ระบบเตือนภัย : เอาอยู่แน่หรือ
….! ? ! แผ่นดินไหว! วินาทีแรกที่รู้สึกผิดปกติ และอีกเสี้ยวนาทีต่อมาที่สงสัยเป็นการสั่นไหวของแผ่นดินนั้น ส่วนใหญ่ไม่มีใครทราบว่าเกิดที่ไหน รู้แต่ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำ คือหาความมั่นใจว่าจุดปลอดภัยหรือไม่ อึดใจถัดจากนั้น เป็นความต้องการข้อมูลที่มากขึ้นว่า ตำแหน่ง ความรุนแรง เป็นอย่างไร เรา หรือ ญาติ พี่น้อง อยู่ในทำเลเสี่ยงหรือไม่
ทุกครั้งที่เกิดการสั่นไหว ซึ่งรับรู้ได้ในเขตประเทศไทย ในวินาทีถัดมา โทรศัพท์ที่มีอยู่ 4 สาย เจ้าหน้าที่ทุกคนของศูนย์ปฏิบัติการแผ่นดินไหว สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา เขตบางนา จะตกอยู่ในภาวะโกลาหล ทั้งจากเสียงโทรศัพท์สอบถามเหตุการณ์ พร้อมกับการเพ่งเขม็งอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ติดตามและประมวลข้อมูลจากสถานีตรวจวัดที่กระจายทั่วประเทศ นำมาวิเคราะห์ ประเมินผล ภายใน 10 นาทีแรก เพื่อกระจายข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ หากความรุนแรงระดับ 7 ริคเตอร์ขึ้นไป ต้องรีบรายงานอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมกับข้อความเตือนภัย เพื่อประกาศให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงรู้ตัวและเตรียมรับสถานการณ์
แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 11 เมษายน 2555 มีรูปแบบการจัดการแตกต่างจากคราวก่อน เพราะข้อมูลจะยิงตรงต่อไปที่ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) ที่อยู่ในอาคารขนาดกะทัดรัดสูง 3 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่เคียงกับสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว
แต่นัยดังกล่าวนี้ คงมีชาวบ้านน้อยรายทราบระบบการบริหารการเตือนภัย ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุจึงกระหน่ำโทรเข้าไปที่สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ซึ่งส่วนใหญ่จะติดต่อไม่ได้ เพราะเลขหมายโทรศัพท์ที่มีจำกัด ครั้นเปลี่ยนไปหาข้อมูลบนเว็บไซต์ของสำนักฯ ที่ www.seismology.tmd.go.th/contact.php ก็ไม่สามารถเข้าได้
ปัจจุบัน ศภช.มีหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 192 ให้แจ้งเหตุหรือสอบถามข้อมูล แต่ก็รู้กันในวงแคบ เพราะเพิ่งได้เมื่อปลายเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว บอกว่า เมื่อมีสถานการณ์คนจะโทรศัพท์เข้ามาจนสายเต็มตลอด เว็บไซต์ก็มีคนรุมเข้าจนเซิร์ฟเวอร์รับไม่ไหว และไม่ใช่เฉพาะคนนอกเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ของสำนักฯก็ไม่สามารถอัปโหลดรายงานเหตุแผ่นดินไหว ๆ ได้!?
อย่างไรก็ตาม การประกาศเตือนภัยตามระบบ ว่าด้วยการวิเคราะห์และออกประกาศยังเป็นไปตามแบบแผน กล่าวคือ หลังแผ่นดินไหวครั้งแรก ระดับ 8.6 ริคเตอร์ เวลา 15.38 น. สามารถส่งแฟกซ์แจ้งสื่อมวลชนได้ในเวลา 15.54 น. หรือเพียง 16 นาที และอีกครั้ง เวลา 18.03 น. ศภช.ได้แจ้งข้อความสำคัญมากเตรียมพร้อมเฝ้าระวังสึนามิอีกครั้ง ว่าสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว พบแผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 8.2 ริคเตอร์ ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้เคียงกับครั้งแรก ในเวลา 17.43 น. อันเป็นการแจ้งข่าวหลังเกิดเหตุภายใน 20 นาที ข้อมูลดังกล่าวนี้ ได้กระจายเสียงลงสู่พื้นที่เป้าหมาย จังหวัดชายทะเลอันดามันทันที เวลา 18.10 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดินทางถึง ศภช. ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับอีกสื่อมวลชนหลายสิบชีวิต โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์บางช่องถึงกับมารอการถ่ายทอดสด
ศภช.มีอำนาจและความพร้อมในการออกอากาศสดจากห้องส่ง ที่อยู่ชั้นเดียวกับห้องศูนย์ปฏิบัติการ ไปยังระบบแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทีวีพูล) ให้ตัดรายการปกติ และแทรกการประกาศได้ และเมื่อรัฐมนตรีไปถึง ก็ง่วนกับการเตรียมเนื้อหาเพื่อการเตือนภัย และให้สัมภาษณ์ ออกทีวี
บรรยากาศภายในศูนย์คึกคักมากขึ้น เพราะสื่อจำนวนมาก คอยเฝ้าฟังทุกความเคลื่อนไหว ทั้งมีรัฐมนตรีถึง 2 ท่าน นั่ง ยืน เดิน อยู่ใกล้ ๆ ให้บันทึกทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง แต่สภาพของห้องปฏิบัติ ที่เตรียมไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องทำงานแข่งกับเวลา ในการพิจารณาข้อมูล อาจต้องปรึกษาหารือกัน และคงจะมีหลายส่วน ที่ไม่อยากให้บุคคลภายนอกได้ยิน หรือหลุดรั่วออกไปก่อนการตัดสินใจของผู้มีอำนาจว่าควรเผยแพร่หรือไม่ แต่ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย
การมีรัฐมนตรีอยู่ถึง 2 คนก็คงเกร็งกันพอแรง ยังมีสื่อมวลชนอยู่รอบกาย เชื่อว่าเจ้าหน้าที่คงไม่มีความสุขกับการทำงานที่ต้องเร่งรีบมากนัก
อย่างไรก็ตาม ค่ำวันนั้น ประชาชนที่ติดตามข่าวทางโทรทัศน์ อาจสับสนกับการแจ้งข่าวเตือนภัย และการยกเลิกว่าจะฟังใครกันแน่ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็แถลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ก็ออกอากาศสด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็ให้สัมภาษณ์ แต่ระบบการสื่อสารที่ประชาชนจะสอบ ถามหรือตรวจสอบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตกลับไม่มีประสิทธิภาพต้องนั่งรอฟังการแถลงอยู่ข้างเดียว
ในขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ บอกว่าการแจ้งเตือนภัยสึนามิ เป็นไปอย่างน่าพอใจและเวลาเพียงพอกับการเคลื่อนย้ายอพยพประชาชนไปอยู่ในที่ปลอดภัย มีบางจุดเท่านั้นที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์ อย่างไรก็ดี การเตือนภัยครั้งนี้ หลายฝ่ายยังให้กำลังใจและถือเป็นการซ้อมใหญ่ที่ได้เห็นสิ่งที่ควรแก้ไข แต่สำหรับคนที่อยู่กับบรรยากาศการปฏิบัติงานในศูนย์เตือนภัยอาจไม่มั่นใจหรือมีมุมมองที่ต่างจากคนอื่น อย่าถามว่า เอาอยู่ไหม..ไม่กล้าตอบ!!

