พบบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ในทะเลสาบ

Written by Natty_sci on . Posted in ชีววิทยา, วิทยาศาสตร์

หลังจากนักวิทยาศาสตร์ใช้ความพยายามมากกว่า 20 ปีในการศึกษาตัวกินสาหร่ายขนาดจิ๋วที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบในนอร์เวย์ ก็ได้มีการประกาศว่าได้พบสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดของโลกตระกูลหนึ่ง และน่าจะเป็นเซลล์บรรพบุรุษของมนุษย์อีกด้วย

สิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว หลบหลีกได้คล่อง น่าจะอยู่ในโลกมาเป็นพันล้านปีแล้ว และตอนนี้ยังไม่สามารถจัดให้เข้ากับจำพวกไหนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืช ปรสิต รา หรือสาหร่าย

“เราได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตในทะเลสาบที่อยู่ในสาขาที่ไม่รู้จัก มันมีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองมาก” ดร.คามราน ชาลเชียน-ทาบริซี่ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยออสโลกล่าว

“นอกจากนี้ เราก็รู้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มอื่นเลยที่สืบทอดมาจากสัตว์กลุ่มนี้หรือใกล้ๆกับกลุ่มนี้” และนักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อจีนัสใหม่นี้ว่า Collodictyon

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การค้นพบครั้งนี้จะเปิดโลกทัศน์ให้กับนักวิทยาศาสตร์ ทำให้ได้นึกภาพออกว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเมื่อหลายร้อยปีก่อนเป็นเช่นไร

Collodictyon อาศัยอยู่ในโคลนก้นทะเลสาบ As ที่เล็กๆ ห่างจากกรุงออสโล นอร์เวย์ไปทางตอนใต้ 30 กิโลเมตร

Collodictyon มีเฟกเจลลาหรือหาง 4 สายที่ทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆได้ และเราจะมองเห็น Collodictyon ได้จากกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น เพราะมีขนาดความยาวเพียง 30-50 ไมโครเมตรเท่านั้น

Collodictyon อยู่ในตระกูลยูคาริโอต ที่นิวเคลียสของเซลล์จะเป็นผู้สั่งการ และมีเยื่อห้อหุ้ม เช่นเดียวกับพืช รา และสัตว์อื่นๆรวมถึงมนุษย์ด้วย ซึ่งจะแตกต่างกับแบคทีเรีย

นักวิทยาศาสตร์นำคุณลักษณะของ Collodictyon มาวิเคราะห์เพื่อดูว่า เซลล์ยูคาริโอตยุคก่อนประวัติศาสตร์เซลล์นี้เป็นเช่นไร ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีโครงสร้างคล้ายนิ้วที่สามารถดักจับเหยื่อขนาดเล็กๆได้

“พวกมันไม่ใช่สัตว์สังคมเลย” ศาสตราจารย์แด๊ก คลาเวเนสส์ นักวิจัยร่วมกล่าว

“พวกมันชอบอยู่คนเดียวที่สุด พวกมันจะกินพวกเดียวกันเองเป็นอาหาร”

นอกจากนี้ สัตว์ชนิดนี้ยังไม่มีใครพบที่อื่นนอกจากทะเลสาบ As เลย

“น่าแปลกที่เรายังสามารถพบสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ได้ทั้งที่เวลาก็ล่วงเลยมาหลายปีแล้ว”

“เราไม่เจอพวกมันมานานหลายปีแล้ว”

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยออสโลพบ Collodictyon เป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน และพบว่าสิ่งมีชีวิตไม่ปกติ แต่ในตอนนั้นก็ไม่รู้เช่นกันว่ามีความสำคัญเช่นไรบ้าง

 

แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/04/27/3490291.htm



แสดงความคิดเห็น