“รมว.วิทย์” ลั่นดันผุดเครื่องกำเนิดแสง“ซินโครตรอน” ใหม่ 8 พันล้าน มุ่งสนองพัฒนาภาคธุรกิจและการแข่งขันของประเทศในเวทีนานาชาติ

Written by pron_one on . Posted in ทั่วไป

           นครราชสีมา- “ปลอดประสพ” รมว.วิทย์ฯ รุดตรวจเยี่ยมห้องปฏิบัติการ “แสงซินโครตรอน” แห่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่โคราช  ชี้เป็นเทคโนโลยีเทคนิควิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ขั้นสูง ชูให้เป็น “แล็บกลาง” วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของไทยเพื่อขับเคลื่อนสร้างองค์ความรู้แข่งขันกับนานาชาติได้  ระบุผลักดันผุด “เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน” ใหม่ ประสิทธิภาพสูง ใช้งบฯ 8  พันล้าน  พร้อมยกระดับเป็นศูนย์กลางวิจัยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน ด้านการแพทย์– เกษตร -อุตสาหกรรม มุ่งตอบสนองพัฒนาภาคธุรกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศ

           วันนี้ (3 มิ.ย.55) ที่อาคารสิรินธรวิชโชทัย สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน)  อ.เมือง จ.นครราชสีมา ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพร้อมคณะ  เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและนักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน   โดยมี ศาสตราจารย์นาวาอากาศโทดอกเตอร์ (ศ.น.ท.ดร.) สราวุฒิ  สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) นำคณะผู้บริหารและนักวิจัย ให้การต้อนรับ  พร้อมนำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยามแห่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

           ดร.ปลอดประสพ  สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมาเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม ซึ่งวิชาการด้านแสงซินโครตรอนถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ในอาเซียนมีเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเฉพาะที่ประเทศไทยและสิงคโปร์  โดยประเทศไทยเป็นที่ตั้งเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งใหญ่และโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคนี้

           สำหรับแสงซินโครตรอนเป็นแสงชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานวิจัยได้หลายด้านทั้งเรื่องการวัดรูปร่าง โครงสร้างและคุณลักษณะรวมถึงส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งการวัดในทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญมาก จะช่วยในการแยกแยะความแตกต่างและประสิทธิภาพชิ้นงาน  แสงชนิดนี้เป็นแสงที่เล็กและคมมากมีอานุภาพในการทะลุทะลวงสูงจึงนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ด้วย

           ดร.ปลอดประสพ กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน และมองว่าเป็นเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูงทางฟิสิกส์ มีประโยชน์ในการสร้างวิทยาศาสตร์พื้นฐานและสามารถสร้างวิทยาศาสตร์ขั้นก้าวไกลในหลายสาขา เช่น สาขาการแพทย์ การเกษตร และ สาขาด้านวัสดุศาสตร์  สถาบันแห่งนี้ถือเป็น “แล็บกลาง” ของไทย หรือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งประเทศไทยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  ทำให้ประเทศไทยไม่เจริญเพราะว่าไม่สามารถขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ได้  ซึ่งเรื่องนี้คนไทยต้องเข้าใจ เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว ประเทศไทยก็จะมีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวหน้าแข่งขันกับประเทศอื่น หรือ นานาชาติได้

           ดร.ปลอดประสพ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะผลักดันให้มีเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งใหม่ที่ใหญ่และมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ประมาณ 1 เดือน เพื่อสรุปแผนดำเนินการและนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้  คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ  8,000 ล้านบาท โดยใช้สถานที่ก่อสร้างที่ จ.นครราชสีมาในบริเวณเดียวกันกับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องเดิม

           อย่างไรก็ตามในวันนี้ได้เน้นย้ำให้กับสถาบันฯ ขยายฐานบริการกับกลุ่มผู้ใช้บริการมากขึ้น เพื่อให้มีผู้เข้ามาใช้บริการเทคโนโลยีด้านนี้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสถาบันการศึกษา  เช่น ในด้านสาธารณสุข การแพทย์ อาจจะต้องผลักดันให้มีการตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโรคมะเร็งหรือโรคอื่นๆ โดยใช้แสงซินโครตรอนขึ้น หรือ เป็นคลินิกตรวจโรคด้วยแสงซินโครตรอน เป็นต้น  โดยมีโรงพยาบาลทั่วประเทศเป็นเครือข่าย  หรือ อาจผลักดันให้มีห้องปฏิบัติการวิจัยยางพาราด้วยแสงซินโครตรอนโดยเฉพาะ  เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์นับวันยิ่งต้องใช้ยางพารามากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะการทำยางรถยนต์เท่านั้นอนาคตอาจพัฒนาไปเป็นตัวถังรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นสูงและนำกลับมารีไซเคิลได้  ฉะนั้นได้ให้การบ้านกับผู้บริหารสถาบันฯ ว่าจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีซินโครตรอนเข้ามาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาภาคธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

           “สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนของไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ที่ผ่านมาประเทศอื่นๆ มาใช้บริการห้องปฏิบัติการแสงสยามของไทยอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเราจะไม่เป็นเฉพาะศูนย์กลางของอาเซียนเท่านั้น แต่เราจะเป็นเอกคือหนึ่งเดียวของอาเซียน เพื่อเป็นแชมป์เปี้ยนในการแข่งขันด้านนี้  สิ่งสำคัญคือเราจะต้องใช้แสงซินโครตรอนช่วยในการแข่งขันทางการค้าให้ได้มากที่สุด”  ดร.ปลอดประสพ กล่าว

           ดร.ปลอดประสพ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางสถาบันฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาสถานีทดลองให้มีมากขึ้น จากเดิมที่มีอยู่ 9 สถานี เพื่อให้สามารถรองรับงานวิจัยได้หลากหลาย  และเน้นย้ำให้เพิ่มความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาให้มากขึ้น โดยรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก มาใช้ Topic ของที่นี่ให้มากขึ้น และสถาบันฯ ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Science Park  หรือ นิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้ตั้งอยู่ที่ จ.ขอนแก่น ซึ่ง ครม. อนุมัติงบประมาณไปเรียบร้อยแล้วประมาณ 8,500 ล้านบาท เพื่อให้มี Science Park ทั่วประเทศ  ซึ่ง Science Park ที่ว่านี้จะเป็นพาหนะนำพาวิทยาศาสตร์ไปสู่ภาคธุรกิจอย่างแท้จริง  ทั้งนี้ได้ให้ทางซินโครตรอนไปดูว่าจะเข้ามาร่วมกับก้าวใหม่ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้อย่างไร



แสดงความคิดเห็น