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Dartmouth หัวหน้าทีมวิจัยของผศ.Sharma ซึ่งตรวจสอบปริมาณของออสเมียมด้วยการวัดปริมาณในฝน หิมะ และลูกเห็บในมหาสมุทรทุกทวีปทั่วโลก กล่าว แต่ก็เพิ่งมาค้นพบว่าหนึ่งในผลพลอยได้จากการที่มนุษย์นำโลหะพลาทินัมมาใช้คือการทำให้ออสเมียมเพิ่มมากขึ้น โชคดีที่ปริมาณของออสเมียมในธรรมชาติตอนนี้มีน้อยอยู่แล้ว และคงไม่มีผลกระทบต่อระบบชีววิทยาใดๆ

ผศ.Sharma อธิบายว่า 95%ของโลหะพลาทินัมทั่วโลกมาจากรัสเซียและอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นที่ๆ

ปลดปล่อยออสเมียมสู่ชั้นบรรยากาศ ออสเมียมเป็นผลผลิตพลอยได้จากปฏิกิริยาการกำจัดกำมะถันออกจากแร่พลาทินัมในรูปของซัสเฟอร์ไดออกไซด์

ทั้งรัสเซียและอเมริกาใต้ยังไม่มีมาตรการทางสิ่งแวดล้อมมาควบคุมออสเมียม เมื่อมีก็ย่อมสามารถที่จะทำให้ปริมาณออสเมียมลดลงได้ ผศ.Sharma ทิ้งท้าย สิ่งหนึ่งที่เราสรุปได้แน่ๆคือ จำเลยคือเครื่องฟอกไอเสียที่มีโลหะพลาทินัมเร่งปฏิกิริยา

 

แหล่งข่าว: Darmouth College

ข่าววันที่: 23 เม.ย. 2552

เวบไซต์: http://www.sciencedaily.com/releases/2009/04/090421141113.htm




แสดงความคิดเห็น