ถ้าอยากผอม ต้องทาน..ช๊อกโกแลต!

ช๊อกโกแลตมักจะมีชื่อเสียงไปในด้านลบในการทำให้อ้วนและเต็มไปด้วยน้ำตาล แต่ถ้าหากรับประทานช๊อกโกแลตที่มีอัตราส่วนของโกโก้สูงอย่างพอประมาณแล้วล่ะก็อาจจะส่งผลในทางบวกกับกระบวนการเผาผลาญอาหารได้เช่นกัน
จากหนึ่งงานวิจัยที่ดูเหมือนจะเป็นความฝัน ทำให้นักวิจัยค้นพบว่าคนที่รับประทานช็อกโกแลตอย่างสม่ำเสมอนั้นมีแนวโน้มที่จะผอมกว่าคนที่ไม่รับประทานช๊อกโกแลตเลย
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ได้สนับสนุนการรับประทานขนมของว่างหรือไอศกรีมรสช๊อกโกแลตในปริมาณมากๆแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นงานวิจัยดังกล่าวก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานที่บ่งบอกว่าช๊อกโกแลตนั้นมีสารประกอบที่เมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณที่พอเหมาะแล้วอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเผาผลาญอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ และลดปริมาณของแคลอรี่ที่จะไปสะสมอยู่ในรูปของไขมัน
ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยดังกล่าวอาจจะนำไปสู่ยารักษาโรคอ้วนที่แยกเอาเฉพาะประโยชน์ของช๊อกโกแลตมาให้อยู่ในรูปของเม็ดยา ซึ่งในระหว่างนี้ การคนพบต่างๆได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าช๊อกโกแลตเม็ดสี่เหลี่ยมหนึ่งเม็ดหลังอาหารเย็นเกือบทุกคืนนั้นอาจต้านรอบเอวที่อาจจะเพิ่มขึ้นได้
Beatrice Golomb แพทย์ด้านยาภายในจาก University of California ที่รัฐ San Diego ได้กล่าวว่า ข้อสันนิษฐานที่มีมาโดยตลอดก็คือการที่ช๊อกโกแลตนั้นมีแคลอรี่ในปริมาณมาก และถูกรับประทานในรูปของของหวานนั้นทำให้มันถูกโยงเข้ากับตัวเลข BMI ( Body Mass Index หรือเลขดรรชนีมวลกาย ) ที่สูง ซึ่งการทดลองครั้งนี้นั้นไม่ใช่การทดลองแบบสุ่มและเราก็ไม่ควรให้คำแนะนำใดๆจากผลของการวิจัยดังกล่าว แต่ในตอนนี้อย่างน้อยเราก็สามารถรู้สึกผิดน้อยลงเมื่อรับประทานช๊อกโกแลตในปริมาณที่พอเหมาะได้ ซึ่งมันก็ทำให้ตัวของฉันเองรู้สึกผิดน้อยลงเวลาบอกกับคนไข้ว่าช๊อกโกแลตเป็นผักที่ฉันชอบที่สุดเช่นกัน
สำหรับต้นไม้ที่ให้ผลเป็นเมล็ดช๊อกโกแลตนั้นมีชื่อเรียกว่าก Theobroma cacao ซึ่งแปลได้ความว่า อาหารของเหล่าทวยเทพ โดยชาวแอซเทคและมายันได้ใช้เมล็ดโกโก้ทั้งในรูปแบบของเงินตราและยารักษาโรคต่างๆอีกมากมาย นักรบโบราณเองก็ยังรับประทานเมล็ดโกโก้เพื่อเพิ่มพละกำลังอีกด้วย
ในยุคสมัยปัจจุบัน เหล่านักวิจัยเองก็ได้เชื่อมโยงช๊อกโกแลตเข้ากับเรื่องของสุขภาพในทางบวกด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ลดความดันเลือด ลดระดับคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดีและเพิ่มระดับของคลอเรสเตอรอลที่ดี รวมถึงการเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งช่วยทำให้ร่างกายรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การที่ช๊อกโกแลตมีส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลอยู่เป็นปริมาณมาก มันจึงถูกมองเป็นอาหารที่ทำให้อ้วนและทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบกับการรับประทานช๊อกโกแลต ซึ่งเพื่อที่จะยืนยันสมมิตฐานดังกล่าว Golomb และเพื่อนร่วมงานได้ทำการสำรวจผู้ใหญ่จำนวน 1,000 คนผู้ซึ่งมีค่าดรรชนีมวลกายตั้งแต่ 17 ไปจนถึง 50 ซึ่งน้อยกว่า 18 นั้นถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ และมากกว่า 25 นั้นถือว่ามากกว่าเกณฑ์ ส่วน 30 ขึ้นไปนั้นถือว่าเป็นโรคอ้วน
ซึ่งในช่วงคำถามที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนั้น มีคำถามหนึ่งที่ถามว่า ในหนึ่งสัปดาห์ คุณรับประทานช๊อกโกแลตกี่ครั้ง ซึ่งคนที่ตอบว่าห้าครั้งหรือมากกว่านั้นมีค่า BMI ที่โดยเฉลี่ยแล้วน้อยกว่าคนที่ไม่รับประทานช๊อกโกแลตเลยอยู่หนึ่ง ซึ่งนักวิจัยได้รายงานผลทดลองดังกล่าวแล้วในวารสาร Archives of Internal Medicine
คนที่ชื่นชอบการรับประทานช๊อกโกแลตนั้นไม่ได้ออกกำลังกายมากกว่าคนที่ไม่รับประทาน หรือว่ามีพื้นฐานการศึกษา รวมถึงพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่างกันแต่อย่างใด อีกทั้งคนที่รับประทานช๊อกโกแลตมากนั้นก็มักจะมีอัตราการรับแคลอรี่มากกว่าด้วย
ซึ่งเมื่อนำผลมาพิจารณาโดยคำนึงถึงงานวิจัยอื่นๆด้วยแล้วล่ะก็ Golomb กล่าวว่าการค้นพบเหล่านี้อาจจะชี้ให้เห็นว่าอะไรบางอย่างในช๊อกโกแลตนั้นช่วยให้มนุษย์สามารถจัดการกับแคลอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย epicatechin สารประกอบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในเมล็ดโกโก้ที่เคยถูกเชื่อมโยงเข้ากับผลดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกายอันน่าทึ่งมาแล้วนั้นอาจจะเป็นคำตอบ ซึ่งในงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ระบุไว้ว่าหนูนั้นสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น 50% หลังจากบริโภค epicatechin เข้าไปในปริมาณเล็กน้อย
ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่ง ซึ่งได้ประกอบไปด้วยคนห้าคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นพบว่าสาร epicatechin ได้ช่วยฟื้นฟูไมโตคอนเดรีย, แหล่งพลังงานของเซลล์, ที่เสียหายอย่างมากได้อีกด้วย
อีกหนึ่งทฤษฎีสำหรับประโยชน์อันน่าทึ่งของช๊อกโกแลตนั้นก็คือสารประกอบในโกโก้นั้นช่วยเสริมจำนวนและความแข็งแกร่งของไมโตคอนเดรียในเซลล์ และผลกระทบเหล่านี้นั้นเป็นอิสระจากสารอนุมูลอิสระใดๆที่ช๊อกโกแลตมีด้วย ซึ่งในมุมมองของ Golombนั้น เซลล์ที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งข้อความไปบอกร่างกายให้เปลี่ยนแคลอรี่เป็นไขมัน แต่ช๊อกโกแลตได้เข้ามาช่วยลดแรงกระตุ้นที่มีต่อเซลล์ ทำให้สามารถใช้ไมโตคอนเดรียที่เหลือมาเผาผลาญแคลอรี่แทนได้
ถือเป็นโชคไม่ดีสำหรับผู้รักช๊อกโกแลต เพราะมากกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป ที่จากการวิจัยแล้วพบว่าปริมาณที่ดีที่สุดของ epichatechin นั้นมาจากช๊อกโกแลตประมาณห้ากรัม ซึ่งถ้าเทียบดูแล้วก็ประมาณ Hersheys Kiss หนึ่งชิ้นเท่านั้น ถ้ากินมากกว่านั้นจะทำให้ประโยชน์ดังกล่าวหายไป
ถ้าหากคุณกินเกินมากไปนิดหน่อย ผลลัพธ์ที่ควรจะได้ก็จะหายไป ซึ่งถือเป็นจุดที่เป็นเอกลักษณ์เลยก็ว่าได้ถ้าอยากให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด
นักวิจัยได้แนะนำให้รับประทานดาร์คช๊อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้อยู่ที่ 60-70% ซึ่งจะเป็นยี่ห้อใดไม่สำคัญ แต่ให้เลือกชนิดที่ใช้เนยโกโก้แทนชนิดที่ใช้ไขมันทรานส์ และถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะต้องหยุดรับประทานก็ตาม แค่หนึ่งหรือสองคำก็อาจจะเพียงพอแล้ว
