เผยสาเหตุเสียงรบกวนทำให้การฟังด้อยลง

การวิจัยพบว่า เด็กบางคนรู้สึกว่าการฟังบทสนทนาในที่ที่เสียงดังเป็นเรื่องที่ยาก เพราะจะเกิดการเบนความสนใจไปฟังผู้อื่นพูดนั่นเอง
อิมราน ธามานี่ นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยแม็คควารีเปิดเผยในงานวิจัยที่งานประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมความร่วมมือวิจัย ออสเตรเลีย
“ในห้องเรียนทุกห้อง จะมีเด็กหนึ่งหรือสองคนที่มีปัญหากับการฟัง” ธามานี่เปิดเผย
ธามานี่ชี้ว่า เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใจคำสั่ง ทำคะแนนในวิชาต่างๆได้น้อยหากว่าเสียงรบกวนมีมาก และไม่นานก็จะกลายเป็น “แกะดำ” ในชั้นเรียน
ก่อนหน้านี้ สาเหตุที่เด็กกลุ่มนี้มีปัญหาในการฟังยังไม่ได้รับการอธิบาย
ในการศึกษานั้น ธามานี่ได้ทดสอบเด็กที่มีปัญหาด้านการฟัง 20 คน ในจำนวนนี้มีอยู่ 8 คนที่มีการฟังเป็นปกติและไม่มีปัญหาในการประมวลผลข้อมูลที่ได้ยิน
แล้วอะไรคือปัญหาในการฟังของเด็กกลุ่มนี้?
ในการฟังบทสนทนานั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะในการเปลี่ยนความสนใจไปหาคนที่เราต้องการจะฟัง และต้องไม่สนใจเสียงรบกวนรอบข้าง
ธามานี่จึงตัดสินใจที่จะศึกษาว่า ความสามารถในการเปลี่ยนจากเสียงรบกวนรอบข้างไปยังเสียงของคนที่ต้องการจะฟังของเด็กแต่ละกลุ่มเป็นเช่นไร
ในการศึกษาครั้งแรกนั้น ธามานี่ได้ให้เด็กอายุระหว่าง 10-18 ปี นั่งอยู่ในห้องมืด (บอกเด็กว่าเป็นยานอวกาศ) แล้วให้บอกว่า พยางค์แต่ละพยางค์ที่ได้ยินคืออะไร โดยขณะที่ให้ฟังนั้นจะมีเสียงพื้นหลังให้เสียสมาธิด้วย
ธามานี่สามารถประเมินระยะเวลาที่เด็กเปลี่ยนความสนใจไปสู่พยางค์ที่จะให้ฟัง จนพบว่า เด็กทุกคนในกลุ่มทดลองจะใช้เวลาเปลี่ยนความสนใจมากกว่าเด็กที่ไม่มีปัญหาด้านการฟัง
ในช่วงที่เปลี่ยนความสนใจในการฟังนั้น เด็กจะไม่สามารถรับรู้ข้อมูลใดๆได้ ซึ่งก็หมายความว่า อาจจะพลาดช่วงสำคัญในการสนทนาได้
ธามานี่เผยว่า การศึกษาครั้งนี้เป็นการยืนยันการศึกษาที่มีมาก่อนหน้านี้ และเป็นจุดเริ่มที่จะทำให้นักวิจัยจับจุดได้ว่าจะเริ่มแก้ปัญหาที่จุดไหน
ในการศึกษาที่คล้ายๆกันนั้น พิอา กิลเดนคาเน่ นักศึกษาปริญญาเอกได้ศึกษากิจกรรมของสมองของเด็กที่มีปัญหาด้านการฟังอีกกลุ่ม
กิลเดนคาเน่พบว่า เด็ก 7 คนที่มีอาการที่เรียกว่า การประมวลผลการฟังผิดปกติ (APD) จะมีกิจกรรมของสมองที่แตกต่างกันออกไปเมื่อเทียบกับอีก 12 คนที่ไม่มีปัญหาด้านการฟัง
กิลเดนคาเน่บอกว่า ความแตกต่างระหว่างเด็กสองกลุ่มเกิดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของคน 8 คนคุยกันรบกวนในขณะที่หน้าที่หลักคือต้องบอกพยางค์ที่ได้ยินนั่นเอง
แต่เมื่อเด็กกลุ่มนี้ได้ดูวิดีโอแล้วพยายามอ่านริมฝีปากของคนพูดแล้วให้บอกสิ่งที่ได้ยิน นักวิจัยพบว่า กิจกรรมของสมองของเด็กกลุ่มที่มีและไม่มีปัญหาในการฟังนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย
กิลเดนคาเน่ชี้ว่า นี่เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่สนับสนุนคำแนะนำว่า เด็กที่มีปัญหาด้านการฟังควรจะอ่านปากของผู้พูด
“การอ่านปากของคนพูดจะช่วยเสริมทักษะการได้ยินได้ และก็จะช่วยให้เข้าใจคำสั่งต่างๆได้”
แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/05/16/3504319.htm
