นักดาราศาสตร์เผยต้นกำเนิดรังสีคอสมิคใจกลางทางช้างเผือก

Written by Natty_sci on . Posted in ดาราศาสตร์, วิทยาศาสตร์

Image of part of a stellar remnant whose explosion was recorded in 185 AD. By studying this remnant in detail, a team of astronomers was able to solve the mystery of the Milky Way's super-efficient particle accelerators. The team shows that the shock wave visible in this area is very efficient at accelerating particles and the energy used in this process matches the number of cosmic rays observed on Earth. North is toward the top right and east to the top left. The image is about 6 arc minutes across. (Credit: ESO/E. Helder & NASA/Chandra)
 

นักดาราศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ของ ESO และกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์จันทราไขปริศนาความลับในตัวเร่งอนุภาคของทางช้างเผือกได้ โดยชี้ให้เห็นว่ารังสีคอสมิคที่มาจากกาแล็กซี่ของเรานั้นถูกเร่งความเร็วในบริเวณเศษของดาวที่ระเบิดแล้ว

 

นับตั้งแต่นักบินอวกาศของโครงการอพอลโลรายงานว่าพบเห็นแสงประหลาดวาบขึ้นมา มองเห็นได้แม้แต่ในยามที่หลับตา จากนั้นมามนุษย์อย่างเราๆก็ได้ศึกษาที่มาของแสงนี้จนพบว่าเป็นรังสีคอสมิคนั่นเอง รังสีคอสมิคเป็นอนุมาคพลังงานสูงยิ่งยวดที่เดินทางจากนอกระบบสุริยะมาระดมพุ่งชนบรรยากาศของโลกเรา โดยขณะที่มาถึงโลกนั้น อนุภาคเหล่านี้ยังคงมีพลังงานสูงพอที่จะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายได้

 

รังสีจากห้วงอวกาศนี้มาจากแหล่งที่อยู่ใจกลางกาแลกซี่ของเราหรือที่เรียกว่าทางช้างเผือกนั่นเอง รังสีนี้ประกอบไปด้วยโปรตอนที่วิ่งด้วยความเร็วเกือบเท่าความเร็วแสงที่เป็นอัตราเร็วสูงสุดของเอกภพแล้ว โปรตอนเหล่านี้ถูกเร่งความเร็วขึ้นด้วยพลังงานที่สูงกว่าพลังงานที่ศูนย์วิจัย CERN ใช้เร่งอนุภาคมากมายมหาศาล

 

นานมาแล้วที่เราคิดว่ามีตัวเร่งอนุภาคขนาดยักษ์ที่ก่อให้เกิดรังสีคอสมิคขึ้นในทางช้างเผือกของเรา และน่าจะอยู่บริเวณดาวที่ระเบิดแล้ว และจากการสำรวจของเราแล้วเราสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเร่งที่ว่านี้คืออะไร” Eveline Helder จากสถาบันดาราศาสตร์ Utrecht แห่งมหาวิทยาลัย Utrecht ประเทศเนเธอร์แลนด์ หัวหน้าโครงการนี้เปิดเผย

 

พูดได้เลยว่าตอนนี้เราสามารถยืนยันศูนย์กลางของบริเวณที่ใช้เร่งรังสีคอสมิคด้วยพลังงานสูงได้แล้ว” Jacco Vink เพื่อนร่วมงานของ Helder เสริม

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ Helder, Vink และเพื่อนร่วมทีมสามารถหาวิธีการวัดที่สามารถไขปัญหาทางดาราศาสตร์ที่มีมายาวนานว่าการระเบิดของดาวสามารถสร้างอนุภาคที่ถูกเร่งจำนวนมากพอได้หรือไม่ เพื่อจะได้อธิบายจำนวนรังสีคอสมิคที่พุ่งชนบรรยกาศโลกต่อไป และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็บอกเราได้โดยตรงเลยว่าพลังงานที่หายไปจากแก๊สที่มาจากการระเบิดของดาวสูญหายไปเท่าไหร่ และถูกใช้เพื่อเร่งอนุภาคนี้เท่าไหร่

 

เวลาดาวระเบิด หรือที่เราเรียกว่าซุปเปอร์โนว่า พลังงานของการระเบิดส่วนใหญ่นี้จะถูกใช้สำหรับเร่งอนุภาคให้มีพลังงานสูงยิ่งยวด พลังงานที่ใช้เร่งอนุภาคนี้มาจากความร้อนของแก๊ส” Helder กล่าว

 

ตอนนี้นักวิจัยกำลังจับตาดูซากของดาวที่ระเบิดไปแล้วเมื่อ 185 ปีก่อนคริสตกาลที่ได้รับการจดบันทึกโดยนักดาราศาสตร์ชาวจีน ซากของดาวนั้นมีชื่อเรียกว่า RCW 86 อยู่ห่างจากโลกของเขา 8,200 ปีแสงไปทางกลุ่มดาววงเวียน เพราะน่าจะเป็นซากการระเบิดของดาวที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการจดบันทึกไว้

 

เมื่อทีมสำรวจใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์ของ ESO แล้ว พวกเขาสามารถวัดได้ด้วยว่าแก๊สที่มาจากการระเบิดของดาวนั้นมีอุณหภูมิสูงเท่าไหร่ด้วย พวกเขายังสามารถวัดความเร็วของช็อกเวฟขณะที่ดาวระเบิดได้อีกด้วยโดยการใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์เอกซ์เรย์จันทราขององค์การ NASA เมื่อ 3 ปีก่อน จากการศึกษาพบว่าช็อกเวฟนี้เคลื่อนด้วยความเร็ว 10-30 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นราว 1-3 เปอร์เซ็นต์ของอัตราเร็วแสง

 

ส่วนอุณหภูมิของแก๊สนั้นอยู่ที่ราวๆ 30 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งค่อนข้างร้อนเมื่อเทียบกับมาตรฐานของทุกวันนี้ แต่ก็ยังต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เพราะตอนแรกคิดว่าอุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ราวๆ 500 ล้านองศาเซลเซียสด้วยซ้ำ

 

พลังงานที่หายไปนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เกิดรังสีคอสมิคขึ้นมา” Vink สรุปทิ้งท้าย

 

แปลจาก :

แสดงความคิดเห็น