ยืนยันแล้ว!พบระบบสุริยะอื่นที่คล้ายกับของเรา

นักดาราศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่า ระบบสุริยะแบบเราไม่ได้เป็นระบบสุริยะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแบบเดียวในเอกภพแน่นอนแล้ว หลังจากมีการค้นพบระบบดาวเคราะห์ที่มีระนาบการโคจรแบนราบและมีลำดับของดาวเคราะห์ชัดเจนแบบระบบสุริยะของเรา
หลังจากที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือองค์การนาซ่า ได้ค้นพบดาวเคราะห์ที่มีมุมการโคจรรอบดาวแม่ที่แปลกๆ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาต่อเพิ่มเติม เพื่อดูว่า ดาวเคราะห์จะมีการโคจรรอบดาวแม่คล้ายกับที่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะโคจรรอบดาวแม่ในระนาบเส้นศูนย์สูตรของดาวอาทิตย์หรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลจากกล้องเคปเลอร์ในการตรวจจับดาวเคราะห์สามดวงที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์เคปเลอร์-30 ที่มีลักษณะคล้ายกับดวงอาทิตย์ โดยมีจุดดำยักษ์อยู่ที่ผิวของดาวเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ด้วย
จากการศึกษาดาวเคราะห์ทั้งสามดวงพบว่า ดาวเคราะห์โคจรรอบดาวแม่โดยมีระนาบการโคจรต่างกันไม่เกินหนึ่งองศา และระนาบการโคจรก็ห่างจากระนาบเส้นศูนย์สูตรของดาวแม่ไม่ถึงหนึ่งองศาเสียด้วย คล้ายกับระบบสุริยะของเรา ซึ่งที่เป็นอย่างนี้เพราะระบบสุริยะของเราก่อตัวขึ้นมาจากแผ่นดิสก์ของแก๊สขนาดมหึมานั่นเอง
“ตัวดาวเคราะห์ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่นัก คือมีสองดวงที่คล้ายกับดาวพฤหัส และอีกดวงที่คล้ายกับโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ระนาบการวางตัวของมันนี่สมบูรณ์แบบจริงๆ” ดร๊าค เดมิง นักดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ชี้
“ระบบแบบนี้แหละที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพัฒนาสิ่งมีชีวิตขึ้นมา”
นอกจากนี้ การวางตัวของระบบวงโคจรของดาวฤกษ์เคปเลอร์-30 นี้ยังเป็นการคำนวณที่แม่นย้ำอีกด้วย
ปัจจุบัน กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์กำลังศึกษาดาวฤกษ์ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ 150,000 ดวง ที่มีแนวโน้มว่าจะมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกอยู่ แต่การค้นพบระบบดาวเคราะห์หลายดวงนั้น ระบบจำเป็นต้องวางตัวให้เหมาะสมให้มุมกล้องที่แคบและลึกของกล้องตรวจจับได้พอดี
ตอนนี้ เป้าหมายของกล้องเคปเลอร์คือกลุ่มดาวที่อยู่ห่างออกไปหลายแสนปีแสง
อนาคต นักวิทยาศาสตร์จะมีการส่งกล้องที่มีมุมกล้องที่กว้างกว่าเดิมเพื่อตรวจหาดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายกับโลก ดังนั้น การค้นหาดาวที่น่าสนใจก่อนน่าจะช่วยให้เราหาระบบที่คล้ายกับเราได้ง่ายยิ่งขึ้น
“เนื่องจากเรามีข้อมูลที่ดีๆอยู่ในมือแล้ว เราจึงมีไอเดียที่จะวัดการเอียงของดาวเหล่านั้น” โรแบร์โต้ ชานชิส-โอเจด้า แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซ็ตต์กล่าว
งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการแผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature ด้วย
แปลจาก: http://www.abc.net.au/science/articles/2012/07/26/3553402.htm
